หลักสูตรเรียนฟรี
นับเป็นอาณาจักรฟาร์มหมูที่ผลิตสุกรแบบครบวงจรมากที่สุดในภาคเหนือ ซึ่งผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับ เครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ซึ่งประกอบไปด้วย 4 บริษัทในเครือ ได้แก่ 1. บริษัท วี.พี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มพ่อพันธ์แม่ 2. บริษัท แม่ทา วี พี จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มสุกรขุน แบบโรงเรือนปิด 3. บริษัท แม่ทา วี . พี . ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 4. บริษัท วี แอนด์ พี เฟร็ชฟูดส์ จำกัด เป็นโรงชำแหละสุกร รวมรายได้ทั้ง 4 บริษัทนับพันล้านบาท ปัจจุบัน บริษัทในเครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 43 ปี บริหารโดยเจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งคุณวรพงศ์ จีรประภาพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปสายงานผลิตภัณฑ์อาหารในเครือวีพีเอฟ เป็นผู้ให้ข้อมูลกับเส้นทางเศรษฐี จากชาวสวน ความรู้ ม.3 สู่เจ้าของฟาร์มหมูพันล้าน คุณวรพงศ์ เท้าความว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้เกิดขึ้นจากคุณพ่อ หรือคุณยุทธพงศ์ จีรประภาพงศ์ เดิมท่านเป็นชาวสวน เริ่มต้นเลี้ยงหมู วัว ไก่ เมื่อปี 2516 ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 60 ไร่ หมูมีเพียงแม่พันธุ์ 4 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว เลี้ยงแบบชาวบ้านทั่วไป ทำคลอดหมูเอง ให้อาหารเอง จากนั้นค่อยๆ ขยายจ
อดีตพนักงานบริษัทเอกชน ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ ที่ประเทศเวียดนาม เงินเดือนเกือบแสน ผันตัวเลี้ยงไก่ ขายไข่ปลอดสารพิษที่จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ปัจจุบันเก็บไข่ขายได้วันละ 100 ฟอง มีรายได้วันละ 500 – 600 บาท ชีวิตแฮปปี้มีความสุข สูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อยู่กับครอบครัว อนาคตขยายตลาด และเลี้ยงไก่เพิ่ม คุณชวัลวิทย์ สุทธิวรวรรณ์ หรือโดม ชายหนุ่มวัย 31 ปี เป็นตัวแทนให้ข้อมูลของกลุ่มเพื่อนซี้ 3 คน ที่ล้วนเรียนจบสาขาประมงคือ จิ๊ป-ศุภกร ชินบุตร และอ๊อบ-ธีรพงศ์ บรรเลง โดม เล่าว่า หลังเรียนจบ เราทั้ง 3 คน (จิ๊ป และ อ็อบ) ไปทำงานที่ประเทศอินเดีย และเวียดนาม ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ อยู่ต่างประเทศก็สนุกและมีความสุขดี แต่พออายุมากขึ้น เริ่มคิดว่าบั้นปลายชีวิตจะอาศัยอยู่ที่ไหน จะอยู่อย่างไร จะทำงานเป็นลูกจ้างไปถึงเมื่อไหร่ หนที่สุดตัดสินใจลาออกกลับมาอยู่เมืองไทย ไปเป็นเกษตรกรปลูกผัก เลี้ยงไก่ แม้จะยังไม่รวย แต่เชื่อว่าอนาคตต้องดีแน่ “ผมและเพื่อน 3 คนรวมเงินเดือนกันก็หลายแสน ถึงแม้เงินเดือนจะดี แต่สุขภาพนับวันแย่ลง เพราะต้องคลุกคลีกับสารเคมี และยังห่างไกลจากครอบครัว ในที่สุดเราตัดสินใ
แบรนด์ “โอชา” ผุด “หมูป๋อง” หรือ หมูหย็องอัดกระป๋อง เจ้าแรกของประเทศไทย วางโพซิชั่นนิ่งเน้นสะดวก ไร้สารกันเสียและผงชูรส ดีต่อสุขภาพ มุ่งเจาะทุกกลุ่มอายุ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ฟุ้งยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง เตรียมแตกไลน์ไก่หย็องอัดกระป๋องในปลายปี 60 นายพยงค์ แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.วาย.ฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์ ภายใต้แบรนด์ “โอชา” เปิดเผยว่า “บริษัทได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปจากสัตว์จำหน่าย อาทิ ไส้กรอก ไส้กรอกอีสาน หมูหย็อง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากระยะเวลากว่า 30 ปี ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับความนิยมนั่นคือ หมูหย็องอัดกระป๋อง ได้รับรางวัล OTOP 5 ปีซ้อน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เก็บได้อย่างยาวนาน ปลอดภัย คุณค่าอาหารคงอยู่ ไม่มีสารกันเสีย กันบูด ปลอดภัย จุดเริ่มต้นได้เล็งด้านโอกาสการขายหมูหย็องเป็นที่นิยมกันมาก โดยหมูหย็องมีคุณค่าทางอาหารสูง ปราศจากไขมัน ไม่มีสารกันบูดและผงชูรส และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม อาทิ เด็กเล็ก เด็กโต หนุ่มสาว คนรักสุขภาพ นักกีฬา คนชรา คนป่วย หรือแม้กระทั่งพระภิกษุ สามเณร อายุตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 80 ปี โดยเป็นส
สาวสระบุรี ทำงานส่งเสียตัวเองจนเรียนจบ กระทั่งคว้างานตำแหน่งดี เงินเดือนหลักแสนในวัยเพียง 25 ปี แต่แล้วขอผันชีวิตไปสวมบทบาทเจ้าของกิจการ ไม่นานนักประสบปัญหาพิษเศรษฐกิจ และถูกโกงมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ด้วยสายเลือดนักสู้ขอฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้ง ด้วยการไปขายของตามตลาดนัด ครั้งนี้มองเห็นโอกาสธุรกิจผุดบริการรับจัดงานอีเว้นต์ ล่าสุดกลายเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและอาหาร มือวางลำดับต้นๆ ของเมืองไทย คุณจีรนันท์ ห้องแซง หรือ คุณไหม เจ้าของบริษัท M.A.I.Organizer จำกัด ผู้ให้บริการจัดงานแสดงสินค้า พื้นเพเป็นคนจังหวัดสระบุรี เป็นลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน เธอทำงานส่งเสียตัวเองเรียนมาตลอด กระทั่งจบการศึกษาโรงเรียนพาณิชย์และเลขานุการ เอกภาษาอังกฤษ ทำงานในตำแหน่งเลขาและฝ่ายจัดซื้อบริษัทข้ามชาติ เงินเดือนสุดท้ายที่ได้รับราว 1.5 แสนบาท “หลังจากเรียนจบ ดิฉันทำงานเป็นเลขาบริษัทข้ามชาติและฝ่ายจัดซื้อแห่งหนึ่ง กระทั่งอายุ 25 ปี ลาออกมาหาประสบการณ์ชีวิต เปิดบริษัทซื้อมาขายไปสินค้าประเภทเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงรับเหมาก่อสร้าง เริ่มต้นจากงานเล็กๆ กระทั่งได้รับความไว้วางใจสร้างถนนคอ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เป็นอีก 1 ใน 4,000 โครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ แปลงทดลองปรับปรุงดิน พื้นที่ 13,300 ไร่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตรประมาณ 2,300 ไร่ พื้นที่เขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูล้อมข้าวและป่าภูเพ็ก นายสุรชาติ มาลาศรี นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ในปี 2458 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงเห็นปัญหาความแห้งแล้งที่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เรื่องของสภาพดิน และการใช้พื้นที่เกษตรที่ไม่ถูกหลักวิชาการ ฝายชะลอน้ำภายในพื้นที่
เจ้าของฟาร์มนกยูง และไก่ฟ้า วัยเจนวาย ไอเดียดีนำขนนกยูงในช่วงที่สลัดขนมาเพิ่มมูลค่าเป็นต่างหู ใช้วัสดุล้ำค่ามาประยุกต์ อาทิ ทองคำ พลอย นาค ลูกค้าคนไทยและต่างชาติชื่นชอบ เพราะเป็นงานแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลกที่สวยแปลกตา รายได้ช่วยค่าเลี้ยงดูนกยูงในฟาร์ม ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ยุพาภรณ์ แก้วคำ หรือ เจี๊ยบ อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.3 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในวัย 23 ปี เล่าว่า ที่บ้านเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ป่าถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยสัตว์ที่เลี้ยงนั้นมีไก่ฟ้า และนกยูง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์อินเดีย วัตถุประสงค์ที่เลี้ยงก็เพื่อดูเล่น จำหน่าย และส่วนหนึ่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในธรรมชาติ สำหรับการเพิ่มมูลค่าขนนกยูงนั้น เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ในช่วงฤดูฝน หรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี นกยูงจะผลัดขน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เห็นคุณค่ากระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทดลองเก็บขนนกยูงมาทำเป็นต่างหู ปรากฏว่าได้การตอบรับดี เริ่มมีคนสนใจสั่งซื้อ จากงานอดิเรกเลยกลายเป็นธุรกิจขึ้นมา “เจี๊ยบทดลองนำขนนกยูงมาทำต่างหู ปรากฏว่าคนรอบข้างชื่นชอบ
ช่วงปีสองปีนี้มานี้ ธุรกิจหลายอย่างได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจที่แย่ลงกันไปไม่มากก็น้อย ซึ่งส่งผลถึงกำลังการซื้อสินค้าของคนด้วย รวมถึงธุรกิจด้านอาหารด้วย ที่ต่างก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) ที่ทำธุรกิจข้าวโพดหวาน ตรา วีคอร์น ขายในเซเว่นอีเลฟเว่น เริ่มต้นเรื่องราวด้วยผลกระทบในการทำธุรกิจ “ช่วงปีสองปีนี้มานี้ เศรษฐกิจมีผลกระทบต่อธุรกิจด้านอาหาร เครื่องดื่มบ้าง แต่ที่ยังขายได้อยู่ เพราะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น อย่างไรคนก็ต้องทาน แต่ผลกระทบที่มากที่สุดคือ เรื่องดิน ฟ้า อากาศ เพราะปีสองปีมานี้ มีปัญหาภัยแล้ง เลยทำให้สินค้าทางการเกษตรขาดคุณภาพไปบ้างและได้ผลผลิตที่ไม่เพียงพอ” ก่อนจะย้อนเล่า ถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจข้าวโพดหวานที่เป็นที่รู้จักอย่างในทุกวันนี้ว่า “เรียนจบทางด้านฟู้ดไซน์ มาก่อน ได้ทำงานเกี่ยวกับด้านอาหาร เครื่องดื่มมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่สมัยที่เป๊ปซี่ เลย์ ส่งเสริมให้ปลูกมันฝรั่ง พอมีโอกาสที่จะได้กลับมาทำธุรกิจของตนเอง ก็เลยมองธุรกิจเกี่ยวข้องอาหารและครื่องดื่มเป็นหลัก เพราะประเทศไทยเป็นปร
คุณบุปผา ไวยเจริญ อดีตนักบัญชี บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เคยทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความจำเป็นส่วนตัว คุณแม่ป่วย เลยลาออกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่ตำบลบางยี่รงค์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ที่บ้านคุณบุปผา มีมะพร้าวอยู่ 30 ไร่ เมื่อราวปี 2555 ราคามะพร้าวตกต่ำอย่างหนัก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างที่เคยขายได้ราคาหน้าสวน 15-20 บาทต่อผล ราคาลดลงมาเหลือ 2-3 บาทต่อผล ช่วงนั้นเกษตรกรชาวสวนถึงขั้นเดินขบวน ไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกว่า วิกฤต เลยทีเดียว ช่วงนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม พาไปดูงาน ที่ จ.ชลบุรี คุณบุปผาจึงได้ไอเดียในเรื่องของการแปรรูป และเกิดการรวมตัวกันของชาวบ้าน ในละแวกใกล้เคียง กลายเป็น วิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก สำหรับความรู้เรื่องการแปรรูป การสกัดเย็น คุณบุปผา ว่า ขวนขวายอยู่นาน จนได้เทคนิคมาจากปราชญ์ชาวบ้าน ที่แม่กลอง เป็นคุณป้าท่านหนึ่ง ท่านบอก ท่านแนะ จนสามารถทำได้ รวมทั้ง ไปอบรมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ให้ความรู้ทุกด้าน ทั้งการผลิต บัญชี ห้องแล็บ กลยุทธ์การตลาด เมื่อได้สินค้ามาแล้ว ได้รับความรู้ในเชิงทฤษฎีมาแล้ว โจทย์ใหญ่ คือ จะไปขายที่ไหน “เราอิงกับราชการก
อาจารย์สอนบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ ลงทุน 1,200 บาท ปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก ซอยพหลโยธิน 53 เขตบางเขน กรุงเทพฯ จำนวน 100 ก้อน โดยวางแนวนอนซ้อนกัน ใช้พื้นที่เพียง 1.5 ตารางวา ขายผลผลิตให้เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง สร้างรายได้สัปดาห์ละ 500 บาท มีเงินจ่ายค่าหอพักสบายๆ นอกจากนั้นยังต่อยอดความรู้ด้วยการสร้างโรงเพาะเห็ดขนาดเล็กเพื่อให้นักเรียนมาศึกษาหาความรู้อีกด้วย เอกรัตน์ พัฒชู หนุ่มสุราษฎร์วัย 25 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริกปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะวิชาการบัญชีที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ อาจารย์เอกรัตน์ เผยว่า ก่อนจะมาเป็นอาจารย์สอนบัญชี เคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ร้านอาหารข้าวต้มขาไก่ จากนั้นไม่นานลาออกไปเป็นอาจารย์สอนบัญชี และปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก โดยลงทุน 600 บาท ซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะ 50 ก้อน หลังจากนั้นเมื่อเห็ดออกดอก และเริ่มขายได้ จึงซื้อมาเพิ่มอีก 50 ก้อน โดยวางตามแนวระเบียง รดน้ำทุกเช้าโดยรดจากด้านบน ปล่อยให้น้ำซึมไหลลงมายังชั้นล่างสุด “ผมหาความรู้การเพาะเห็ดจากอินเตอร์เน็ต และกรมวิชาการเกษตร
สิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ “รถดำนาอาชีวะ” ของนักศึกษาจากวิทยาการอาชีพวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว โดยมีทีมงานประดิษฐ์ ได้แก่ นายบรรพต วัชรพัฒนกุล นายธนากร ชัยสา นายณัฐพล กัลยา นายเอกราช น้อยมณี นายพิเชฐ จิตรัตน์ และ นายชิน เจิมขุนทด โดยมีคณาจารย์ที่ปรึกษา ได้แก่ นายเอกพล พรมดี นางสาววัลลีย์ สราญชื่น นายศิริพงศ์ ฟองสัยเทียะ และ นางสาวบุตรดี สุนนท์ สำหรับ “รถดำนาอาชีวะ” นั้น ตัวแทนทีมงานนักศึกษาเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มาเพราะต้องการลดภาระให้เกษตรกรในขั้นตอนการดำนา ซึ่งมองเห็นว่า หนึ่งในขั้นตอนการดำนา ซึ่งเริ่มต้นจากการหว่านข้าวนั้น มีวิธีการใช้การหว่านแบบดั้งเดิม คือการใช้แรงงาน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ให้กับชาวนาสมัยใหม่ เพราะการใช้วิธีการเดิม ทำให้อาจมีหญ้าขึ้นแทรกต้นข้าวจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายเกษตรกรต้องหันไปใช้ยาฆ่าหญ้า ขณะที่การดำนาแบบที่ 2 ชาวนาก็ต้องดำนาแบบถอนกล้า ซึ่งต้องใช้คนงานที่มีประสบการณ์ในการดำนาแบบถอนกล้า เพราะฉะนั้นจึงคิดค้นสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมาเพื่อลดภาระในขั้นตอนดังกล่าว “เราตั้งเป้าไว้ว่า จะทำเวลานั้น แต่เกษตรกรต้องการให้คนงานมาทำ และคนงานไม่ว่างก็ต้องเลื
