แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ชาวอาเซียนมีแกงส้มกันแทบทุกประเทศทั้งไทย มอญ เขมร เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ละชาติก็แตกต่างกันไป โดยหลักๆ แล้วต้องมีรสเปรี้ยวนำเพราะเป็นแกงส้ม รสเปรี้ยวที่นิยมมากที่สุดในครัวอาเซียน คือรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก มะขามจึงเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโอเรียนทอลไปแล้ว ที่เหลือจะเป็นรสเปรี้ยวจากผลไม้อื่นๆ เช่น มะนาว มะกรูด ส้มจี๊ด มะดัน ตะลิงปลิง มะสัง และส้มแขก เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ใบไม้ที่ให้รสเปรี้ยวด้วย เช่น ยอดมะขาม ยอดส้มป่อย และยอดกระเจี๊ยบ การนิยมกินรสเปรี้ยวนี้น่าจะเกี่ยวเนื่องกับภูมิอากาศร้อนแบบศูนย์สูตรของเรา เพราะรสเปรี้ยวเมื่อผสมกับรสเค็ม เผ็ด เจือหวานเข้าไปทำให้เจริญอาหารดีนักแล ชาวต่างชาติที่เข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวไว้ตรงกันว่าอากาศร้อนทำให้ชาวสยามกินอาหารแต่น้อย สังเกตจากตัวเองได้ว่าเวลาร้อนๆ จะกินอะไรไม่ลง จึงต้องอาศัยรสชาติมากระตุ้นความอยากอาหาร นอกจากรสเปรี้ยวแล้ว แกงส้มจะมีผักเป็นหลัก ซึ่งมีหลากหลายชนิดแล้วแต่จะหาได้ในท้องถิ่น และนิยมใส่ปลา กุ้ง แต่แกงส้มบางชนิดก็ใส่เนื้อหมู และกระดูกหมู วันนี้จะชวนทำแกงส้มแบบชาวซุนดาที่ส่วนใหญ่อาศัยอย
คอลัมน์ ตามรอยพ่อไปชิม : ครัวตุ๊ป่อง อุดรธานี เจ้าของสูตรเด็ด แป๊ะซะไก่บ้านนึ่ง ร้านในดวงใจปิ่นโตเถาเล็ก เวลาไปเที่ยวกินตามถิ่นต่างๆ แน่นอนว่าแทบทุกคนต้องเสาะแสวงหาของอร่อยพื้นบ้านกันทั้งนั้น แต่ละจังหวัดแต่ละท้องถิ่นก็จะมีร้านอาหารประเภทเพชรเม็ดงามซ่อนตัวอยู่ โดยมักจะเป็นร้านเล็กๆ ที่ทำกันในครอบครัวญาติพี่น้อง ไม่มีบรรยากาศตกแต่งสวยงามใดๆ ทั้งสิ้น จุดเด่นอยู่ที่ฝีมือการปรุง ทำอาหารได้อร่อยเสียจนมีขาประจำติดกันงอมแงม คราวนี้ก็เช่นกัน ปิ่นโตเถาเล็กได้ค้นพบร้านบ้านๆ เล็กๆ ในจังหวัดอุดรธานี มีเมนูทีเด็ดไม่เหมือนใคร พอได้ชิมแล้วก็เกิดความประทับใจ มีความสุขล้นเหลือ อยากรู้กันแล้วล่ะสิว่าคือร้านไหน ขอเฉลยกันเลยดีกว่าว่าร้านนี้มีชื่อว่า ครัวตุ๊ป่อง ทางไปร้านนี้ไม่ยาก จากตัวเมืองอุดรธานี ให้มาตาม ถนนสายอุดร-หนองคาย มุ่งหน้าสู่จังหวัดหนองคาย พอเลย สี่แยกบายพาสอุดรธานี ที่กำลังสร้างอุโมงค์ทางลอดไปหนองคายประมาณ 1 กิโลเมตร ให้มองหา ปั๊มน้ำมัน ปตท. ทางซ้ายมือ วิ่งมาอีกไม่กี่ร้อยเมตรให้ เลี้ยวซ้ายที่สามแยกถัดไปเข้าถนนอุดร-หนองสำโรง เลี้ยวมาแล้วอีกอึดใจเดียว ไม่เกิน 500 เมตรก็จะเห็นป้ายร้าน ครัวตุ๊ป่
เปิดมาพร้อมกับความสวยงามของถนนอักษะ สำหรับร้านอาหารยามเย็น ตั้งอยู่พุทธมณฑลสาย 4 เปิดให้บริการมานาน 20 ปีแล้ว ขายดีศุกร์ – อาทิตย์ ด้านเมนูอาหารขายความอร่อยคู่สุขภาพ ใช้ผักปลอดสารพิษ ข้าวอินทรีย์ทางร้านปลูกเอง เมนูเด็ดหม้อไฟสารพัดเนื้อปลา ทอดมันพริกสดสมุนไพร สลัดผักอออร์แกนิก สลัดปลากะพงย่าง ขายรสชาติอาหารคู่วิวสวยๆ การออกไปทานข้าวนอกบ้าน ถือเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของผู้คนมาหลายยุคสมัย แล้วอาจกลายเป็นวัฒนธรรมจนถึงทุกวันนี้ไปแล้ว การเลือกประเภทอาหารก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภคที่ทางร้านจัดไว้เฉพาะไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารต่างประเทศ อาหารทะเล หรืออาจเป็นแนวสุขภาพ โดยร้านหลายแห่งมักรวมไว้ในร้านเดียวเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า แต่ไม่ว่าจะเป็นร้านประเภทใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรตระหนักแล้วนำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาเลือกคือความสะอาด และสุขอนามัย ต้องมาก่อนความอร่อย “ยามเย็น” เป็นร้านที่ให้บริการอาหารทั้งรูปแบบสุขภาพและทั่วไป ย่านพุทธมณฑลสาย 4 นับเป็นร้านอาหารยุคแรกของถนนอักษะที่เปิดขายมานานเกือบ 20 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 12 หมู่ 13 ถนนอุทยาน (อักษะ) แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ คุ
ในช่วงอากาศร้อนๆ “ ไอศกรีม…เย็นฉ่ำชื่นใจ ” เป็นสินค้าขายดีที่ถูกใจผู้ซื้อทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมแบบถ้วยตัก หรือไอศกรีมแบบแท่ง ยิ่งเป็นไอศกรีมกะทิสด ไอศกรีมรสนม ไอศกรีมรสผลไม้ ฯลฯ ที่มีรสชาติอร่อย โดนใจผู้ซื้อ ขายดีเทน้ำเทท่า “ ไอศกรีม ” ธุรกิจสร้างเงินสร้างอาชีพ “ ไอศกรีม เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างอาชีพที่มั่นคงได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว ” นี่คือคำกล่าวยืนยันจากชีวิตจริงของ “อาจารย์มานะ พชนะโชติ ” ซึ่งเป็นวิทยากร อบรมการทำไอศกรีม ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) อาจารย์มานะ พชนะโชติ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นลูกคนที่ 5 ในพี่น้อง 7 คน ตั้งแต่เกิดก็ได้เห็นที่บ้านทำไอติมหลอดขายตามโรงเรียน ต่อมาปี 2527อาจารย์มานะย้ายมาอยู่กับลุงทำอาชีพขายไอติมหลอดอยู่ที่จังหวัดระยอง ที่นี่อาจารย์มานะ ได้เรียนรู้เรื่องการทำ ไอศกรีมนมตัดเสียบไม้เพิ่มมาอีกอย่าง สะสมความรู้เรื่องการทำไอศกรีมในทุกกระบวนการผลิต อาจารย์มานะ จึงทำอาชีพค้าขายไอศกรีมนมตัดเสียบไม้และไอติมหลอดไม้แดง อาจารย์มานะเทเนื้อไอศกรีมนมสดลงในพิมพ์ ปี 2534 อาจารย์มานะ เป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นกลับมาค้าขาย
ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่เกษตรกรไทยต้องประสบกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่า ราคากล้วยตกต่ำหรือหาตลาดจำหน่ายไม่ได้ ราคาพริก ใบมะกรูด หรือสัตว์น้ำ อย่าง ปลาชนิดต่างๆ ขายไม่ได้ราคา เป็นต้น นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความมั่นคงทั้งด้านรายได้และอาชีพเป็นอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในหนทางสำคัญที่ทุกภาคส่วนไม่ว่า ภาครัฐหรือ เอกชน ที่เข้ามาช่วยเหลือต่างให้ข้อแนะนำ คือ การนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้คำจำกัดความว่า หมายถึง การนำผลิตผลทางการเกษตรมาแปรสภาพจากลักษณะเดิมไป เป็นกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน ซึ่งอาจเกิดจากการแปรสภาพตามธรรมชาติให้ต่างไปจากเดิมเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งสินค้าเกษตรด้านที่ไม่ใช่อาหารและด้านอาหาร นายธงชาติ ศรีศักดิ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็นและสัมผัสถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรในสาขาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีแนวคิดที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตร
เพราะ ‘ลูก’ คือทุกสิ่งทุกอย่าง หลายคนจึงกล้าลองทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำก็เพื่อลูก อย่าง มิค – บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ ที่ปฏิเสธทันทีเมื่อเพื่อนชวนทำธุรกิจ แต่พอชื่อ น้องปริม – รัตน์นรี ลูกสาววัยขวบเศษถูกยกมาเป็นเหตุผล สุดท้ายเลยตัดสินใจร่วมหุ้นโดยไม่ลังเล “มิคมีเพื่อนที่เรียนโรงเรียนประจำด้วยกันตั้งแต่เด็กที่อังกฤษ แล้วย่าเขารู้จักกับย่ามิค เขาเลยชวนทำปูดองสูตรย่ามิคกันไหม เราบอกว่าอย่าทำเลยยาก มันใช้เวลานาน วุ่นวาย เวลาทำลูกน้องที่บ้านมือแหก เพราะกรรมวิธีการเตรียมวุ่นวายมาก เขาก็พูดไปพูดมา เราก็บอกว่าอย่าเลยจะทำทำไมให้เหนื่อย แต่พอเขามาพูดโประโยคสุดท้ายว่าเรามีลูกไม่ใช่เหรอ อยากทำอะไรให้ปริมไม่ใช่เหรอ เออ! จริง ลืมประเด็นสำคัญคือ ลูก โอเค…งั้นทำ เลยเริ่มทำตัดสินใจว่าลองสักตั้ง” นักแสดงอารมณ์ดีบอกถึงที่มาของ ‘Pookaiyerm_byMick (ปูไข่เยิ้มบายมิค)’ โดยเมื่อตัดสินใจเริ่มก็ลองลงมือทำ แต่รสชาติไม่ใกล้เคียงกับที่คุณย่าผู้ล่วงลับเคยทำให้ทาน โชคดีที่ตอนหลังได้เจอสูตรของคุณย่าได้จดไว้ ทว่าขั้นตอนการทำกลับไม่ง่ายเพราะปูไข่ดอง 1 ตัวต้องผ่านคนล้างและขัดถึง 6 รอบ ซึ่งในครั้งแรก ปู 50 ตัวที่มาส่งตั้งแต่
คนไทยใจดีไม่เเพ้ชาติใดในโลก เฉกเช่น ร้านอาหารในตลาดท่าน่า จังหวัดนครปฐม ขึ้นป้ายหน้าร้านประกาศบอกลูกค้าว่า “ไม่มีเงิน ไม่มีกิน มากิน ฟรี ได้ที่นี่” และ “ฟรี สำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุและผู้พิการ” ซึ่งจะกินฟรีกี่จานก็ได้ ขอเพียงห้ามเหลือทิ้งเท่านั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสไปเดินเที่ยวเล่นที่ “ตลาดท่านา” ตลาดโรงไม้เก่าๆริมแม่น้ำนครชัยศรี(แม่น้ำท่าจีน) อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ในตลาดมีทั้งร้านขายของเล่นโบราณ ร้านขายส้มโอ ร้านเค้กมะพร้าวน้ำหอม ร้านกล้วยปิ้ง ร้านหน่อย เบเกอรี่ ที่ขายขนมขึ้นชื่อ อย่างขนมมาม่อนจัง และร้านอาหารต่างๆ เดินเล่นไปเรื่อย เห็นร้านอาหารร้านหนึ่ง ชื่อร้าน “ตูมตาม ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” ลักษณะเหมือนร้านอาหารทั่วไป ที่เน้นขายอาหารเกี่ยวกับสัตว์ปีก อย่าง เป็ดและไก่ มีเมนูหมูบ้างประปราย แต่ที่ทำให้สะดุดตาจริงๆคือป้ายที่แขวนบอกว่า”ไม่มีเงิน ไม่มีกิน มากิน ฟรี ได้ที่นี่” และ “ฟรี สำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุและผู้พิการ”ต่างหาก เมื่อเห็นว่าในร้านคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ จึงเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอยืนลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างแข็งขัน หน้าหม้อลวก เธอชื่อ
คนภาคเหนือแถบเชียงใหม่ แพร่ น่าน ชอบกินบวบลูกเล็กจิ๋วที่เรียก “มะนอยต๊อบ” ส่วนใหญ่ก็ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริกนะครับ ผมเองเพิ่งได้ไปเดินเล่นที่กาดแลงของอำเภอปัว จังหวัดน่าน มาเมื่อหลายวันก่อน ได้จับจ่ายของจุ๊กจิ๊กๆ มากินเล่นอย่างเพลินทีเดียว เช่น ข้าวกั้นจิ้น แอบหมู แอบสมองหมู ไก (สาหร่ายน้ำ) นึ่ง ได้ “น้ำผัก” แบบล้านนาแต๊ๆ มาถุงหนึ่ง กับมะนอยต๊อบอีกหนึ่งกอง มะนอยต๊อบ กลับมาถึงบ้าน ผมคิดว่าจะกินมะนอยต๊อบยังไงดี ในที่สุดตัดสินใจปรุงสำรับที่เคยทำแล้วเมื่อหลายปีก่อน คือ “เลียงแห้ง” ครับ ปกติแล้ว เลียงหรือแกงเลียงคือแกงซดน้ำ มักปรุงใส่พริกไทยมาก โดยมีสูตรมาตรฐานที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน แต่ทว่า ก่อนหน้าที่แกงเลียงจะมามีนิยามเป๊ะๆ แบบนี้ “เลียง” เคยเป็นคำกริยาด้วย หมายถึงการเอาผักมาต้ม ไม่ใส่พริก ปรุงรสอ่อนๆ เท่านั้นเอง มาทุกวันนี้แหละครับที่หมายความเฉพาะถึงแกงน้ำใสที่มีกลิ่นใบแมงลักนำหน้า ที่จริง ผมไม่ชอบชื่อ “เลียงแห้ง” นี้นัก แต่มันสื่อให้เข้าใจได้ง่ายกว่าชื่ออื่นน่ะครับ ถ้าจะให้อธิบายอย่างรวบรัด นี่ก็คือการปรุงแกงเลียงในขั้นตอนแบบผัดเท่านั้นเอง เราต้องปรุงเครื่องแกงเลียงก่อนครับ โดยตำพริกไท
อยากกินผัก กิน’ต้มจับฉ่าย’ โดย กฤช เหลือลมัย คงมีบางวันใช่ไหมครับ ที่เราอยากกินกับข้าวอะไรที่เบาๆ สบายๆ ปาก มันอาจเป็นเพราะเราเพิ่งจบการเดินทางไกลไปในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย จำต้องกินแต่อาหารเนื้อๆ จนพานท้องไส้อึดอัด หรือไม่ก็รู้สึกเบื่ออาหารรสจัด อยากกินแค่ข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ ไข่เจียว แล้วก็ซุปอะไรผักๆ ที่พอซดได้สักชาม แต่ก็ต้องการมากกว่าแกงจืดใสๆ (เรื่องมากดี) อย่างนี้ก็ทำต้มจับฉ่ายกินสักหม้อดีกว่าครับ “จับฉ่าย” หรือแปลไทยได้ว่า “ผักสิบอย่าง” เป็นต้มซุปแบบจีนที่คอข้าวต้มกุ๊ยโบราณคงจดจำได้ดี ถึงกะละมังเคลือบใบโตหน้าร้าน ตั้งไฟอ่อนๆ บรรจุไว้ทั้งกระดูกเป็ด ซี่โครงหมู ผักสารพัดอย่าง (น่าจะเกินสิบ) ที่เจ๊กผู้ปรุงหั่นเติมเพิ่มใส่เข้าไปตลอดเวลา จนน้ำซุปสีเขียวคล้ำๆ นั้นเป็นแหล่งรวมรสหวานจากผัก ไขกระดูกหมูเห็ดเป็ดไก่ และเครื่องปรุงแบบจีน จนเรียกว่าถ้าไปนั่งล้อมวงกินข้าวต้มรอบดึกแบบนั้น ก็แทบไม่มีใครปฏิเสธต้มจับฉ่ายได้เอาเลย สำรับจับฉ่ายนั้นมีหลายแบบ แต่ที่คนไทยคุ้นเคย คงเป็นแบบที่ต้มผักจีนหลายๆ อย่างรวมไปกับซี่โครงหมู หรือเนื้อส่วนอื่นๆ ที่อยากกิน ดังนั้น ถ้าจะทำกินตอนบ่ายหรือเย็น เช้าๆ เราก
ทำเอาหลายคนถึงกับ “งง” ว่าขายได้ยังไงจานละ 5 บาท สำหรับข้าวราดแกง 1 อย่าง นอกจากนั้นถ้าเป็นกับข้าวตักแยกใส่ถ้วย ขายถ้วยละ 10 บาท ใส่ถุงกลับบ้านก็ 10 บาท ซึ่งร้านข้าวแกงที่ว่าเปิดมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งอยู่ที่ ลาดหญ้า ซอย 9 เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร มัดใจลูกค้าทุกเพศทุกวัยทั่วสารทิศ นับเป็นร้านข้าวแกงเก่าแก่ที่ไม่เคยปรับราคาขึ้น แต่ละวันเสิร์ฟไม่ต่ำกว่า 12 เมนู ขายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ลูกค้าการันตีว่า “อร่อย” เจ้าของร้านข้าวแกงลาดหญ้า ซอย 9 ชื่อ คุณสมจิตร์ อดุลย์เจริญ หรือที่ลูกค้าเรียกขานว่า เจ๊เนี๊ยว หญิงเชื้อสายจีนวัย 57 ปี เธอ บอกว่า ขายข้าวแกงมาตั้งแต่เด็ก ราคาที่ขายในสมัยรุ่นแม่ ข้าวราดกับข้าว 1 อย่าง 5 บาท 2 อย่าง 10 บาท กับข้าว 3 อย่าง ราคา 15 บาท หากสั่งเป็นกับข้าวใส่ถ้วย ราคาถ้วยละ 7 บาท เมนูมัดใจ พะแนงเนื้อ แกงจืดเลือดหมู ผัดเผ็ดปลาดุก ผัดกะเพราไก่ หมูทอด ผัดเครื่องในไก่ ผัดหน่อไม้ กุนเชียงทอด ปัจจุบันร้านเปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 20.30–00.00 น. “ดิฉันช่วยแม่ขายข้าวแกงตั้งแต่เด็กๆ ขายกันสองคนแม่ลูก สมัยตอนอายุ 10 กว่าขวบ แม่ขายข้าวเปล่าจานละ 2 บาท แกงถ้วยละ 7
