Featured
เมื่อเวลา 19.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร (กทม.) และนายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมถนนเยาวราช เพื่อเตรียมยกระดับถนนเยาวราชและถนนข้าวสารให้เป็นพื้นที่นำร่องโครงการอาหารริมทาง (สตรีทฟู้ด) พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า เป็นที่รับทราบกันว่าสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้จัดอันดับให้กทม.เป็นเมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลกมาเป็น 2 ปีซ้อน ซึ่งทางกทม.พยายามจะสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละปีได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่าถึงปีละ 5 แสนบาท ทั้งนี้ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการขอความร่วมมือของผู้ประกอบการ เช่น ในเรื่องของการยกระดับคุณภาพของอาหาร การปรุงอาหารให้สะอาดถูกสุขลักษณะอนามัย ตลอดจนรูปแบบและอัตลักษณ์ต่างๆ ให้ดูสวยงาม โดยเฉพาะในย่านเยาวราชจะพบว่าเป็นย่านของชาวจีนดั้งเดิม หรือเป็นที่รู้จักในย่านไชน่าทาวน์ ซึ่งทางกทม.ก็จะพยายามจัดรูปแบบต่างๆ ให้เป็นระเบียบ เช่น การสวมใส่ผ้ากันเปื้อน กำหนดจ
วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก มีร้านขายแกงที่แตกต่างจากร้านอื่นโดยสิ้นเชิง คือร้านขายแกงของนางประกอบ ศรีคง หรือป้านอม วัย 54 ปี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการวางหม้อแกงกับพื้น หรือแบกะดินขาย แต่ร้านอื่นๆ จะมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า การจัดวางหม้อแกงจะคล้ายกับวงฆ้อง โดยนำหม้อแกง 7-9 ใบ มาตั้งเป็นครึ่งวงกลม ป้านอมจะนั่งอยู่ตรงกลาง คอยเอี้ยวตัวซ้าย-ขวาตักแกงใส่ถุงให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวก ป้านอมกล่าวว่า ตนขายแกงที่ตลาดใต้มานับสิบปีแล้ว เริ่มขายเวลาประมาณ 05.00 น. และจะขายหมดในช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. ราคาจำหน่ายเพียงถุงละ 20 บาท ไม่ว่าจะเป็นลาบ แกงเขียวหวาน แกงส้ม แกงเผ็ด ผัดเผ็ดขาหมู ฯลฯ ป้านอมกล่าวอีกว่า ขายแกงถุงละ 20 บาทก็ได้กำไรพอแล้ว เพราะเราทำเอง รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ ไม่ต้องเอากำไรมาก มีบางอย่างที่ต้องขายแพงกว่า 20 บาท เช่น ต้มเค็มปลาตะเพียน เพราะต้องขายตามต้นทุนปลาตะเพียน ซึ่งขายแกงอย่างนี้มานานแล้ว ขายจนสามารถสร้างบ้าน ซื้อที่นาได้ 8 ไร่ ส่งลูกเรียนจนจบการศึกษา และมีเงินเหลือไปทำบุญ ส่วนที่จัดวางหม้อแกงเป็นรูปครึ่งวงกลมนั้น เนื่องจากไม่มีล็อกเหมือนแ
“อย่าทำตัวเป็นเพียงหมาล่าเนื้อ ที่ต้องวิ่งล่าหาเหยื่อใหม่ตลอดเวลา” อดีตเจ้านายท่านหนึ่งเคยสอนไว้เช่นนั้น สิ่งที่อยากสื่อสารเพื่อสั่งสอน คือ “พึงรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ให้ดี อย่าเอาแต่วิ่งล่าหาลูกค้าใหม่อยู่ร่ำไป” ไม่ใช่การขยันหาลูกค้าใหม่ ไม่ดี แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และอาจทำให้สูญเสียฐานลูกค้าเก่า ที่เคยเข้าอกเข้าใจกันมานานแล้ว หากเราละเลยไม่ใส่ใจพวกเขา นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งไปแนะนำและช่วยโค้ชทีมผู้บริหารมือใหม่ขององค์กรหนึ่ง ในเรื่องการทำแผนการตลาด มีอยู่ทีมหนึ่ง น่าสนใจมาก เพราะสินค้าที่พวกเขาดูแล เป็นสินค้าแบบ B2B (Business to Business) ขายส่งไปให้ร้านค้า เพื่อนำไปขายต่อ ขณะที่สินค้าของทีมอื่น เป็นการขายตรงสู่ผู้บริโภคตามปกติทั่วไป พวกเขามีจุดแข็ง คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีฐานลูกค้าอยู่ในมือในระดับหนึ่ง เรียกว่า ไม่ขี้เหร่ ไม่ได้โนเนมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่จุดอ่อน คือ ไม่ค่อยได้มีการติดตามลูกค้าเดิมๆ ทำให้ขาดการติดต่อสำหรับบางราย และบางรายยอดขายลดลง พอถึงการนำเสนอกลยุทธ์ สิ่งที่งัดมาเพื่อกู้สถานการณ์ พวกเขาทั้งทีม ภาคภูมิใจในการนำเสนอกลยุทธ์ “เพิ่ม
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประ
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ทำธุรกิจไปสักพัก “รวยไม่รู้เรื่อง” ไม่รู้จริงๆ ว่ารวยมาได้อย่างไร ค่ำวันตรุษจีนปีนี้ นั่งคุยกันสารพัดเรื่อง กระทั่งเรื่องของเอสเอ็มอีของไทยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก แต่ในจำนวนมากเหล่านั้น กลับรวยแบบไม่รู้เรื่อง ถามอะไร ตอบได้ไม่ชัดสักอย่าง มีอยู่อย่างเดียวมั้ง ที่พอจะตอบได้ชัดเจนสุด นั่นคือ “ยอดขาย” ถือว่ายังดีที่ตอบได้บ้าง ยอดขายมักตอบได้ เพราะเป็นสิ่งที่เอาใจจดจ่อรอดูอยู่ทุกวี่วันว่าจะขายได้เท่าไหร่ แต่ยังมีข้อมูลอีกจำนวนไม่น้อย ที่ผู้ประกอบการรายย่อย ควรตอบได้แบบไม่ต้องคิดนานเกิน หรือถ้าตอบปากเปล่าไม่ได้ ใช้เวลาชั่วครู่ชั่วยาม ไปงัดข้อมูลที่เก็บเอาไว้มาตอบได้ ก็ยังถือว่าโอเคอยู่ ทว่า ปัญหาที่ผมเจอกับผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อย คือ ไม่มีกระทั่งข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยเก็บเอาไว้ และที่สำคัญกว่าก็คือ “ไม่เคยคิดเก็บ” ด้วยซ้ำ โชคดีที่ผลประกอบการออกมาน่าพึงพอใจ อยู่รอดด้วยดี ทำแล้วรวย แต่…“รวยแบบไม่รู้เรื่อง” ว่าที่รวยมานั้น มีปัจจัยอะไรเกื้อหนุนบ้าง ตอนยังรวยอยู่ก็ไม่มีปัญหาให้ปวดหัวหรอกครับ ปัญหามักอยู่ที่ผลิตไม่ทัน แต่ตอนที่เกิดปัญหาจริงๆ ยอดขายผิดเพี้
เคยพาไปเดินตลาดสเปนมาแล้วเมื่อปีก่อนนะถ้าฉันจำไม่ผิด และเคยบอกไปแล้วว่าคนสเปนติดน้ำมันมะกอกมาก เขาใช้ในการทำอาหารเกือบทุกอย่าง ทั้งในการปรุง ทั้งใส่ในสลัด ในเนื้อในหมูในไก่ สารพัดอย่าง ในจานอาหารเขานี่จะมีน้ำมันมะกอกนองมาเชียว เขาเอาช้อนตักซดกันเฉิบๆ และที่มากไปกว่านั้นคือ เขาดื่มน้ำมันมะกอกด้วย ซดกันสดๆ นั่นแหละ เป็นจอกๆ ไปวันละหลายจอก เขาว่ามันจะป้องกันโรคหัวใจได้ อันนี้ไม่รู้เรื่องกับเขาด้วยหรอกนะ แต่ฉันพยายามกินได้วันสองวัน ฉันไม่ไหว ฉันจะอ้วก แค่ให้กินในสลัดอะไรต่อมิอะไรนี่ก็พอแล้วแหละ จะเป็นโรคหัวใจ ฉันยอม คนสเปนเชื่อว่า น้ำมันมะกอกตัวเองดีที่สุด เพราะผลิตใช้กันมานานในทุกครัวเรือนสืบเนื่องมาหลายร้อยปี นอกจากนั้นภูมิอากาศของสเปนเหมาะแก่การปลูกมะกอกมาก คือ แดดแรงแต่ไม่ร้อน เขาเชื่อว่าของเขาดีแหละ แม้ว่าที่อิตาลีก็จะมีมะกอก แต่เขาเชิดใส่กันมาก อิตาลีก็ว่าของตัวเองดี สเปนก็ว่าของตัวเองดี ดังนั้น เวลาคุยกับคน 2 ชาตินี้ พึงระวังเรื่องการแสดงความเห็นเรื่องน้ำมันมะกอกให้ดี เหมือนเวลาคุยกับคนฝรั่งเศสต้องบอกว่าไวน์เขาดี ไปบอกว่าไวน์อิตาลีดี นี่เขาโกรธหนักหนา ถ้าบอกว่าไวน์อเมริกันดีนี่แทบไม
จัดเป็นสินค้า “ขายดี” ที่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อระดับชาติ มานานนับปีแล้ว สำหรับผงแป้งสมุนไพร คุณสมบัติระงับกลิ่นใต้วงแขน ชื่อแบรนด์ชวนอมยิ้ม อย่าง “เต่าเหยียบโลก” แต่ “เส้นทาง”บนธุรกิจสายนี้ ใช่จะมี “ลู่วิ่ง” เรียบเนียน ให้เดินเหินได้อย่างสบายอุรา ทว่ามีทั้งหลุมบ่อและขวากหนาม คอยเป็นเครื่องทดสอบความอุตสาหะของ “เต่าน้อย”ตัวนี้ อยู่เป็นระยะ หากอุปสรรคดังเกริ่นมานั้น ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายาม ในการเดิน “ทีละก้าว-ทีละก้าว” จนนำพาตัวเองเข้าสู่ “เส้นชัย” แซง “กระต่าย”บางตัว ที่มัวหลับใหลได้ อย่างสง่างาม คุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ประธานบริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด วัย 61 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ “เต่าเหยียบโลก” เปิดบ้านพักหลังงามย่านสุขสวัสดิ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นด้วยการย้อนความเป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก พื้นเพเป็นคนอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ครอบครัวทำอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวเล็กๆน้อยๆ พวกพริก-มะเขือ-เผือก-มัน ส่วนการศึกษาในโรงเรียน จบชั้นสูงสุดแค่ประถมฯสี่ ก่อนได้ไปเรียนต่อด้านภาษาจีนกับผู้ใหญ่ในละแวกบ้าน อีกประมาณ 4 ปี อายุ 16 ปีเศษ ได้งานทำในตำแ
เปิดฉากฤดูเที่ยวสวนผลไม้ตะวันออกสุดคึกคัก 46 สวนผลไม้ระยอง จันทบุรี ตราด ร่วมโครงการ นักท่องเที่ยวแห่จองคิวแน่นเดือนพฤษภาฯ ททท.แนะนักท่องเที่ยวจองล่วงหน้า งดวอล์กอิน สวนเล็กงดกินไม่อั้น หันปรับเงื่อนไขคิดเป็นอิ่มละ 150-350 บาท ขณะที่สวนใหญ่ขยับราคาหัวละ 450 บาท เปิด 46 สวนผลไม้รายได้พุ่ง 20% นางสาวกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง (ระยอง จันทบุรี) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวจังหวัดระยอง-จันทบุรี ยังคงจัดงานเปิดสวนผลไม้ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีสวนผลไม้ที่เข้าร่วม คือ จังหวัดระยอง 19 สวน จังหวัดจันทบุรี 16 สวน บางสวนเริ่มเปิดแล้ว แต่ส่วนมากจะเปิดให้เข้าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งแต่ละสวนมีเงื่อนไขแตกต่างกัน บางสวนทำเป็นบุฟเฟต์ บางสวนให้เข้าชมปกติ แต่สามารถซื้อผลผลิตภายในสวนได้ ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่หัวละ 300-450 บาท อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีปัญหาว่าบางสวนมีนักท่องเที่ยวทะลักถึงวันละ 3-4 พันคนดังนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องเช็กข้อมูลจากสวน และจองล่วงหน้า เพื่อการเตรียมพร้อมในการรองรับ ข้อมูล ททท.ระยองระบุว่า โดยช่วงปี 2559 (เมษายน- กร
