หลักสูตรเรียนฟรี
ขนมโตเกียว เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง คล้ายกับขนมโดรายากิของญี่ปุ่น คือเป็นแป้งแพนเค้กชิ้นบางๆ ทำให้ร้อนบนเตาขนาดเล็กที่มีหน้าเตาแบน แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสูตรของคนขายแต่ละเจ้าว่าจะมีไส้อะไรบ้าง คุณธยศ ทองแจ้ง หรือ คุณแบงค์ วัย 39 ปี เจ้าของร้านขนมโตเกียวชาร์โคล เล่าว่า “เรียนจบเพียง ม.3 ไม่ชอบทำงานประจำ ไม่อยากอยู่ในกรอบระเบียบ เมื่อเรียนจบ ม.3 จึงไม่เรียนต่อ แต่หันมาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง คิดอยากลองทำขนมขาย เลยมองไปที่ขนมโตเกียว เพราะเป็นขนมที่ทานง่าย คนรู้จักอยู่แล้ว ใครๆ ก็ซื้อทานได้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ การมาเริ่มต้นลองทำขนมเพื่อขาย ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 6 เดือนได้ ถึงจะคล่องและได้สูตรที่เราต้องการ” ขนมโตเกียว ที่คุณแบงค์เริ่มต้นทำและขายในช่วงแรก เป็นแบบแป้งธรรมดา ซึ่งก็เมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว แต่พอช่วงหลังราวปี 60 กระแสชาร์โคลมาแรง คุณแบงค์จึงได้นำเอามาปรับใช้ในสูตรของแป้งขนมโตเกียว ซึ่งเป็นที่มาของขนมโตเกียวชาร์โคล และยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุุ่มตระเวนขายไปตามตลาดและออกบู๊ธไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอทำเลที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านถนนอโศก กทม. เลยเริ่ม
“ใบกาบหมาก” ที่ร่วงจากต้นอย่างไร้ค่า ถูกคุณสุมาลี ภิญโญ หญิงสาวโคราช หัวคิดดีนำมาสร้าง แบรนด์ ‘วีรษา’ (VEERASA) เพิ่มมูลค่าและดีไซน์ให้เป็นภาชนะใส่อาหารคาว – หวาน ขายได้ถึงใบละ 5 – 9 บาท กลายเป็นวัสดุธรรมชาติที่หายาก ถูกใจชาวรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาเพียงปีกว่าส่งขายท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต 50 สาขา กำลังการผลิตเดือนละ 5 หมื่นชิ้น ลูกค้าต่างชาติโหยหา เจ้าของสินค้าเร่งหาวัตถุดิบนำมาผลิตเพิ่ม จานกาบหมาก รายแรกในไทย คุณสุมาลี ภิญโญ เท้าความว่า เมื่อ พ.ศ.2539 ในตอนนั้นได้รับมอบหมายให้จัดงานเลี้ยงอาหารขันโตก ที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา งานประเพณีภาคอีสานนั่งกินอาหารกับพื้นในช่วงค่ำ สมัยนั้นภาชนะบรรจุอาหารเป็น “โฟม” ซึ่งสวนทางกับธีมงานที่เป็นแบบย้อนยุค อีกทั้งโฟม เป็นขยะกำจัดยาก ปีต่อมาเปลี่ยนใช้กระทงใบตอง แต่ทว่าใบตอง ใส่อาหารได้น้อย ใส่อาหารที่มีน้ำก็รั่ว ฉีกขาดง่าย ณ เวลานั้นยังหาทางออกไม่ได้ จนกระทั่งมาเจอใบกาบหมากจากต้นหมาก ทดลองนำมาขึ้นรูปเป็นจาน ชาม ปรากฏใส่อาหารได้ทุกเมนู จากนั้นค่อยๆ ต่อยอดเรื่อยมาจนกลายเป็นธุรกิจ วันที่คุณสุมาลีเจอใบกาบหมาก เธอ บอกว่า เห็นร่วงอย
ไอเดียเก๋ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ คิดค้นถ่านเปลือกมังคุดแปรรูปเป็นสัตว์ต่างๆ โดยการทำถ่านมาบดเป็นผงและพิมพ์เป็นรูปต่างๆ ไว้สำหรับเพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และเชื้อโรคต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพได้เสริมสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้เป็นอย่างดี วันที่ 11 มิ.ย. นางสุดารัตน์ ผิวเจริญ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ ต.ฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า ได้นำเปลือกมังคุดมาทำเป็นถ่านอัดแท่งขาย ราคากิโลกรัมละ 20 บาท ทำให้สมาชิกในกลุ่ม เริ่มท้อเนื่องจากราคาไม่คุ้ม แต่ลูกสาวของนางสุดารัตน์ จบด้านการออกแบบสินค้า ลองเปลี่ยนจากถ่านเปลือกมังคุดอัดแท่ง มาบดให้เป็นผงก่อนนำไปผสมกับแป้งเปียก แล้วใช้ซิลิโคลนมาสร้างเป็นแม่พิมพ์รูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย หมาและรูปทรงมังคุด ที่ออกมาน่ารัก สวยงาม โดยหลังจากบดอัดแล้ว นำไปเผาอบด้วยความร้อนอีกครั้งเพื่อให้แป้งแห้งสนิท และไม่เกิดเชื้อราในภายหลัง “โดยจากการทดลองให้สมาชิกนำไปทดลองซับกลิ่นและเชื้อโรคต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ถ่านมังคุดบดอัดจากเปลือกมังคุด เหมาะสำหรับดูดซับกลิ่นต่างๆ เช่น ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ในรถ หรือในห้อง เป็นการดูดซับกลิ่นได้เป็นอ
ใบเตยเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ชอบอยู่ตามที่ชื้นหรือเฉอะแฉะ คนไทยรู้จักดีเนื่องจากถูกนำมาทำเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหวานเพื่อปรุงกลิ่นให้หอมซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยมาก ไม่ว่าของหวานที่เป็นน้ำหรือไม่น้ำก็นิยมนำใบเตยมาเป็นส่วนประกอบ คนไทยคุ้นกับกลิ่นของใบเตย ขนมหวานหลายอย่างหากขาดใบเตยแล้วจะรู้สึกว่าไม่อร่อย สำหรับอาหารคาวใบเตยก็ใช้ในน้ำมันที่ทอด พอน้ำมันร้อนๆ ก็เอาใบเตยใส่สักพักพอใบเตยลอยก็ช้อนออก เพื่อดับกลิ่นคาวสำหรับเนื้อสัตว์ที่ทอด นอกจากนำใบเตยมาแต่งกลิ่นแล้ว ยังมีการนำใบเตยมาแต่งสีอีกด้วย เช่น ในสังขยาใบเตย ขนมชั้น สองสิ่งนี้จะขาดใบเตยไม่ได้เพราะขนมจะเป็นสีเขียวซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สีผสมอาหาร กลิ่นของใบเตยคล้ายกับกลิ่นข้าวหอมมะลิ และดอกชมนาด ต้นเตยที่ปลูกกันในปัจจุบันมีทั้งเตยไม่หอมซึ่งนำไปกำกับดอกไม้ไหว้พระกับเตยหอมซึ่งดูด้วยตาไม่มีความแตกต่างกัน ถ้าต้องการต้นเตยหอมมาปลูกจำเป็นต้องขยี้ใบดมก่อน เพราะเตยธรรมดาจะไม่มีกลิ่นหอม หนำซ้ำยังมีกลิ่นเหม็นเขียวอีกด้วย ต้นเตยหอมเป็นไม้ล้มลุกพุ่มเล็กมีอายุหลายปี สมัยก่อนนิยมปลูกเลี้ยงไว้ใกล้ที่ล้างจาน หรือข้างบ่อน้ำ เพราะต้นเตยชอบแดดพอๆ กับน้ำ ยิ่งตัดไ
ที่หมู่บ้านกรงกราง ม.6 ต.โนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา มีเกษตรกรรายหนึ่งใช้พื้นที่สระน้ำกลางแปลงนา เลี้ยงหอยขมในถุงตาข่ายไนล่อนสีฟ้าขาย เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งการเลี้ยงที่ง่าย ลงทุนน้อย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก มีลูกค้ามาสั่งซื้อถึงที่จนหอยโตไม่ทันขาย ต้องจองล่วงหน้าตั้งแต่เอาลูกหอยลงเลี้ยง เลี้ยงหอยขมในถุงตาข่าย นายชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย อายุ 42 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยขม เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพทำนาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่ชอบหาอาชีพสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งเห็นว่าหอยขมเป็นที่นิยมของชาวบ้านนำไปประกอบอาหาร แต่กว่าจะหารับประทานได้ก็ต้องรอถึงฤดูฝน และปัจจุบันนี้หอยขมตามแหล่งธรรมชาติก็หารับประทานยาก อีกทั้งยังมีสารพิษตกค้างจากการใช้สารเคมีตามไร่ ตามนา จึงทำให้คนเกิดความกังวลว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นตนจึงได้ลองศึกษาการเลี้ยงหอยขมในสระน้ำดู แบ่งพื้นที่ในสระน้ำเลี้ยงหอย “โดยใช้สระน้ำที่ขุดไว้กลางทุ่งนา นำหอยขมที่จับมาได้ปล่อยลงสระ ซึ่งกว่าจะขายได้ก็ใช้เวลานานเกือบ 6 เดือน อีกทั้งหอยที่ได้ก็มีขนาดไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการ รวมถึงยังมีขี้ดินติดมา
ปลาเทวดา (Angelfish) เป็นปลาน้ำจืด ที่มีรูปสี่เหลี่ยมรูปว่าว ลำตัวแบนข้าง มีปากขนาดเล็ก ครีบหลังเป็นกระโดงสูงอยู่ค่อนไปทางด้านหาง ครีบหลังยาวออกมาจากลำตัว ครีบท้องมีอยู่หนึ่งคู่เรียวเล็กและปลายชี้แหลม โดยส่วนมากจะนิยมนำปลาเทวดามาเลี้ยงในตู้เพื่อเป็นปลาสวยงามคู่กับพรรณไม้น้ำต่างๆ ปลาเทวดา เป็นปลาที่มีอุปนิสัยเรียบง่าย รักสงบ แต่ถ้าบางตัวมีลักษณะนิสัยก้าวร้าวก็ไม่สามารถนำไปเลี้ยงร่วมกับปลาสวยงามชนิดอื่นได้ โดยปลาชนิดนี้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันและลวดลายที่สวยงามมากขึ้น เช่น ปลาเทวดาหินอ่อน ที่มีสีสันเป็นสีดำสลับกับสีขาวตลอดทั้งตัว การขยายพันธุ์ สามารถกระทำได้ง่ายๆ ทั้งในตู้เลี้ยง หรืออาจจะจัดพื้นที่สำหรับเพาะพันธุ์ให้ก็ได้ เพียงแต่ในบริเวณเพาะพันธุ์ใต้น้ำต้องมีวัตถุใส่ไว้ให้เป็นที่เกาะเวลาวางไข่บนวัตถุนั้น การวางไข่ของปลาเทวดาแต่ละครั้งอยู่ที่ 300-1,000 ฟอง ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ที่พร้อมจะขยายพันธุ์ได้ ต้องมีอายุอย่างน้อย 8 เดือน ขึ้นไป คุณฐาปกรณ์ โสนะมิตร์ อยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลศีรษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ปลามาหลายสิบปี โดยปลาที่เขาเพาะส่วนใหญ่
สองหนุ่มเพื่อนซี้ลงขันทำธุรกิจร่วมกันตั้งแต่อายุ 17 ปี ไม่ขอเงินพ่อแม่ ส่งเสียตัวเองจนเรียนจบ ผ่านอุปสรรคร่วมกันมาก็เยอะ ดำเนินมาหลายกิจการยังไม่รุ่ง ล่าสุดเห็นโอกาสธุรกิจความงาม ทุ่มสุดตัวสร้างอาณาจักรมัลติแบรนด์ “บิวตี้คลับ” และอาหารเสริมนิวเวย์ นับว่ามาถูกทาง มัดใจลูกค้าด้วยคุณภาพสร้างรายได้ร้อยล้านบาทต่อปี คุณบอย – นภัทร โภคาสัมฤทธิ์ และคุณเอ็ม – พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล 2 หนุ่มผู้บริหารบิวตี้คลับ เล่าย้อนว่า เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อายุ 17 ปี ธุรกิจแรกที่ทำด้วยกัน คือ รับต่างหูต้นทุนคู่ละ 2 บาทมาขายตามตลาดนัด ขายกระเป๋า ชีวิตพลิกผันไปเป็นครูสอนภาษา เปิดสถาบันกวดวิชาในระบบแฟรนไชส์แห่งแรกในประเทศไทยใช้ชื่อ “ติวเตอร์คลับ” ต่อมาเข้าสู่ธุรกิจขายตรงอาหารเสริม เครื่องสำอาง พอเห็นโอกาสกระแสธุรกิจความงามมาแรง สร้างแบรนด์อาหารเสริม “นิวเวย์” ทั้งคุณเอ็มและคุณบอย ทั้งคู่ต่างมีความตั้งใจที่จะหาเงินส่งตัวเองเรียน ไม่ขอเงินทางบ้าน คุณบอย เล่าว่า ช่วงที่ขายต่างหู ไม่มีทุนอาศัยเอาเสื้อผ้าไปขายเพื่อนำเงินมาลงทุน เจอปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง ช่วงที่เปิดแฟรนไชส์สถาบันกวดวิชาอายุเพียง 18 ปี ใช้เงินเก็บจาก
อดีตพนักงานขายสื่อโฆษณาลาออกมาเป็นออร์แกไนซ์ปรากฏเจอวิกฤตน้ำท่วมธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า เบนเข็มชีวิตมาขายแกงปูใบยี่หราสูตรปักษ์ใต้ในเฟซบุ๊ก สร้างแฟนเพจ “แกงปูใบยี่หร่า คุณยายแมว” ยอดขายดีเกินคาด ล่าสุดต่อยอดกิจการจากแกงสดมาในรูปแบบฉีกซองพร้อมทาน ขายดิบขายดี ส่งซุปเปอร์มาร็เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ คุณอณัฐภิชา หงษ์สิงห์ทอง หรือ คุณบีม เล่าว่า “ก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจ เคยเป็น AE หรือเซลล์ขายสื่อโฆษณาหนังสือพิมพ์และรายการทีวี จนกระทั่งลาออกจากงานประจำ หันมาเปิดบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทออร์แกไนซ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะช่วงปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ทำให้ธุรกิจลำบาก มีหนีสิน หนที่สุดบริษัทยุติลง ธุรกิจขายแกงปูของคุณบีมแจ้งเกิดบนเฟซบุ๊กราวปี 2556 ตอนที่เจ๊งจากบริษัทออร์แกไนซ์ หญิงสาว บอกว่า ในช่วงนั้นไม่รู้จะทำอะไรดี แต่เห็นว่าคุณแม่ทำอาหารอร่อยโดยเฉพาะขนมจีนน้ำยาใต้ สูตรเฉพาะของครอบครัวใส่ใบยี่หร่า ใส่เนื้อปู ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขายขนมจีนออนไลน์ ออร์เดอร์สั่งกันเข้ามาไม่ต่ำกว่า 30 ชุด/วัน ปัจจุบัน ต่อยอดแกงปูใบยี่หร่า คุณยายแมว ไปสู่การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์อีกชื่อว่า Thai smile เพราะเจ้าของสินค้ามองว
หนุ่มวิศวะวัยเพียง 26 ปี ไม่เคยเรียนทำอาหาร แต่ได้แรงบันดาลใจจากลุงที่เป็นเชฟ ผันตัวจากอาชีพวิศวกรมาขายไก่ทอด สร้างแบรนด์ “อังเคิล ทิกเกอร์” (Uncle Tigger’s) คิดสูตรเอง รสชาติกลมกล่อม แป้งบางกรอบ ผ่านการหมักด้วยเครื่องเทศและเครื่องปรุงลับพิเศษถึง 14 ชนิด ใช้เวลาหมักนาน 12 ชั่วโมง ทอดสดๆ ก่อนเสิร์ฟ เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดทุกวัน เมนูซิกเนเจอร์ Chicken & Waffles (ชิกเก้นวอฟเฟิล) ไก่ทอดชิ้นใหญ่กินกับวอฟเฟิล ยังมีไก่ทอดโรยผงหม่าล่าเผ็ดร้อนจัดจ้าน เปิดร้านได้เพียงครึ่งปี ลูกค้าขาประจำเพียบ เล็งขยายสาขาเพิ่ม ประวัติชีวิตคร่าวๆ คุณณัฏฐ์ ไวศยานุวัฒน์ หรือ “ณัฏ” จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิศวกรที่ประเทศสิงคโปร์ 1 ปี ก่อนจะตัดสินใจบินกลับเมืองไทย แล้วร่วมหุ้นกับเพื่อน 4 คน เปิดร้านอาหาร ชูเมนูไก่ทอดฟิวชั่น แป้งบางกรอบ รสชาติกลมกล่อม “หลังจากเรียนจบผมไปทำงานที่สิงคโปร์ ไปพักอยู่บ้านญาติ ผ่านไป 1 ปี เริ่มรู้สึกเบื่อไลฟ์สไตล์งานประจำที่จำเจ แต่ละวันต้องตื่นเช้า ได้กลับบ้านตอนเย็น จึงเริ่มคิดทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เพราะโดยส่วนตัวชอบทำอาหาร” สำหรับที่มาของร้านไก่ทอด นัก
สังเกตไหมคะ ไปไหนก็เจอ ลูกชิ้นแบรนด์นี้ “ลูกชิ้นทิพย์” ซึ่งเป็นเจ้าตลาดลูกชิ้นหมูปิ้ง “เบอร์หนึ่ง”ของบ้านเราอยู่เวลานี้ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 10-15 ตัน ต่อวัน หรือราววันละ 7 แสนไม้ ส่วนยอดขายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่เดือนละ 60-70 ล้านบาท โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ตัวเลขรายรับทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 600 ล้านบาท คุณศราลี พรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พงษ์-ศรา ดิสทิบิวชั่น จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ ลูกชิ้นหมูปิ้ง ตรา “ลูกชิ้นทิพย์” เล่าว่า ปัจจุบันอายุ 56 ปี มีพื้นเพเป็นคนอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อาชีพดั้งเดิมของคุณพ่อ-คุณแม่ คือ ทำไร่อ้อยส่งโรงงานน้ำตาลทราย แต่ตัวเธอเองไม่มีโอกาสช่วยมากนัก เพราะอายุยังน้อย คุณศราลี เคยทำงานมาแล้วสารพัด ทั้งรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า เปิดโต๊ะสนุ๊กฯ ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามตลาดนัด ซึ่งอาชีพหลังนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอพอมีทุน “ลืมตา อ้าปาก”ได้ “ชอบค้าขาย แต่ไม่มีทุนรอนมากมาย อะไรที่พอทำได้ก็ทำไปก่อน เห็นใครทำอะไรดีก็อยากทำบ้าง อย่าง ตอนขายเสื้อผ้า จะไปรับมาจากย่านประตูน้ำหรือสวนจตุจักร ก่อนใส่รถตระเวนไปกับสามีสองคน เปิดแผงขายตามตลาดต่างจังหวัด อย่
