หลักสูตรเรียนฟรี
อาจพูดได้ว่าคนไทยไม่มีใครไม่รู้จักร้านสะดวกซื้อ “เซเว่นอีเลฟเว่น” ภายใต้การบริหารของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แต่จะมีกี่คนรู้ว่าบริษัทแห่งนี้มีรายได้สูงถึง 4.89 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา แต่ละวันมีจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้าน “เซเว่นอีเลฟเว่น” 12,157,312 คน (ตัวเลขเดือนสิงหาคม 2561) เฉลี่ยลูกค้า 1,184 คนต่อสาขาต่อวัน ที่เข้าไปใช้บริการและจับจ่ายซื้อสินค้าและทำธุรกรรมต่าง ๆ จึงไม่ต้องแปลกใจที่การเติบโตของยักษ์คอนวีเนี่ยนรายนี้จะร้อนแรงและเดินหน้าบุกไม่หยุด ด้วยเป้าหมาย 13,000 สาขา ในปี 2564 จากปัจจุบัน 10,268 สาขาทั่วประเทศ การเติบโตของ “เซเว่นอีเลฟเว่น” เดินควบคู่กันไปทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง แทรกซึมอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนไทย ยุทธศาสตร์ “แนวลึก” ตามแผนการเติบโตด้วยการสปีดสาขาปีละ 700 สาขา เพื่อไปสู่เป้าหมาย 13,000 สาขา ไม่เพียงโมเดลสแตนดาร์ดชั้นเดียวตามชุมชนต่าง ๆ แต่ยักษ์คอนวีเนี่ยนรายนี้ยังแตกสารพัดโมเดลออกมาตอบโจทย์ลูกค้าเพื่อให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่, ความต้องการของลูกค้าและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดแบบครบวงจร ด้วยโมเดลใหม่ ๆ ที่ไม่ผูกติดอยู่กับร้านห้องแถว อาคารสำนักงาน คอนโดมิ
คณะผู้จัดงานฮอร์ติ เอเชีย และวารสารเคหการเกษตร พาสื่อมวลชนเข้าชม หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้การต้อนรับคณะ นับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร โดยโครงการนี้เริ่มจัดทำเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา “พื้นที่นี้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรคนละ 10 ไร่ เลยดูคับแคบไปหน่อย ก็เลยทำให้ทางผู้ใหญ่บ้านอย่างผมเลือกที่จะรับโครงการมา เพื่อทำไว้เป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านของผมได้ดู และเกิดการจดจำเ
ปัจจุบันมีคนไทยหัวดี นำ “ยางพารา” มาเพิ่มมูลค่าเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่หลากหลาย ส่งขายไปทั่วโลก เฉกเช่น “อรกานต์ สายะตานันท์” หรือ คุณกานต์ หญิงสาววัย 29 ปี ดีกรี ปริญญาโท ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากประเทศอิตาลี ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในน้ำยางพารา กลายเป็นของใช้ใกล้ตัว ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นที่ยอมรับทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถูกใจสาวก “อีโค โปรดักต์” คุณอรกานต์ สายะตานันท์ คุณกานต์ เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณา 2 ปี ก่อนบินลัดฟ้าไปเรียนต่อ ป.โท ที่เมืองมิลาน ระหว่างเรียนปริญญาโท เกิดไอเดีย ทำ “จุกน้ำ” ปิดขวดในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นทั้งจุกปิดขวดสุญญากาศ กรวยกรอกน้ำ และปากขวดที่ช่วยให้เทน้ำออกจากขวดง่ายขึ้น ช่วยให้ขวดแก้วสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สำหรับที่มาของไอเดีย “จุกน้ำ” คุณกานต์ เล่าว่า จากการสังเกตเมืองที่อาศัยอยู่ มีขวดไวน์เหลือทิ้งจำนวนมาก จึงมองหาโอกาสสร้างรายได้ และตั้งใจอยากเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราของไทย เพราะไทยส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก เลยเป็นที่มาของแบรนด์ PARA (พาร่า)
“ไทยเด็ด” เปิดช่องทางค้า เพื่อวิสาหกิจชุมชน สู่ PTT Station กระทรวงพาณิชย์ PTTOR และ ธพว. ผนึกกำลังช่วยวิสาหกิจชุมชน สร้างช่องทางจัดจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน เปิดตัวโครงการการปรับเปลี่ยนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในสถานีบริการ PTT Station หรือ โครงการ “ไทยเด็ด” ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาสยาม ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2561 คาดว่าจะมีผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 14 แห่ง และในปี 2562 จะเพิ่มขึ้นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ คุณวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “จากแนวคิดรัฐบาลต้องการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น เกษตรกร ซึ่งมีจำนวนมากผลิตสินค้าแล้วไม่มีสถานที่และช่องทางจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อสนองตอบนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมาย โดยกรมพัฒนาธุรกจิการค้า เร่งขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทย โดยคำนึงถึงความหลากหลายของแหล่งกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม รวมถึงเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวก ในส่วนของสินค้าก็มีความพร้อมสำหรับการ
เปลี่ยนทำนา มาปลูกหญ้าหวาน รายได้เพิ่ม 7 เท่า ต่อปี ปลูกหญ้าหวาน รายได้เพิ่ม ก่อนเข้าถึงเนื้อหา ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า อำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ฉะนั้น จะมีพื้นที่ราบสำหรับทำนาน้อย จะได้ข้าวประมาณ 100 ถัง ขายได้เงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อปี 2557 สถาบัน IQS เข้ามาส่งเสริมการผลิตหญ้าหวาน จึงตัดสินใจทดลองปลูก จำนวน 1 ไร่ จนถึงปัจจุบันเปรียบเทียบแล้วมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 7 เท่า ต่อปี หญ้าหวาน นั้น หลังจากปลูกได้ 30 ถึง 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยทยอยเก็บทุกวัน ส่วนหญ้าหวานสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งในโรงเรือนหลังคาพลาสติก หากแดดจัด ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเหลือน้ำหนักแห้ง ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม คุณภาพของหญ้าหวานจะแตกต่างกัน ในแต่ละฤดูกาลคือ หน้าร้อนและหน้าฝนใบจะบางต้นสูง แต่หน้าหนาวใบจะหนาต้นจะเตี้ย หญ้าหวานถือเป็นพืชทนแล้ง จากช่วงแล้งที่ผ่านมาไม่มีน้ำรดระยะเวลาเป็นเดือนก็ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถปลูกเป็นพืชทางเลือกทดแทนข้าวที่มีปัญหาด้านราคาอยู่ในขณะนี้ และเป็นพืชทนแล้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อีกด้วย คุณละออง ศรีวรรณะ เกษตรกรบ้านอมลอง บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่
ไฮฟ์สเตอร์ hivesters เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย รายได้คืนสู่สังคม 2 สาวทายาทธุรกิจ “รุ้งทองทัวร์” ไอเดียดีสร้างกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว มาพบกับ “โลเคิล ฮีโร” และ “โลเคิล โลเคชั่น” หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละท้องถิ่น ทั้งอาหาร งานหัตถกรรม งานฝีมือ งานศิลปะ ผ่านรูปแบบกิจกรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับคนท้องถิ่น เป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายไปและกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยมีจุดยืนทำเพื่อสังคม คุณอชิรญา และคุณชญานิศ ธรรมปริพัตรา สองสาวคนเก่ง จากการจัดประกวดโครงการ Booking Booster 2018 ในการนำเสนอแผนธุรกิจของสตาร์ตอัพและกิจการเพื่อสังคมจากผู้ประกอบการทั่วโลก เพื่อชิงเงินทุนรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านยูโรในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า “ไฮฟ์สเตอร์” (HiveSters) สตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระดับชุมชนของประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกติด 1 ใน 10 อันดับของบริษัทสตาร์ตอัพจาก 100 ผู้ประกอบการทั่วโลก จะได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 3 สั
ติดอันดับแหล่งปลูกกาแฟดีมีคุณภาพที่จังหวัดเชียงใหม่ แถมได้เครื่องหมายทะเบียน GI (Geographical Indication) หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สำหรับกาแฟไทย แบรนด์ “เทพเสด็จ” ผลผลิตกาแฟจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟสดแม่ตอน ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด ที่ได้รวมตัวกันสร้างแบรนด์กาแฟไทย มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เลียนแบบไม่ได้ทั้งกลิ่นและรสชาติ คุณสุวรรณ เทโวขัติ หรือคุณโขง คุณสุวรรณ เทโวขัติ หรือ คุณโขง ประธานกลุ่มวิสาหกิจกาแฟสดเทพเสด็จ วัย 41 ปี เล่าว่า ชื่อกาแฟเทพเสด็จ มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยม โครงการหลวงป่าเมี่ยงในปี พ.ศ. 2534 ทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ มาถึง 2 ครั้ง จึงขอพระราชทานนามชื่อตำบลเทพเสด็จ เลยเป็นที่มาของชื่อกาแฟเทพเสด็จ ปลูกในตำบลเทพเสด็จ สำหรับกาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ “คาติมอร์” (CatiMor) ค่อนข้างทนทานต่อโรค ปลูกอยู่บนพื้นที่สูง 1,100 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นทั้งปี เฉลี่ย 10 – 28 องศาเซลเซียส ปลอดภัยไร้สารพิษ ปลูกในป่า มีดอกไม้ป่า หรือเรียกว่า “ดอกก่อ” มีสีเหลือง ประกอบกับในพื้นที่มีผึ้งโก๋น หรือผึ้งโพรง เวลาผึ้งโพรงไปตอมเกส
คนไทยนอกจากจะยิ้มเก่งแล้ว ยังจิตใจดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่นบรรดาเจ้าของร้านอาหารใจบุญ ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ได้นำมาเสนอ ซึ่งคนท้องมากินฟรีเลย “ร้านรับทรัพย์ข้าวมันไก่” จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ริมถนนพิมพสุต เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมนูมี ข้าวมันไก่ ไก่กรอบ ไก่แซ่บ ไก่สไปซี่ (spicy chicken) ไก่มะนาว ขายในราคาจานละ 35 – 40 บาท เจ้าของร้านชื่อ คุณเพ็ญนิภา นกยูง อายุ 44 ปี คุณเพ็ญนิภา เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ขายข้าวมันไก่มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นรถเข็น กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งซื้อตึกพาณิชย์ 1 คูหา เพื่อเปิดร้าน จุดเด่น คือ คิดสูตรเอง มีเมนูที่หลากหลาย อาทิ ไก่แซ่บ คือ ไก่กรอบนำไปยำ ไก่สไปซี่ คือ ไก่ที่ใส่ผงปรุงรสลาบ ไก่มะนาว คือ นำไก่ต้มมายำ ปกติวันธรรมดาทางร้านจะใช้ไก่วันละ 50 ตัว หากขายไม่ค่อยดีราว 30 ตัว ใช้ข้าวประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม หญิงสาว บอกต่อว่า เมื่อปี 2546 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เกิดความรู้สึกว่า อยากช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เลยจัดโปรโมชั่นให้คนท้องกินฟรี หากทานที่ร้านจะไม่จำกัดจำนวน จะทานกี่จาน กี่รอบก็ได้ แต่หากจะห่อไปทา
แม้จะเป็นสาขาที่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงเกือบๆ 3 เดือน แต่ปรากฏกระแสการตอบรับดีเกินคาด สำหรับร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน นอกสถานีบริการน้ำมันพีทีทีสเตชั่น สาขานี้ติด BTS เอกมัย สร้างยอดขายทะลุเป้าวันละ 350 แก้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เจ้าของชื่อ คุณไช้ หรือ คุณชาติชาย แสงทอง วัย 58 ปี ทำธุรกิจหลัก คือ ขายยางรถยนต์ แต่เชื่อมั่นในแบรนด์คาเฟ่อเมซอน ยอมทุ่มเงิน 5 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่อาคารพาณิชย์ 1 คูหา ให้กลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดี มีสวนน่านั่ง อยู่ติดริมถนนใหญ่ย่านใจกลางเมือง คุณไช้ หรือ คุณชาติชาย แสงทอง เจ้าของร้านคาเฟ่อเมซอน คุณไช้ ปัจจุบันเป็นดีลเลอร์จำหน่ายยางรถยนต์ แต่เมื่อปี 2560 เขามีความคิดอยากเปิดร้านกาแฟ เพราะชอบดื่มกาแฟ ที่สำคัญมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์อเมซอน เมื่อหาทำเลได้ ติดต่อไปยัง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR (พีทีทีโออาร์) รอคิวนาน 7 เดือน “บ้านผมอยู่แถวเอกมัย เห็นว่าอาคารพาณิชย์ที่ติดกับ BTS เอกมัย และติดกับศูนย์รถยนต์ฮอนด้าว่าง เลยขอเช่าเพื่อเปิดร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน เพราะเป็นแบรนด์ร้านกาแฟมีศักยภาพสูง มีภาพลักษณ์ชัดเจน เข้าใจความต้องการของคนไทย
ปัจจุบันมีคนไทยหัวดี นำ “ยางพารา” มาเพิ่มมูลค่าเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่หลากหลาย ส่งขายไปทั่วโลก เฉกเช่น “อรกานต์ สายะตานันท์” หรือ คุณกานต์ หญิงสาววัย 29 ปี ดีกรี ปริญญาโท ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากประเทศอิตาลี ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในน้ำยางพารา กลายเป็นของใช้ใกล้ตัว ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นที่ยอมรับทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถูกใจสาวก “อีโค โปรดักต์” คุณกานต์ เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณา 2 ปี ก่อนบินลัดฟ้าไปเรียนต่อ ป.โท ที่เมืองมิลาน ระหว่างเรียนปริญญาโท เกิดไอเดีย ทำ “จุกน้ำ” ปิดขวดในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นทั้งจุกปิดขวดสุญญากาศ กรวยกรอกน้ำ และปากขวดที่ช่วยให้เทน้ำออกจากขวดง่ายขึ้น ช่วยให้ขวดแก้วสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สำหรับที่มาของไอเดีย “จุกน้ำ” คุณกานต์ เล่าว่า จากการสังเกตเมืองที่อาศัยอยู่ มีขวดไวน์เหลือทิ้งจำนวนมาก จึงมองหาโอกาสสร้างรายได้ และตั้งใจอยากเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราของไทย เพราะไทยส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก เลยเป็นที่มาของแบรนด์ PARA (พาร่า) ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเติม
