สุขภาพ Featured

กินยังไงให้ห่างไกล”โรคอ้วน”

ปัจจุบันหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ตลอดจนนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อีกหลายคนก็เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติ อาหารคลีน ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่ารูปร่างตนเองดีอยู่แล้ว คิดว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน จึงกินโดยไม่กลัวอะไร เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ นักโภชนาการระดับโลกจะมาให้คำแนะนำ

พญ.โรซิโอ เมดินา

 

คนเอเชียมีปัญหาน้ำหนักเกิน

พญ.โรซิโอ เมดินา รองประธานกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในโลกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสัดส่วนร่างกาย น้ำหนัก และโรคอ้วน เพราะคิดว่าไม่ส่งผลกระทบอะไร อย่างคนอเมริกันและเม็กซิกันที่ประสบปัญหาโรคอ้วน พบว่า 8 ใน 10 มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารไม่ดี ขณะที่ในโซนเอเชียแปซิฟิกซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารที่ดี มีทั้งผัก ผลไม้ ปลา กลับพบว่าก็มีปัญหาโรคอ้วนเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อลงลึกไปถึงสาเหตุของโรคอ้วน พบว่าไม่เพียงการบริโภคอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด การไม่เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน

“ตอนนี้คนเอเชียเริ่มมีปัญหาน้ำหนักเกินปรากฏออกมาในลักษณะไขมันช่องท้อง หรือพุง แม้จะไม่ใช่คนอ้วนรูปร่างใหญ่อะไร โดยจากงานวิจัยพบว่าการมีไขมันช่องท้องเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระบบเผาผลาญที่แย่ลง นำมาสู่ความเสี่ยงเกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง”

 

วัด”ไขมันช่องท้อง”ง่ายๆด้วยตัวเอง

สำหรับ “ไขมันช่องท้อง” จะใช้สูตรคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) มาวัดอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้อัตราส่วนของ “รอบเอว” ต่อ “รอบสะโพก” (Waist-to-hip Ratio: WHR) มาคำนวณด้วย โดยเอา “ความยาวรอบเอว” และ “ความยาวรอบสะโพก” มา “หาร” กัน (ความยาวรอบเอว หาร ความยาวรอบสะโพก) หากค่าออกมาเกิน 1.0 ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน

 

กินยังไงห่างไกล”โรคอ้วน”

พญ.โรซิโอกล่าวอีกว่า โดยรวมของปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่เกิดจากการกิน จึงอยากแนะนำการกินอาหารที่สมดุลต่อร่างกาย ด้วยการแยกโภชนาการบนจานอาหารที่ต้องกินให้ได้ทุกมื้อออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.คาร์โบไฮเดรต 40% อาทิ ผัก ผลไม้ นม ถั่ว จริงๆ มีอยู่ในอาหารทุกอย่างที่ประกอบไปด้วยแป้ง ข้าว กระทั่งธัญพืช 2.โปรตีน 30% อาทิ นม ถั่วเหลือง เนื้อไม่ติดมัน และ 3.ไขมัน 30% ซึ่งอยากให้เป็นไขมันดี อาทิ ปลา อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่ว ร่วมไปกับสารอาหารรอง ได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหาร และน้ำ

“อย่างการกินของดิฉันมีเคล็ดลับว่า ทุกมื้อจะเน้นไปที่อาหารที่มีโปรตีน เพราะร่างกายจะเผาผลาญโปรตีนทุก 4-5 ชั่วโมง อย่าให้เกิน 6 ชั่วโมง เพราะไม่งั้นร่างกายจะเผาผลาญตัวเอง ส่วนช่วงเย็นหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรต”

“ดิฉันจะเลือกรับประทานอาหารอย่างที่ร่างกายต้องการ 80% ต่อมื้อ ส่วนอีก 20% จะเลือกทานอาหารที่อยากทาน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับมีความคิดตรงกันข้าม คือทานอาหารที่อยากรับประทาน 80% และรับประทานอาหารที่ร่างกายต้องการ 20%”

“ซึ่งต้องบอกว่าอาหารส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้จะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและโซเดียม กินมากก็ไม่ดีต่อร่างกาย ยิ่งเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีปัญหาสุขภาพตามมา คำพูดที่ว่าแก่แล้วกินไปเถอะ ต้องไม่มี เพื่อสุขภาพจะได้ไม่ย่ำแย่และตกเป็นภาระของลูกหลาน”

“เพราะร่างกายของมนุษย์จะหยุดการเจริญเติบโตเมื่ออายุ 30 ปี ฉะนั้นเราควรดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป”

“กินคลีน-กินมัง”ยังไงให้”ชีวิตดี”

นอกจากนี้ พญ.โรซิโอได้แนะนำเรื่องการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวให้มากขึ้นในแต่ละวัน อย่านั่งนิ่งแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิตแย่ลง ขณะที่ 24% ของผู้มีพฤติกรรมนิ่งเฉยมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ รวมถึงการจัดการกับความเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและอารมณ์

 

ส่วนคนที่อยากดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ พญ.โรซิโอยืนยันว่า 90% ของผู้กินอาหารนี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และเสี่ยงโรคเบาหวาน เนื่องจากรับคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณมาก อย่างประเทศอินเดียที่ประสบปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะกินแต่มันฝรั่ง พาสต้า ขณะที่การไม่กินเนื้อสัตว์ก็ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายน้อยลง

“แนะนำให้เลือกกินผักหลายชนิด ถั่วต่างๆ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตดี และกินแต่พอดีตามหลักอาหาร 3 ส่วนข้างต้น”

ส่วนผู้รับประทานอาหารคลีน พญ.โรซิโอมองว่า เป็นอาหารดี แต่ไม่ได้หากินง่ายๆ เพราะอาหารคลีนต้องเป็นอาหารธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม อาทิ ใส่สารกันบูด อย่างผักก็ต้องมาจากธรรมชาติที่สุด เนื้อสัตว์ก็ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดี แน่นอนว่าราคาแพงกว่า

“อยากให้คนไทยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอย่างครบถ้วน และรับประทานปลาให้มากๆ อย่างดิฉันรับประทานปลา 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ไก่เนื้อแดงอย่างละ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ กินผักล้วนๆ ทั้งวัน 2 ครั้งต่อสัปดาห์” พญ.โรซิโอกล่าว

ใส่ใจสุขภาพ เริ่มต้นที่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ

ที่มา มติชนออนไลน์

Related Posts

คุยกับ ‘NYŪ’ แบรนด์ไทยคิดต่าง
เริ่มธุรกิจเสริมจาก Pain Point ใกล้ตัว เมื่อหา “ม็อกเทล” ที่ถูกใจไม่ได้ สองแม่ลูกเลยทำขายเอง สร้างรายได้ 16 ล้านในเวลาไม่ถึงปี
NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” แบรนด์นมถั่วน้องใหม่ ชื่อปั่น รู้ไหมทำไมต้องตั้งชื่อกำกวม
Tinder เผย 85% คนโสดไทยรู้สึกเหงา แต่ยังเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเชื่อว่าจะได้เจอ “คนที่ใช่”