หลักสูตรเรียนฟรี
“ข้าวหลามเจ้านี้ นอกจากยาวเหมือนหลอดนีออนแล้ว ยังมี อย. ด้วย” คุณเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ บอก ไม่เพียงบอกเฉยๆ ยังพาผมกับคณะไปถึงแหล่งผลิตเพื่อชิมข้าวหลามด้วย ซึ่งต้องเดินทางไปถึงจังหวัดน่าน ข้าวหลามที่ว่านี้มีชื่อเป็นทางการว่า ข้าวหลามป้าเพ็ญ ตั้งอยู่ที่ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน ผู้ใดไปถึงน่านแล้วอยากกินข้าวหลามป้าเพ็ญ ทำได้อย่างเดียวคือต้องไปถึงแหล่งผลิต เพราะตลาดที่มีข้าวหลามขายอยู่ในตัวเมืองน่านนั้น เป็นของเจ้าอื่น เพราะข้าวหลามป้าเพ็ญ ทำวันต่อวัน ทำตามคนสั่งซื้อ จึงขายหมดทุกวัน เมื่อเราไปถึงที่หมายก็ได้กินข้าวหลามกันเลย ที่ต้องใช้คำว่ากันเลยก็เพราะไปกันหลายคน ข้าวหลามป้าเพ็ญกระบอกยาว 80 เซนติเมตร ปอกเปลือกออกจะเห็นผิวสีขาว มองไกลๆ จะต้องนึกว่าเป็นหลอดนีออน ก็เพราะอย่างนี้ บางคนจึงเรียกข้าวหลามป้าเพ็ญว่า ข้าวหลามแจ้ง แจ้ง แปลว่า สว่าง นั่นเอง ข้าวหลามป้าเพ็ญมีขนาดยาวก็จริง แต่ถ้าผู้ใดไม่อยากถือกระบอกยาว ที่ตัดเป็นท่อนสั้นๆ ก็มี ยาวท่อนละประมาณ 15 เซนติเมตรเท่านั้น ปอกกินง่ายเพราะไม้ไผ่ที่บรรจุข้าวเหนียวถูกเหลาเสียจนบาง เพียงใช้มือ
อดีตเด็กผู้หญิงตัวเล็กเกิดมาต้นทุนต่ำครอบครัวไม่รวย เคยขอข้าววัดกินประทังชีวิต แต่ด้วยใจรักแฟชั่น พยายามเก็บหอมรอมริบ ขวนขวายหาโอกาส จนกระทั่งตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 สร้างแบรนด์กระเป๋า – เสื้อผ้าแฟชั่น ด้วยวิธีออกแบบ แล้วจ้างโรงงานผลิต ขายส่งย่านประตูน้ำและสำเพ็ง จากธุรกิจเล็กๆ นั้น วันหนึ่งเติบโต กลายมาเป็น SHUBERRY (ชูเบอร์รี่) รองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพยอดขายร้อยล้านในทุกวันนี้ คุณกรกนก สว่างรวมโชค หรือ คุณป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพ SHUBERRY (ชูเบอร์รี่) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจาก ครั้งหนึ่งเคยประสบอุบัติเหตุที่เท้า ทำให้ไม่สามารถเดินได้ปกตินานหลายเดือน ช่วงนั้นเฟ้นหารองเท้าดีๆ มาสวมใส่หวังเพื่อบรรเทาอาการเดินให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่มีที่ถูกใจ จึงเกิดความคิดอยากทำรองเท้าใส่เอง โดยอาศัยหลักการนวดฝ่าเท้าและโซฟา มีความแน่น นุ่ม สปริงตัวได้ดี เกิดความสมดุลขณะเดิน “ย้อนกลับไปตอนที่ดิฉันหารองเท้าเพื่อสุขภาพมาใส่ตอนที่ข้อเท้าบาดเจ็บ พบว่า รองเท้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พื้นแข็ง ดีไซน์ไม่ทันสมัย เลยอยากจะทำรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ทั้งสวยงามและมีคุณสมบัติในการนวดฝ่าเท้าในขณะใส่เดินได้
เจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในจังหวัดร้อยเอ็ด หรือ ร้อยเอ็ดพลาซ่า และเซฟมาร์ทร้อยเอ็ด ร้านสะดวกซื้อของคนไทย พลิกผืนดิน 200 ไร่ ซึ่งในอดีตเคยเป็นสนามแข่งม้า มาปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอรี่ รวมถึงผักสลัด บนวิถีเกษตรอินทรีย์ ตั้งชื่อ “ไร่ออนซอน” ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานระดับโลก IFOAM การันตี ธุรกิจสะอาด นับเป็นความภูมิใจของครอบครัว และเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานชาวจังหวัดร้อยเอ็ด คุณสมจิตต์ ชาติบัญชากร ผู้ก่อตั้งและเจ้าของไร่ออนซอน (Onzone Farm) ในวัย 67 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจที่ทำ คือ เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าร้อยเอ็ดพลาซ่า และร้านสะดวกซื้อเซฟมาร์ท ซึ่งมีราว 20 สาขา รวมถึงไร่ออนซอน พื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมือง สำหรับที่มาที่ไปของไร่ออนซอน คุณสมจิตต์ กล่าวว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ดินบริเวณนี้ เคยเป็นสนามม้าแข่ง ซึ่งหลังจากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต เจ้าของเก่าประสบปัญหาขาดทุน หนที่สุดเลิกทำ และปล่อยให้รกร้างนานกว่า 20 ปี ตนเองในฐานะเจ้าของใหม่ มีความคิดว่าอยากจะพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่อยากประกอบกิจการ หรืออยากหาธุรกิจใหม่ หรือการลงทุนทำกิจการอะไรสักอย่าง ต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างรอบคอบ เพราะมีความเสี่ยงในการประกอบการอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาอย่างรอบคอบ คุณจักรพันธ์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจพี เวิลด์ เทรดดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์รถจักรยานยนต์มือสอง ภายใต้ตรา JP World เผยว่า “จากการดำเนินธุรกิจครบรอบ 7 ปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างดี มีแฟรนไชส์มากกว่า 140 สาขา เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ง่าย โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่ประชาชนมีกำลังซื้อน้อย และเศรษฐกิจที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ตลาดธุรกิจรถมือสองจึงยังคงมีความต้องการอยู่ตลอด การลงทุนทำธุรกิจขายรถมือสอง จึงยังน่าสนใจอยู่ไม่น้อย และเติบโตดีอย่างต่อเนื่องในตลาดต่างจังหวัด เพราะประชาชนมีกำลังซื้อน้อยลง การจะซื้อรถคันใหม่ (มือหนึ่ง) ซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง การใช้เงินก็เป็นจำนวนที่มากขึ้น กำลังซื้อของประชาชนต่างจังหวัดจึงชะลอตัวลง ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดยังมีความต้องการใช้รถจักรยานยนต์อยู่เสมอ ถือเป็นรถที่ต้องมีใช้กันทุกบ
นับเป็นอาณาจักรฟาร์มหมูที่ผลิตสุกรแบบครบวงจรมากที่สุดในภาคเหนือ ซึ่งผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับ เครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ซึ่งประกอบไปด้วย 4 บริษัทในเครือ ได้แก่ 1. บริษัท วี.พี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มพ่อพันธ์แม่ 2. บริษัท แม่ทา วี พี จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มสุกรขุน แบบโรงเรือนปิด 3. บริษัท แม่ทา วี . พี . ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 4. บริษัท วี แอนด์ พี เฟร็ชฟูดส์ จำกัด เป็นโรงชำแหละสุกร รวมรายได้ทั้ง 4 บริษัทนับพันล้านบาท ปัจจุบัน บริษัทในเครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 43 ปี บริหารโดยเจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งคุณวรพงศ์ จีรประภาพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปสายงานผลิตภัณฑ์อาหารในเครือวีพีเอฟ เป็นผู้ให้ข้อมูลกับเส้นทางเศรษฐี จากชาวสวน ความรู้ ม.3 สู่เจ้าของฟาร์มหมูพันล้าน คุณวรพงศ์ เท้าความว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้เกิดขึ้นจากคุณพ่อ หรือคุณยุทธพงศ์ จีรประภาพงศ์ เดิมท่านเป็นชาวสวน เริ่มต้นเลี้ยงหมู วัว ไก่ เมื่อปี 2516 ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 60 ไร่ หมูมีเพียงแม่พันธุ์ 4 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว เลี้ยงแบบชาวบ้านทั่วไป ทำคลอดหมูเอง ให้อาหารเอง จากนั้นค่อยๆ ขยายจ
อดีตพนักงานบริษัทเอกชน ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ ที่ประเทศเวียดนาม เงินเดือนเกือบแสน ผันตัวเลี้ยงไก่ ขายไข่ปลอดสารพิษที่จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ปัจจุบันเก็บไข่ขายได้วันละ 100 ฟอง มีรายได้วันละ 500 – 600 บาท ชีวิตแฮปปี้มีความสุข สูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อยู่กับครอบครัว อนาคตขยายตลาด และเลี้ยงไก่เพิ่ม คุณชวัลวิทย์ สุทธิวรวรรณ์ หรือโดม ชายหนุ่มวัย 31 ปี เป็นตัวแทนให้ข้อมูลของกลุ่มเพื่อนซี้ 3 คน ที่ล้วนเรียนจบสาขาประมงคือ จิ๊ป-ศุภกร ชินบุตร และอ๊อบ-ธีรพงศ์ บรรเลง โดม เล่าว่า หลังเรียนจบ เราทั้ง 3 คน (จิ๊ป และ อ็อบ) ไปทำงานที่ประเทศอินเดีย และเวียดนาม ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ อยู่ต่างประเทศก็สนุกและมีความสุขดี แต่พออายุมากขึ้น เริ่มคิดว่าบั้นปลายชีวิตจะอาศัยอยู่ที่ไหน จะอยู่อย่างไร จะทำงานเป็นลูกจ้างไปถึงเมื่อไหร่ หนที่สุดตัดสินใจลาออกกลับมาอยู่เมืองไทย ไปเป็นเกษตรกรปลูกผัก เลี้ยงไก่ แม้จะยังไม่รวย แต่เชื่อว่าอนาคตต้องดีแน่ “ผมและเพื่อน 3 คนรวมเงินเดือนกันก็หลายแสน ถึงแม้เงินเดือนจะดี แต่สุขภาพนับวันแย่ลง เพราะต้องคลุกคลีกับสารเคมี และยังห่างไกลจากครอบครัว ในที่สุดเราตัดสินใ
แบรนด์ “โอชา” ผุด “หมูป๋อง” หรือ หมูหย็องอัดกระป๋อง เจ้าแรกของประเทศไทย วางโพซิชั่นนิ่งเน้นสะดวก ไร้สารกันเสียและผงชูรส ดีต่อสุขภาพ มุ่งเจาะทุกกลุ่มอายุ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ฟุ้งยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง เตรียมแตกไลน์ไก่หย็องอัดกระป๋องในปลายปี 60 นายพยงค์ แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.วาย.ฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์ ภายใต้แบรนด์ “โอชา” เปิดเผยว่า “บริษัทได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปจากสัตว์จำหน่าย อาทิ ไส้กรอก ไส้กรอกอีสาน หมูหย็อง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากระยะเวลากว่า 30 ปี ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับความนิยมนั่นคือ หมูหย็องอัดกระป๋อง ได้รับรางวัล OTOP 5 ปีซ้อน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เก็บได้อย่างยาวนาน ปลอดภัย คุณค่าอาหารคงอยู่ ไม่มีสารกันเสีย กันบูด ปลอดภัย จุดเริ่มต้นได้เล็งด้านโอกาสการขายหมูหย็องเป็นที่นิยมกันมาก โดยหมูหย็องมีคุณค่าทางอาหารสูง ปราศจากไขมัน ไม่มีสารกันบูดและผงชูรส และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม อาทิ เด็กเล็ก เด็กโต หนุ่มสาว คนรักสุขภาพ นักกีฬา คนชรา คนป่วย หรือแม้กระทั่งพระภิกษุ สามเณร อายุตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 80 ปี โดยเป็นส
สาวสระบุรี ทำงานส่งเสียตัวเองจนเรียนจบ กระทั่งคว้างานตำแหน่งดี เงินเดือนหลักแสนในวัยเพียง 25 ปี แต่แล้วขอผันชีวิตไปสวมบทบาทเจ้าของกิจการ ไม่นานนักประสบปัญหาพิษเศรษฐกิจ และถูกโกงมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ด้วยสายเลือดนักสู้ขอฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้ง ด้วยการไปขายของตามตลาดนัด ครั้งนี้มองเห็นโอกาสธุรกิจผุดบริการรับจัดงานอีเว้นต์ ล่าสุดกลายเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและอาหาร มือวางลำดับต้นๆ ของเมืองไทย คุณจีรนันท์ ห้องแซง หรือ คุณไหม เจ้าของบริษัท M.A.I.Organizer จำกัด ผู้ให้บริการจัดงานแสดงสินค้า พื้นเพเป็นคนจังหวัดสระบุรี เป็นลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน เธอทำงานส่งเสียตัวเองเรียนมาตลอด กระทั่งจบการศึกษาโรงเรียนพาณิชย์และเลขานุการ เอกภาษาอังกฤษ ทำงานในตำแหน่งเลขาและฝ่ายจัดซื้อบริษัทข้ามชาติ เงินเดือนสุดท้ายที่ได้รับราว 1.5 แสนบาท “หลังจากเรียนจบ ดิฉันทำงานเป็นเลขาบริษัทข้ามชาติและฝ่ายจัดซื้อแห่งหนึ่ง กระทั่งอายุ 25 ปี ลาออกมาหาประสบการณ์ชีวิต เปิดบริษัทซื้อมาขายไปสินค้าประเภทเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงรับเหมาก่อสร้าง เริ่มต้นจากงานเล็กๆ กระทั่งได้รับความไว้วางใจสร้างถนนคอ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เป็นอีก 1 ใน 4,000 โครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ แปลงทดลองปรับปรุงดิน พื้นที่ 13,300 ไร่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตรประมาณ 2,300 ไร่ พื้นที่เขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูล้อมข้าวและป่าภูเพ็ก นายสุรชาติ มาลาศรี นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ในปี 2458 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงเห็นปัญหาความแห้งแล้งที่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เรื่องของสภาพดิน และการใช้พื้นที่เกษตรที่ไม่ถูกหลักวิชาการ ฝายชะลอน้ำภายในพื้นที่
เจ้าของฟาร์มนกยูง และไก่ฟ้า วัยเจนวาย ไอเดียดีนำขนนกยูงในช่วงที่สลัดขนมาเพิ่มมูลค่าเป็นต่างหู ใช้วัสดุล้ำค่ามาประยุกต์ อาทิ ทองคำ พลอย นาค ลูกค้าคนไทยและต่างชาติชื่นชอบ เพราะเป็นงานแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลกที่สวยแปลกตา รายได้ช่วยค่าเลี้ยงดูนกยูงในฟาร์ม ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ยุพาภรณ์ แก้วคำ หรือ เจี๊ยบ อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.3 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในวัย 23 ปี เล่าว่า ที่บ้านเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ป่าถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยสัตว์ที่เลี้ยงนั้นมีไก่ฟ้า และนกยูง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์อินเดีย วัตถุประสงค์ที่เลี้ยงก็เพื่อดูเล่น จำหน่าย และส่วนหนึ่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในธรรมชาติ สำหรับการเพิ่มมูลค่าขนนกยูงนั้น เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ในช่วงฤดูฝน หรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี นกยูงจะผลัดขน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เห็นคุณค่ากระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทดลองเก็บขนนกยูงมาทำเป็นต่างหู ปรากฏว่าได้การตอบรับดี เริ่มมีคนสนใจสั่งซื้อ จากงานอดิเรกเลยกลายเป็นธุรกิจขึ้นมา “เจี๊ยบทดลองนำขนนกยูงมาทำต่างหู ปรากฏว่าคนรอบข้างชื่นชอบ
