หลักสูตรเรียนฟรี
เศรษฐกิจยุคนี้ ไม่มีทรัพย์เป็นฐานกำลังที่สำคัญ น้อยรายที่จะกล้าเปิดกิจการเป็นของตนเอง โดยเฉพาะร้านทำผม สิ่งเดียวที่เรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ คือ “ฝีมือ” ฝีมือเป็นทักษะที่ช่างทำผมด้วยกัน ทราบดีว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าจะก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้า มีลูกค้าจับจองรอคิวชนิดไม่ว่างเว้น ต้องผ่านประสบการณ์การเป็นช่างทำผมมาหลายร้าน ผ่านการประกวดมาหลายเวที มีรางวัลการันตีหลายรางวัล ซึ่งใช้เวลาตกผลึกนานพอสมควร แต่สำหรับคุณวันชัย วัฒนาเดชาพร ที่มีชื่อเล่นเรียกตามลักษณะรูปร่างของเขาว่า “ตี๋” ทักษะเป็นสิ่งที่เขาพัฒนาตนอย่างไม่หยุดยิ่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขามีนอกเหนือจากช่างทำผมอื่น คือความไม่ย่อท้อ มีความมุ่งมั่น ทำให้มีวันนี้ วันที่คุณวันชัย เป็นเจ้าของร้านทำผมเอง และมีลูกค้าประจำไม่ขาดสาย ทั้งที่ไม่ได้เปิดหน้าร้านเหมือนเช่นร้านทำผมแห่งอื่น คุณวันชัย ในวัยรุ่น เกเรไปตามประสาวัยรุ่นทั่วไปจนทำให้เรียนไม่จบปริญญาตรีตามที่หวัง แต่เพราะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ทำให้คุณวันชัยผ่านการทำงานมาหลายสาขา ตั้งแต่ครูสอนว่ายน้ำ พนักงานประสานงานลูกค้า พนักงานขาย ซึ่งทุกๆ อาชีพ คุณวันชัยมีความสุขกับอาชีพนั้นๆ มาตลอด กระทั
จบการศึกษาด้านบริหารจัดการ หาประสบการณ์จากการปลูกกล้วยหอมทองจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วจึงกลับมาบ้านเกิด มาดำเนินกิจการตัวเองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่งลูกค้าและปลูกเอง สร้างศูนย์เรียนรู้และจุดท่องเที่ยวทางการเกษตร พร้อมให้ความรู้และร่วมดำเนินธุรกิจ หากท่านเดินทางไปทาง ถนนสายจุน-เชียงคำ จังหวัดพะเยา ผ่านตำบลห้วยยางขาม สังเกตทางขวามือจะพบแปลงปลูกกล้วยหอมทองและสตรอเบอรี่ ในชื่อ “ฮักสวนกล้วย” ผู้เขียนแวะเข้าไป ก็พบกับชายหนุ่มเจ้าของแปลง คือ คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านคือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนอำเภอจุน ไปเรียนจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยโยนก จังหวัดลำปาง สาขาบริหารจัดการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตรมากนัก คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร เมื่อเรียนจบได้มีโอกาสไปทำงานยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดติดกันนี้เอง โดยไปทำสวนกล้วยหอมทอง บังเอิญโชคดีที่ไปทำในแปลงที่เป็นการทำแนวอินทรีย์ ไม่ได้ไปทำในส่วนที่เขาปลูกแบบใช้สารเคมีที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ทำอยู่ที่ สปป. ลาว ได
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้ราคาข้าวของ เครื่องใช้ หรืออาหารการกินต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดไปได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รวมไปถึงกำลังซื้อของคนก็มีขึ้นลงตามรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย ข้าวมันไกร้านค้าบางราย ปรับตัวโดยการขยับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ ผิดกับมุมมองและแนวคิดเจ้าของร้าน “นก ข้าวมันไก่ เคาะโต๊ะ” ซึ่ง คุณชุตินิษฐ์ ชิตเจริญ หรือคุณนก เจ้าของร้านวัย 33 ปี กลับมองว่า “ไม่ได้ต้องการขายเอารวย แต่อยากขายเพื่อให้คนที่มีงบน้อย หรือนักเรียน นักศึกษา ให้เขาเหล่านี้มีข้าวกิน ท้องอิ่ม” ขายข้าวมันไก่10 บาท 10 ปี ราคาไม่เคยเปลี่ยน คุณนก ขยายความให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนจะมาทำข้าวมันไก่ขาย เคยเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ทำงานประจำ มีเงินเดือนใช้ มีบัตรเครดิตใช้เหมือนสาวออฟฟิศทั่วๆ ไป เป็นสาวออฟฟิศอยู่เกือบ 4 ปีได้ ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาค้าขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำงานไปเงินก็ไม่พอใช้ ทั้งยังติดหนี้บัตรเครดิตอีก จึงต้องหันกลับมาคิดใหม่ แต่ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนและตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแ
เกษตรกรวัย 29 ปลูกขมิ้น อาชีพเสริม ทำเงินปีละแสนบาท คุณกัญญา สุภาพ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เกษตรกรปลูกขมิ้น กล่าวว่า ตนได้ปลูกขมิ้นเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากทำสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าพื้นที่ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขมิ้นจำนวนมาก ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันแนวเชิงเขา ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขมิ้นมีคุณภาพ ซึ่งตนเองเริ่มปลูกขมิ้นมาตั้งแต่ ปี 2556 และในปีนี้ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 3 ไร่ คุณกัญญา กล่าวอีกว่า การปลูกขมิ้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ดูแลง่าย ใช้ทุนน้อย แต่รายได้ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ใช้เวลาปลูก 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ โดยวิธีปลูก เพียงขุดหลุมขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นนำเหง้าขมิ้นที่แก่จัดลงปลูก และเมื่อปลูกได้ประมาณ 1 เดือน ให้ดายหญ้า ใส่ปุ๋ยบำรุง ขมิ้นจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อขมิ้นอายุได้ 4 เดือน ให้ดายหญ้า และใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบ 6 เดือน สามารถขุดขมิ้นไปขายได้ ซึ่งพื้นที่
ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหากับการไปไม่รอดทางด้านการตลาด แม้ว่าสินค้าจะดีเพียงใด แต่หากการตลาดไม่แรงพอ ยอดขายไม่เพิ่ม มีแต่เม็ดเงินในประเทศ ก็ส่งผลให้โอท็อปหลายรายการต้องปิดกิจการ ขณะที่หมอนขิดยางพารา เป็นสินค้าน้องใหม่ จากตำบลศรีฐาน จังหวัดยโสธร ที่สามารถคว้าชัยจากเวทีการประกวดของธนาคารเอกชนมาได้ แต่วันนี้รอแรงสนับสนุนเปิดตลาดในต่างประเทศ หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน สะดุดตาจนได้รับรางวัลของ ธ.ไทยพาณิชย์ คุณวิวัฒน์ ป้องกัน อายุ 23 ปี ชาวตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หนึ่งในครอบครัว “ป้องกัน” ที่นำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และสร้างมูลค่าให้กับท้องถิ่น โดยล่าสุดผลิตภัณฑ์ของคุณวิวัฒน์ มีตั้งแต่หมอนขิด ที่รองนั่ง และที่นอนแบบยาว ด้วยการดีไซน์ที่ทันสมัย โดยมีสนนราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป คุณวิวัฒน์ กับเครื่องตีน้ำยางพารา สำหรับต้นกำเนิดไอเดียนำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด มาจากผลงานวิจัยของ อาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการยาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คุณวิวัฒน์ เล่าว่า ไอเดียของอาจารย์มาสนับสนุนการแก้ปัญ
คุณสมาน ดวงอานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 5 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเลี้ยงวัวนมมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเดิมทีก่อนที่จะมาประกอบอาชีพด้านนี้ เขาได้ทำกิจการร้านอาหารมาก่อน เมื่อมองเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจเริ่มไม่สู้ดีมากนัก จึงได้เลิกทำและนำเงินมาลงทุนเลี้ยงโคนม “ช่วงนั้นพี่สาวของภรรยาทำอยู่ก่อนแล้ว พอเราได้กำไรจากที่ขายอาหาร ก็จะนำเงินมาซื้อที่ดินเก็บๆ ไว้บ้าง พอร้านอาหารเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไปก็เลยคิดที่อยากจะเปลี่ยน ก็เลยเลิกทำร้านอาหาร มาเปลี่ยนซื้อวัวนมประมาณ 20 แม่ แล้วเลี้ยงไปได้สักระยะก็มีตัวเมียออกมาให้อีก 15 ตัว ตอนนี้ก็เรียกง่ายๆ ว่า ชีวิตอยู่ได้ดีมีสุขก็เพราะวัวนม” คุณสมาน กล่าว ซึ่งพันธุ์โคนมที่ใช้เลี้ยงในช่วงแรกจะเป็นพันธุ์ขาวดำ ต่อมาได้นำวัวนมพันธุ์เจอร์ซี่ และพันธุ์บราวน์สวิสมาเลี้ยงแทน เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรงมากกว่าขาวดำ โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่ผสมขึ้นเองให้วัวกิน และจะมีเสริมด้วยหญ้าเนเปียที่ปลูกเองภายในบริเวณฟาร์มให้วัวกินสลับกัน พอแม่วัวนมได้อายุ 16 เดือนขึ้นไป ก็จะเตรียมผสมพันธุ์โดยนำน้ำเชื้อมาผสม ซึ่งใช้เวลตั้งท้อง 9
คุณแนน-พชรพร ขาวละออง เจ้าของร้าน Brownie Brown Coffee LAB (บราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป) ที่จังหวัดเชียงใหม่ เสิร์ฟเมนูน้ำหวานในรูปแบบของห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หยิบเอาอุปกรณ์ทดลองมาใช้บรรจุ ใช้ประกอบ สร้างความตื่นเต้นเสมือนกำลังเข้าห้องทดลองจริงๆ เจ้าของกิจการท่านนี้ พื้นเพเป็นสาวพิษณุโลกวัย 27 จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยนเรศวร ก่อนย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่เชียงใหม่ ทำงานอยู่ส่วนหน้าและออฟฟิศของโรงแรมแห่งหนึ่ง 4 ปีเต็ม ระหว่างทำงานโรงแรม มองหารายได้เสริมด้วยการขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศออนไลน์ และเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านกาแฟจากการทำงานพาร์ทไทม์เมื่อสมัยเรียนมาก่อน ปัจจุบันตัดสินใจยุติการขายของออนไลน์ หันมาเอาดีเปิดร้านกาแฟ “บราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป” พร้อมทำงานประจำไปด้วย โดยบราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป สาขาแรกมีพื้นที่ใช้สอยน้อยไป ล่าสุดจึงต้องขยายสาขา เพื่อให้มีพื้นที่รองรับลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากร้านเริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มมีลูกค้าประจำแล้ว สำหรับแนวคิดหลักของสาขาใหม่ คือ เน้นบรรยากาศภายในร้าน ให้มีความร่มรื่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้า
ความทรงจำเกี่ยวกับยายของผม เป็นเรื่องขนมเสียส่วนมาก ตอนเด็กๆ ยายชอบมาทำขนมทั้งไทย ทั้งเทศ เนื่องจากยายเป็นแม่บ้านให้ฝรั่งด้วย เลยได้วิชาฝรั่งมา ยายทำขนมเค้กเนย หน้าเป็นเนยสดตี อร่อยกว่าเนยขาวสมัยนี้มากมาย แต่ต้องใส่ตู้เย็นตลอดไม่งั้นเนยละลาย และที่สำคัญเตาอบของยายเป็นเตาสังกะสีสี่เหลี่ยม มีกระจกข้างหน้าเปิดได้ ใช้วางบนเตาถ่าน ส่วนข้างบนมีแผ่นสังกะสีรองอีกชั้น ให้คีบถ่านร้อนๆ ใส่ เป็นเตาไฟบนไฟล่าง สุดยอดจริงๆ เทอร์โมมิเตอร์ไม่ต้องถามถึง ยายใช้กะเอา ใส่ถ่านมากน้อยแค่ไหน ยายกะพอดีตลอด ข้างกระไดบ้านเป็นที่ตั้งของโม่หิน สมัยนี้ถ้ายังมีโม่หินก็เอาไว้เสียบต้นเฟิร์น แต่สมัยโน่นใช้โม่ข้าว โม่แป้งจริงๆ ยายเอาข้าวตากมาคั่วให้หอม แล้วใส่เครื่องโม่ หมุนๆ ได้แป้งข้าวคั่วละเอียดยิบ เอาไว้ทำข้าวตู โม่หินอันนี้ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ไม่รู้ใครเอาไปยกเล่น ล่าสุดผมทดลองทำข้าวตูเอาไว้สอนที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย และออกงาน ลำบากคนตำข้าวตังคั่วน่าดู ทั้งเอาใส่เครื่องปั่น ออกมาตำด้วยครกหิน กว่าจะละเอียดขนาดเม็ดแป้งได้ สงสารคนตำเป็นที่สุด ตำข้าวนี่มันกระเด็นกระดอนดีนัก ข้าวตังนี้ถ้าตำไม่ละเอียด เอาไปใส่ในข้าวตู เค
คุณเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน บริษัท ครีเอทีฟอีเว้นท์ อันดับ 7 ของโลก 3 ปีซ้อน จัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก กลุ่มผู้ประกอบการส่วนมาก มักจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดแก่ลูกค้าคู่รักทั้งหลายเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะในมุมของคนรักอีกต่อไป แต่รวมถึงความรักของครอบครัว ญาติ และเพื่อนๆ อีกด้วย โดยหากทำการวิเคราะห์ถึงกลุ่มเป้าหมายจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มวัยรุ่น และ กลุ่มผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มนี้ในการให้ความสำคัญในวันวาเลนไทน์ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นมีการแสดงออกในวันวาเลนไทน์มากกว่า เห็นได้จากตามโรงเรียนที่มีการมอบดอกไม้ ของขวัญ หรือการติดสติ๊กเกอร์ตามชุดนักเรียนกันอย่างครึกครื้น เหล่านี้นับเป็นช่องว่าง และโอกาสที่ดี ของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ และนักการตลาดควรหา “กิมมิก” หรือลูกเล่นใหม่แทนวัฒนธรรมแบบเดิมที่เป็นอยู่ อาทิ ผู้ประกอบการประเภทรถเช
ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหากับการไปไม่รอดทางด้านการตลาด แม้ว่าสินค้าจะดีเพียงใด แต่หากการตลาดไม่แรงพอ ยอดขายไม่เพิ่ม มีแต่เม็ดเงินในประเทศ ก็ส่งผลให้โอท็อปหลายรายการต้องปิดกิจการ ขณะที่หมอนขิดยางพารา เป็นสินค้าน้องใหม่ จากตำบลศรีฐาน จังหวัดยโสธร ที่สามารถคว้าชัยจากเวทีการประกวดของธนาคารเอกชนมาได้ แต่วันนี้รอแรงสนับสนุนเปิดตลาดในต่างประเทศ หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน สะดุดตาจนได้รับรางวัลของ ธ.ไทยพาณิชย์ คุณวิวัฒน์ ป้องกัน อายุ 23 ปี ชาวตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หนึ่งในครอบครัว “ป้องกัน” ที่นำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และสร้างมูลค่าให้กับท้องถิ่น โดยล่าสุดผลิตภัณฑ์ของคุณวิวัฒน์ มีตั้งแต่หมอนขิด ที่รองนั่ง และที่นอนแบบยาว ด้วยการดีไซน์ที่ทันสมัย โดยมีสนนราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป คุณวิวัฒน์ กับเครื่องตีน้ำยางพารา สำหรับต้นกำเนิดไอเดียนำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด มาจากผลงานวิจัยของ อาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการยาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คุณวิวัฒน์ เล่าว่า ไอเดียของอาจารย์มาสนับสนุนการแก้ปัญ
