หลักสูตรเรียนฟรี
คนไทยนอกจากจะยิ้มเก่งแล้ว ยังจิตใจดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่นบรรดาเจ้าของร้านอาหารใจบุญ ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ได้นำมาเสนอ ซึ่งคนท้องมากินฟรีเลย “ร้านรับทรัพย์ข้าวมันไก่” จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ริมถนนพิมพสุต เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมนูมี ข้าวมันไก่ ไก่กรอบ ไก่แซ่บ ไก่สไปซี่ (spicy chicken) ไก่มะนาว ขายในราคาจานละ 35 – 40 บาท เจ้าของร้านชื่อคุณเพ็ญนิภา นกยูง อายุ 44 ปี คุณเพ็ญนิภา เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ขายข้าวมันไก่มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นรถเข็น กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งซื้อตึกพาณิชย์ 1 คูหา เพื่อเปิดร้าน จุดเด่น คือ คิดสูตรเอง มีเมนูที่หลากหลาย อาทิ ไก่แซ่บ คือ ไก่กรอบนำไปยำ ไก่สไปซี่ คือ ไก่ที่ใส่ผงปรุงรสลาบ ไก่มะนาว คือ นำไก่ต้มมายำ ปกติวันธรรมดาทางร้านจะใช้ไก่วันละ 50 ตัว หากขายไม่ค่อยดีราว 30 ตัว ใช้ข้าวประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม หญิงสาว บอกต่อว่า เมื่อปี 2546 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เกิดความรู้สึกว่า อยากช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เลยจัดโปรโมชั่นให้คนท้องกินฟรี หากทานที่ร้านจะไม่จำกัดจำนวน จะทานกี่จาน กี่รอบก็ได้ แต่หากจะห่อไปทาน
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศริมถนนระแงะมรรคา เส้นทางนราธิวาส ตันหยงมัส บ้านลำภู ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากมีพ่อค้าแม่ค้าที่นำปลาน้ำจืด ที่หามาได้จากน้ำท่วมในพื้นที่มาวางขายให้กับประชาชน ที่สัญจรไปมา โดยปลาส่วนใหญ่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ปลาดุกนา ปลาช่อน ปลารำพัน ปลายี่สก ปลาบึก ปลาไหล และปลาตะเพียน ราคาก็จะแตกต่างกันไป เช่น ปลารำพันกิโลกรัมละ 70 บาท ปลาช่อนที่ยังไม่ได้ผ่า กิโลกรัมละ 170 บาท ปลายี่สก กิโลกรัมละ 80 บาท บางส่วนก็รับซื้อมาจากคนในหมู่บ้าน บ้างก็ให้คนในครอบครัวช่วยกันหามาให้ เพื่อที่จะได้นำมาขายเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่ฝนตกหนักแบบนี้ เพราะกรีดยางไม่ได้ และถือว่าเป็นรายได้หลัก ณ ตอนนี้ นางคอรียะ สือเม๊าะ แม่ค้าที่นำปลามาขาย กล่าวว่า รายได้ตอนนี้ได้ประมาณวันละ 400-500 บาท ซึ่งจะเป็นกำไรที่หักจากต้นทุนที่รับซื้อปลามาจากเพื่อนบ้าน สามารถช่วยเหลือครอบครัวในช่วงหน้าฝนที่ไม่ได้กรีดยาง นอกจากนี้ ยังมีแม่ค้านำมันนานาชนิดมาขายเช่น มันมือเสือ กิโลกรัมละ 30 บาท มันสับปะหลัง กิโลกรัมละ 10 บาท มันเทศ กิโลกรัมละ 25 มันขี้หนู กิโลกรัมละ 30 บาท
หลายปีก่อน หญิงนุ่น – ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล ธิดาของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ลงทุนกับหุ้นส่วนชีวิต คุณกี้ – รณิษฐา จริตกูล เปิดร้านอาหารสไตล์โฮม คุกกิ้ง ชื่อ Garden of Dream ในซอยสุขุมวิท 51 ควบคู่กับทำงานประจำ สายโฆษณาและการตลาด กระทั่งสัญญาเช่าร้านหมดลง จึงหารือกัน หากทำต่ออาจต้องรีโนเวตใหญ่ ซึ่งต้องลงทุนอีกมาก เลยตกลงใจ ปิดหน้าร้านในซอยสุขุมวิท 51 หญิงนุ่น – ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล (คนแรก) และหันมาใช้ครัวของบ้านพักย่านสุทธิสาร เป็นสถานที่ผลิตอาหารไดเอต ส่งให้ลูกค้าถึงที่ ภายใต้ชื่อเรียก My Happy Diet (มาย แฮปปี้ ไดเอต) ล่าสุด คุณกี้ ถูกทาบทามไปเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารหลายแห่ง ส่วนตัวหญิงนุ่น เอง ช่วงนี้กลับไปทำงานประจำด้านการตลาดกับเจ้านายเก่า ธุรกิจทำอาหารไดเอตจึงต้องชะงักลงด้วยเรื่องของเวลา ทว่า ยังมีลูกค้าประจำ ทั้งจากร้านเดิมและจากอาหารไดเอต ถามไถ่และเรียกร้องเข้ามาตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ทานอาหารอร่อยๆ จากฝีมือเชฟกี้สักที หุ้นส่วนทั้งสองจึงหารือกัน น่าจะใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทำในสิ่งที่ถนัด และยังมีแฟนคลับจำนวนหนึ่งถามหาอยู่ คุณกี้ (ซ้ายสุด) “เพราะความฝันของเ
วันที่ 6 ธันวาคม 2559 หน้าหนาวชาวบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ หันมาปลูกผักปลอดสารพิษขายสร้างรายได้ โดยใช้พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงปลูกผักเป็นขั้นบันได เพาะปลูกผักหลากหลายชนิดล้วนเป็นผักปลอดสารพิษเป็นที่นิยมของตลาด ขายได้ราคาดี โดยนางบัวศรี หัตดา อายุ 75 ปี หนึ่งในผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ชาวบ้านก็อาศัยพื้นดินริมตลิ่งทำแปลงปลูกผักแบบขั้นบันได ยิ่งแม่น้ำโขงลดลงมากก็จะมีพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น อีกทั้งดินที่มีน้ำท่วมถึงจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชผักไหลมากับน้ำ เมื่อน้ำโขงลดลงสารอาหารเหล่านั้นก็ตกตะกอนทับถมกับพื้นดินริมแม่น้ำโขงจึงเหมาะกับการเพาะปลูก ผักที่ปลูกเป็นผักปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาใช้เอง รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ “ผลผลิตที่ออกมาก็นำไปขายที่ตลาดสดและตามตลาดนัด นอกจากนี้ยังมีชาวลาวที่รักสุขภาพมาสั่งซื้อเป็นประจำ ช่วงนี้เป็นช่วงปลูกผักใหม่จึงมีผักปลอดสารพิษออกสู่ตลาดน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ผักที่ปลูกก็ทั้งผักคะน้า ต้นหอม พริก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ส่วนราคาขาย
“หาเงินได้มากก็ใช้มาก หาไป หมดไป มาอยู่แบบนี้ หาได้น้อย ก็ใช้น้อย แถมดีต่อสุขภาพ ได้ดูแลแม่ด้วย” นี่เป็นคำบอกเล่า ของคุณบี หรือ คุณพักตร์วิภา ปัญญาพรวิจิตร์ วัย 45 ปี ที่เป็นต้นแบบคนรุ่นใหม่ โบกมือลาเมืองหลวง กลับไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ที่บ้านเกิด จ.แพร่ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ จะไม่มิใช่เป็นเพียงคำมโนในโซเชียลอีกต่อไป ก่อนที่จะไปเจาะลึกถึงแนวคิดการใช้ชีวิตของเธอ เรามาดูเรื่องราว การทำงาน อาชีพของเธอในวัยเริ่มต้น หลังจากจบ การศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณบี ก็ออกไปทำงานเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน นั่นคือยึดอาชีพพนักงานขายยาคน หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ดีเทลยา ที่ต้องบอกว่าเป็นยาคน เพราะผู้ที่เรียนจบทางด้านนี้ หลายคนก็ไปขายยาสัตว์ ยาพืช ฮอร์โมนพืช ฮอร์โมนสัตว์ อะไรว่ากันไป อย่างที่ทราบกัน อาชีพดีเทลยา ทำเงินได้ไม่น้อยต่อเดือน บางคนทำแค่ไม่กี่ปี ก็ซื้อตึกแถวได้แล้ว คุณบีเอง ก็มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อย แต่เธอบอกว่า “หาได้มาก ก็ใช้มาก” นั่นเป็นเพราะเธอต้องมีรายจ่ายมากมาย อันเป็นค่าครองชีพในเมืองหลวง กระทั่งเมื่อสักราวปี 2554 คุณแม่ของเธอ
“ร้านแพนด้า คิงส์คือการนำเอาอาหารจีนต้นตำหรับที่ไม่เหมือนใครและบรรยากาศร้านที่น่านั่งมารวมกัน ทำให้เราไม่เหมือนร้านอาหารจีนทั่วไป” คำกล่าวข้างต้น คือคำจำกัดความของร้านอาหารจีนแพนด้า คิงส์ ที่มีคุณวิธวิทย์ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ คุณหยัง นักธุรกิจหนุ่มน้อยวัยเพียง 25 ปี เป็นผู้ก่อตั้ง พร้อมควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท แพนด้า คิงส์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งหลังจากเปิดบริการเพียง 11 เดือนก็ขยายสาขาได้ถึง 3 สาขา พร้อมสร้างรายได้อีกกว่า 20 ล้านบาท คุณหยังเริ่มบอกเล่าที่มาของตัวเองว่า ก็คล้ายคนในวัยเดียวกัน นั่นคือ จบจากมหาวิทยาลัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่พ่วงด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นหลังเรียนจบก็เริ่มเข้าทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ แต่จุดเปลี่ยนและเป็นจุดเริ่มต้นของแพนด้า คิงส์ คุณหยัง บอกว่าเกิดจากที่ระหว่างเรียน อาจารย์ที่ช่วยงานอยู่ พาไปรับประทานอาหารจีนร้านหนึ่งบริเวณถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนเสฉวน ที่มีอยู่ไม่กี่ร้านในประเทศไทย จนตัวเองติดใจในรสชาติ กลายเป็นลูกค้าประจำ อย่างไรก็ตาม แม้รสชาติจะถูกปาก แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ไม่ประทับใจอยู่คือเรื่องการบริการและค
ข่าวโดย มติชนออนไลน์ ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง มีอุณหภูมิลดต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว โดยตรวจวัดล่าสุดมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด ปี่ประมาณ 14 -15 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ ประสบปัญหาภัยหนาว โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ติดกับเทือกเขา รวมถึงริมแม่น้ำโขง ตรงกันข้ามบรรดาผู้ประกอบการต่างพากันพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในการสร้างรายได้จากการจำหน่ายเครื่องนุ่งห่มกันหนาวอย่างครอบครัวของ คุณป้า ทวีพร โกพลรัตน์ อายุ 54 ปี ชาวบ้านชาว อ.เรณูนคร จ.นครพนม เดิมยึดอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้านถักหมวกไหมพรมขายมาแต่อดีต จนกระทั่งได้ออกแนวคิด พร้อมกับลูกสาว คือ นางสาวสาวิณี โกพลรัตน์ อายุ 31 ปี ในการต่อยอดพัฒนาอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้านถักหมวกไหมพรม สร้างรายได้ โดยได้มีการทำการตลาดพัฒนาฝีมือจากการถักหมวกไหมพรม ในรูปแบบที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป ออกมาเป็น หมวกไหมพรมกันหนาว ที่มีลวดลาย สีสัน แฟนซี เป็นตัวการ์ตูนต่างๆ จำนวนมากกว่า 50 รูปแบบ รวมไปถึงได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ มีรองเท้าเด็ก เสื้อผ้ากันหนาวเด็ก ผ้าพันคอ หรือตามลูกค้าสั่ง เพื่อเป็นการดึงดูด สร้างความสนใจให้กับลูกค้า ทุกเพศ
ขนยาวนุ่ม ลวดลายที่สวยงาม รวมถึงความขี้อ้อน ดูจะเป็นคุณสมบัติที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนหลงใหลนิยมเลี้ยงเจ้าแมวเหมียวสายพันธุ์ทั้งไทยและต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก หากจัดลำดับแมวยอดนิยมที่เลี้ยงกันแล้ว สายพันธุ์แมวขาสั้น หรือmunchkin กับ แมวหูพับ Scottish Fold คงอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ถึงแม้ว่าแมวทั้งสองสายพันธุ์นี้จะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมจนทำให้มีรูปร่างลักษณะแปลกแตกต่างไปจากแมวทั่วไป แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ความน่ารักจนหลายคนอดที่จะต้องควักกระเป๋าหาซื้อมาเลี้ยงจนได้ หากเปิดดูกระทู้ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเลี้ยงแมวทั้งสองพันธุ์นี้จะพบว่า ทั้งกลุ่มผู้กำลังเลี้ยงอยู่ กับกลุ่มผู้กำลังจะซื้อมาเลี้ยงต่างมีข้อกังวลกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจหรือเชื่อมั่นเรื่องสายพันธุ์แท้เพราะเกรงว่าจะถูกหลอกเมื่อซื้อมาเลี้ยงแล้ว คุณวิไลรัตน์ กับแมวหูพับและขาสั้น แต่สำหรับ คุณวิไลรัตน์ กิจนันทิพัฒน์ หรือ คุณปุ๊ก เจ้าของธุรกิจเพาะพันธุ์แมวขาสั้น (munchkin cat) กับ แมวหูพับ (Scottish Foldcat) ที่ขอนแก่น ในชื่อ “mimeow farm” (มิเหมียวฟาร์ม) กล้ายืนยันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทุกตัวเป็นแมว
เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่บ้านเลขที่ 60/2 บ้านบ่อโฉลก ต.ทุ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่ผลิตข้าวหลามในมะพร้าวอ่อน ของนายตันติกร สุขคุ้ม อายุ 22 ปี ที่เป็นอาชีพที่สืบทอดกันมานานกว่า 100 ปี ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี นายตันติกร เล่าว่า เดิมที่ตนเคยทำงานเป็นพนักงานในคลังน้ำมันแต่ได้ลาออก จึงอยากที่จะทำธุรกิจซึ่งที่บ้านมีอาชีพทำข้าวหลามขายมาตั้งแต่ รุ่นทวดซึ่งปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่อายุ 102 ปี และสืบทอดกันมาเป็นรุ่นต่อรุ่นจนถึงรุ่นตัวเองปัจจุบัน และสูตรข้าวหลามก็เป็นสูตรของทวด แต่เดิมก็ทำข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่เหมือนกันทั่วๆไป แต่ในช่วงหลังในพื้นที่เริ่มจะหาลำไม้ไผ่ที่จะมาทำข้าวหลามได้ยากมากขึ้น ตนจึงได้คิดว่าจะนำเอาอะไรมาทำเพื่อที่จะทดแทนกระบอกไม้ไผ่ได้ จึงลองนำเอาผลอ่อนของมะพร้าวน้ำหอมอ่อน มาทดลองทำในช่วงแรกก็ใช้เผากับถ่าน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ทดลองมาใช้เตาอบแทน จนได้สูตรที่ลงตัว จึงเริ่มนำออกขายให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อลูกค้าได้กินก็เริ่มมีการตอบรับที่ดี เนื่องจากรสชาติ หวานมันหอม และกลิ่นของมะพร้าวน้ำหอมก็ยิ่งเพิ่มความอร่อย เพ
เรื่องโดย ข่าวสดออนไลน์ ที่บ้านท่าข้าม หมู่ 15 ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมถนนสายพิษณุโลก-ดงประคำ กว่า 10 หลังคาเรือน รวมกลุ่มหาปลาในคลองน้ำบ้านท่าข้าม มาทำปลาเกลือตากแดดส่งขาย ในหลายจังหวัดภาคเหนือ สร้างได้ให้ครัวเรือนมานานกว่า 10 ปี นายสมากร เหมาะสิงห์ อายุ 29 ปีกล่าวว่า ครอบครัวตนและเพื่อนบ้านได้รวมกลุ่มหาปลา เพื่อนำมาแปรรูปตากแดดให้เป็นปลาเกลือ ส่งขายตามตลาดในจ.พิษณุโลก จ.ลำพูน จ.ลำปาง และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ มีรายได้เป็นอย่างดีให้กับครัวเรือน จากออเดอร์ในการสั่งจองขายตามต่างจังหวัดครั้งละ 300-500 กิโลกรัม ทำให้ต้องไปรับปลาจากจังหวัดใกล้เคียงโดยเฉพาะจ.กำแพงเพชร มาแปรรูปเป็นปลาเกลือตากแดดขายให้เพียงพอต่อความต้องการ จนเรียกว่าเป็นหมู่บ้านปลาเกลือตากแห้ง สำหรับปลาเกลือที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ส่วนใหญ่เป็นปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสลิด ปลาหลด ปลาซิว เนื่องจากเป็นปลาที่นำมาแปรรูปเป็นปลาเกลือตากแดดแล้วนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะทอดจะอร่อย หอมกรอบ เป็นอย่างมาก โดยราคานั้นก็ไม่แพงมากนัก คือ ปลาช่อนตากแดด ราคากิโลกรัมละ 200 บาท ปลาตะเพียน กิโลกรัมล
