ในยุคที่วงการกีฬาและกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมสำหรับเด็กกำลังกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งรถโกคาร์ท คลับเทนนิส อะคาเดมีฟุตบอล หรือการแข่งขันกอล์ฟเยาวชน
ภาพที่เรามักได้เห็นควบคู่ไปกับภาพความสำเร็จของเด็กๆ คือ ภาพของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ทุ่มเททั้งเงินทอง เวลา และยืนให้กำลังใจอยู่ขอบสนาม
ทว่า ล่าสุด เกิดเหตุการณ์ที่เป็นกระแสไปทั่วโซเชียล อย่างดราม่าแข่งรถโกคาร์ทระหว่างลูกดาราและเซเลบริตี้ที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวความขัดแย้งของเด็กๆ หรือเรื่องดราม่าในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่หากมองในเชิงวิเคราะห์ นี่คือภาพสะท้อนที่น่าสนใจยิ่งในเรื่องของจิตวิทยาของการลงทุนในตัวลูก, บทเรียนธุรกิจกีฬาเยาวชน และบทเรียนประวัติศาสตร์กีฬาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ มหากาพย์ F1 Red Bull Vs Mercedes
หนึ่งในเหตุการณ์ประท้วงที่อื้ออึงที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ตยุคใหม่ คือการแข่งขันสนามสุดท้ายของ Abu Dhabi Grand Prix ปี 2021 ที่ อบูดาบี เมื่อ Max Verstappen (Red Bull) แซง Lewis Hamilton (Mercedes) ในรอบสุดท้ายหลังจากเซฟตี้คาร์ถอนตัว ส่งผลให้ Max Verstappen คว้าแชมป์โลกไปครอง
ทันทีที่เข้าเส้นชัย ทีม Mercedes (ผู้ได้อันดับ 2) ไม่ยอมรับผลการตัดสินอย่างรุนแรง และยื่นประท้วงผลการแข่งขันต่อ FIA ทันที ใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องการจัดการรถเซฟตี้คาร์ และการที่ Verstappen แซงขึ้นไปใกล้ Hamilton ในช่วงรีสตาร์ท แต่คำประท้วงถูกปัดตกทั้งหมด
ส่งผลให้สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) สั่งสอบสวนเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ และต่อมาได้ปลด Michael Masi ออกจากตำแหน่งเรซไดเร็คเตอร์ในเวลาต่อมา พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเรื่องการใช้ Safety Car ไม่ให้เกิดเหตุการณ์กำกวมเช่นนี้อีก
เหตุการณ์นี้ถูกนำไปพูดถึงอย่างกว้างขวางในซีรีส์ Formula 1: Drive to Survive ของ Netflix และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงตลอดกาลของแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต
จิตวิทยา Over-Investment
หากวิเคราะห์ในเชิงพฤติกรรม สาเหตุที่ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมระดับบนมีปฏิกิริยาต่อความพ่ายแพ้ของลูกอย่างรุนแรง เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Over-Investment Phenomenon
ดังเช่น กีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างโกคาร์ท หรือกีฬาเอ็กซ์ตรีมเยาวชน ไม่ใช่กีฬาที่มีต้นทุนต่ำ เพราะมีทั้ง ค่ารถ ค่าชุด ค่าซ้อม ค่าทีมช่าง และค่าสมัครสนาม แต่ละปีมีมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้านบาท
เมื่อพ่อแม่ลงทุนไปมากก็อาจจะคาดหวังผลตอบแทนในรูปแบบของชัยชนะและโปรไฟล์ของลูก ความพ่ายแพ้จึงไม่ได้แปลว่าเล่นแพ้ แต่ถูกรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียมูลค่าการลงทุน
ในวงการธุรกิจและสังคมไฮโซ ความสำเร็จของลูกมักถูกมองเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของพ่อแม่ เมื่อลูกแพ้ พ่อแม่บางส่วนจึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้แพ้ไปด้วย และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องปกศักดิ์ศรีของตนเอง จนลืมไปว่าในสนามแข่งนั้นเด็กคือคนที่ต้องเรียนรู้การเป็นนักกีฬา ไม่ใช่พ่อแม่
“น้ำใจนักกีฬา” คือค่านิยมที่สร้างมูลค่าระยะยาว
ในมุมของธุรกิจครอบครัว การวางตัวอย่างมีสติ เน้นย้ำเรื่องน้ำใจนักกีฬา และสอนลูกให้เคารพกติกา กลายเป็นสิ่งที่สร้าง Brand Equity (มูลค่าแบรนด์) ให้กับครอบครัวและธุรกิจอย่างมหาศาล สังคมมองเห็นถึงคุณภาพในการอบรมเลี้ยงดูแลความพร้อมในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
การยอมรับความพ่ายแพ้ ยินดีกับผู้ชนะ และกลับไปซ้อมให้หนักขึ้น คือแก่นแท้ของน้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship) ที่ไม่มีเงินจำนวนไหนซื้อได้ และการที่พ่อแม่สามารถทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับทางอารมณ์ ให้ลูกยืดอกยอมรับผลการตัดสินได้อย่างทรงศักดิ์ศรี นั่นคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของลูกอย่างแท้จริง
อ้างอิง
– BBC Sport & Formula 1 Official: Abu Dhabi Grand Prix 2021: Mercedes decision not to appeal FIA decision ensures Max Verstappen remains world champion.
– Journal of Sport and Exercise Psychology: Parental Involvement and Achievement Goals in Youth Sports.
– Court of Arbitration for Sport (CAS): Legal procedures and appeals regarding race disqualifications and technical infringement protests in international motorsport.
