หลักสูตรเรียนฟรี
ยางพารา ยังถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าบางช่วง อาจจะราคาตก หรือซบเซา แต่อย่างไรก็ตาม น้ำยางจากต้นยางพารา ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือนำไปใช้ประกอบการทำถนน หรือกระทั่งการแปรรูปไปสู่การทำเครื่องนอน อย่าง หมอน ที่นอน และแปรรูปไปสู่การทำกระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ประกอบกับในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าการประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการประกอบอาชีพเสริม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน การมองเห็นช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณจตุพล พรหมเทพ วัย 29 ปี วิศวกรหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เพียงมีงานประจำทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอาชีพเสริม เป็นคนขายกระเป๋าจากยางพารา ไอเดียกิ๋บเก๋สุดสร้างสรรค์ ที่มีทั้งรูปสัตว์และผลไม้ ใบไม้นานาชนิด ซึ่งเป็นไอเดียต่อยอดจากคุณลุงวัยเกษียณเป็นผู้ริเริ่ม โดยคุณจตุพล เล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการทำกระเป๋าจากยางพารา มาจากค
กุ้งก้ามกราม โดยธรรมชาติสามารถพบเห็นได้ตามแม่น้ำลำคลอง แทบทุกจังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นกุ้งชนิดนี้ค่อนข้างชุกชุมจับได้ง่ายเพื่อนำมาประกอบอาหารตามครัวเรือน หรืออาจจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านทั่วไปที่ไปจับหา แต่ด้วยสภาพแวดล้อมอย่างในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กุ้งก้ามกรามที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้ปริมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงทำให้ได้เกิดการเลี้ยงเป็นเชิงการค้ามากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งกุ้งก้ามกรามสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งที่ขึ้นชื่อลือชาไปถึงต่างแดน หรือจะเป็นกุ้งเผาที่รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็อร่อยเผ็ดร้อนเข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว จากเมนูอาหารที่กุ้งก้ามกรามสามารถทำได้หลากหลาย จึงเป็นอีกสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ รวมไปถึงทางภาคอีสาน อย่าง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ได้มีการเลี้ยงก
งานฝีมือยังเป็นอะไรที่ขายได้ โดยเฉพาะงานคราฟต์ของไทย ด้วยตัวงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเรื่องราวที่ถูกสืบทอดและสานต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย คุณฟลุค-เขมิกา ชัญโต อายุ 25 ปี สาวสวยผู้หลงใหลในงานฝีมือ เล่าให้ฟังว่า เรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก กศน. ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรี พร้อมทั้งยึดอาชีพขายของออนไลน์ไปพร้อมกัน กระทั่งย้ายกลับบ้านที่จังหวัดยโสธรด้วยความคิดถึง และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการขายงานคราฟต์ผ่านออนไลน์ “ที่บ้านฟลุคทำสินค้าโอท็อปของจังหวัดยโสธรหลายอย่าง เลยอยากจับงานฝีมือมาขายรวมกัน โดยงานคราฟต์ที่ฟลุคเลือกนำมาขายผ่านออนไลน์ เป็นงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงอายุ” คุณฟลุค เล่าย้อนว่า ได้เจอกับกลุ่มผู้สูงอายุจากจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อครั้งไปเดินเที่ยวงานแสดงสินค้างานหนึ่ง “จากเดิมท่านจะทำเป็นพวกของใช้ในครัวเรือน เช่น สุ่มไก่ สุ่มดักปลา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ขายไม่ค่อยดี กระทั่งได้รับคำแนะนำจากวัฒนธรรมจังหวัดว่าให้ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครื่องประดับ จึงเริ่มทำเป็นต้นมา” ซึ่งเครื่องประดับดังกล่าว คือต่างหูสุ่มจิ๋ว และมาลัยข้าวตอกจิ๋ว ที่คุณฟลุ
ทุกวันนี้หาขนมไทยที่อร่อยและเป็นสูตรดั้งเดิมได้ยากมาก ที่มีวางขายทั่วไปก็ทำกันยังไม่ครบเครื่อง หรือไม่ก็นำวัตถุดิบส่วนผสมแบบเทียมๆ มาใช้ คนไทยเองก็ไม่นิยมทำขนมไทยเพราะมีวิธี/ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ละเอียด เลยแห่กันไปทำขนมเค้ก/เบเกอรี่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ความจริงขนมไทยที่อร่อยแล้วมีคุณภาพก็ยังพอหาได้ เพียงแต่ต้องลำบากเดินทางออกไปตามต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านหลายพื้นที่ยังเก็บภูมิปัญญาการทำขนมไทยแบบดั้งเดิมเอาไว้ แถมยังโชคดีที่พวกเขานำวัตถุดิบส่วนผสมที่มีความเป็นธรรมชาติมาใช้ อย่างไรก็ตาม ขนมไทยยังคงเป็นที่ต้องการของสังคมไทยในวาระเทศกาลมงคลต่างๆ คุณวารุณี กีรติวิทยากร หรือ คุณตาล บ้านเลขที่ 39/2 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีอาชีพทำขนมไทยขาย โดยเน้นความละเอียดประณีตบรรจงในวิธีการทำแต่ละขั้นตอน ใส่ใจพิถีพิถัน พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาคุณภาพด้วยการคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้มีรสชาติอร่อย เข้มข้น ปลอดภัย เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกกลุ่มทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง หรือสั่งทำเพื่อใช้ตามงานสำคัญ ในชื่อแบรนด์ “น้ำตาล บ้านขนม” คุณวารุณี กีรติวิทยากร หรือคุณตาลกับสาลี่ปลาคร๊าฟ ค
ปกติจะเคยเห็นแต่ถั่วทอดแผ่นใหญ่ น้ำมันเยิ้ม จะกินแต่ละครั้งก็ร่วงเลอะพื้น วันนี้จะไม่เกิดปัญหาเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะถั่วทอดร้านที่เส้นทางเศรษฐีจะนำเสนอต่อไปนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่ไซซ์ขนาดเล็กพอดีคำ แถมเก็บได้นานถึง 3 เดือน ซึ่งในอนาคตจะสามารถเก็บได้นาน ถึง 6 เดือน และนานสุดถึง 1 ปี เลยทีเดียว ‘ราย็องถั่วทอดแผ่น’ ธุรกิจถั่วทอด โดยคุณศิริพร บัวพุ่ม หรือคุณเกด ซึ่งเปิดกิจการมาได้ 5 ปี ปัจจุบันเป็นหนึ่งแบรนด์เอสเอ็มอีที่ขานรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ จำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ ‘ของดีทั่วไทย’ เส้นทางเศรษฐีจึงสอบถามถึงที่มาของธุรกิจ ได้ความว่า ราย็องถั่วทอดแผ่น เป็นธุรกิจของที่บ้าน ที่จังหวัดระยอง “พี่มองว่าอยากจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ ที่สามารถเป็นของฝากจากจังหวัดระยอง คิดว่าน่าจะมีอะไรนอกเหนือจากผลไม้ ซึ่งขนมถั่วทอดเป็นของโปรดของคุณพ่อ บวกกับพี่กับพี่สาวเองก็อยากหารายได้เสริมด้วยอยู่แล้วจึงช่วยกันทำ” คุณเกด เล่าต่อว่า หลังได้ไอเดีย เริ่มคิดทำให้สินค้าแปลกใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค “พี่มองว่าถั่วทอดแผ่นโบราณจะมีไซซ์ใหญ่ มีปัญหาเรื่องน้ำมัน คนกินจะกลัวอ้วน เพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ กินได้ในคำเ
หลายคนที่อ่านบทความว่าด้วย การสร้างอาชีพเสริมของมนุษย์เงินเดือน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ อยากจะมองหาสักอาชีพหนึ่งที่จะสามารถสร้างรายได้เสริมไปจากเงินเดือนปกติ เอาจริงๆ การทำอาหารประเภทเบเกอรี่ หรือ ขนมอบ ก็เป็นหนึ่งในอาชีพเสริมที่น่าสนใจ ด้วยว่าใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือเวลาว่างวันหยุด ทำอยู่กับบ้านได้ หากติดที่ว่า ทำแล้ว จะไปขายใคร ก็ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า สินค้าเรามีคุณภาพขนาดไหน อร่อยมั้ย วัตถุดิบเป็นอย่างไร ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้หมด ตลาดเริ่มจากคนใกล้ตัว เพื่อน ญาติ เพื่อนร่วมงาน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ฯลฯ รวมทั้งปัจจุบัน มีสื่อโซเชียล พรีออร์เดอร์กันได้สบาย แถมวิธีนี้ยังวางแผนการผลิตได้อีกด้วย ปัจจุบัน มีสินค้าคุณภาพที่ทำการตลาดด้วยการเปิดอบรมอาชีพให้กับผู้สนใจเลย เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงอาชีพนั้นๆ อีกทั้งการันตีได้ว่าจะได้สินค้าออกมาแบบไม่ต้องกังวลว่า คุณใช้วัตถุดิบอะไร อร่อยหรือไม่ มะลิ เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ว่านั้น ปัจจุบันเปิดสอนการทำอาหาร ราคาพิเศษ 599 บาท ก็เรียนได้ ทั้งของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม คุณสุดถนอม กรรณสูต คุณสุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมขนมไทย จำกัด เผยว
บุรีรัมย์ กลายเป็นจังหวัดที่เป็นหมุดหมายของนักกีฬาฟุตบอล และผู้พิสมัยความเร็วในสนามแข่งรถระดับโลก จากในอดีตที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงระดับความยากจนไว้ว่า “บุรีรัมย์ ต้องตำน้ำกิน” ทว่า “บุรีรัมย์” ไม่ได้มีเพียง สนามฟุตบอล สนามช้าง อารีน่า และสนามแข่งรถสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เท่านั้น หากแต่ยังมีภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมากว่า 5 ทศวรรษ คือการทอผ้า เลี้ยงไหม ปลูกหม่อน ที่บ้านนาโพธิ์ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โดย ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ชักชวนผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ไปติดตาม ค้นเคล็ดแห่งความสำเร็จและประสบการณ์ของชาวบ้านนาโพธิ์ ผ่านศูนย์หัตกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ ประคอง ภาสะฐิติ อายุ 75 ปี ประธานศูนย์หัตกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า เธอเริ่มทอผ้าตั้งแต่อายุ 13 ปี “เมื่อ 50 ปีก่อนบ้านนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้ง ไม่มีนา ไม่มีข้าว ไม่มีหม่อน ข้าวสารถังละ 3 บาท ขณะที่ชาวบ้านทอผ้าไหมผืนละ 80 บาท” แต่ความแร้นแค้นเริ่มหมดไปเมื่อปี 2516 ความอัตคัด-ขัดสน ถึงพระเนตรพระกรรณ สมเด็จพระนาง
อดีตข้าราชการครูวัยเกษียณใช้ทักษะและความชำนาญด้านฝีมือช่างและงานศิลป์ที่มีติดตัว รังสรรค์รากไม้ไร้ค่าให้กลายเป็นผลงานสุดทึ่ง ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และประติมากรรม เรียกว่า “จินตนาการจากรากไม้” จำลองเป็นรีสอร์ตสุดเหมือน ฐานชุกชี และประติมากรรมธรรมชาติ ใช้ประดับตกแต่ง ถูกอกถูกใจต่างชาติรุมอุดหนุน สร้างรายได้นับแสนบาทต่อเดือน คุณนิพนธ์ หัสดี ในวัย 78 ปี เท้าความว่า จบ ปวช. ช่างก่อสร้างที่อุเทนถวาย จากนั้นต่อปริญญาตรี วิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ยึดอาชีพครูมายาวนาน 36 ปี ตำแหน่งสุดท้าย คือ อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว กระทั่งปี 2532 ลาออกมาดูแลบุพการี และรับบำนาญเลี้ยงตัวเอง ด้วยความที่คุณนิพนธ์ เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เขา บอกว่า ไม่อยากอยู่ว่างๆ อยากหากิจกรรมที่มีประโยชน์ โดยส่วนตัวชอบงานไม้ เลยอยากสร้างชิ้นงานที่ทำจากไม้ เลยเป็นที่มาของไอเดีย “ผมเกิดไอเดียเพิ่มมูลค่ารากไม้ ให้กลายเป็นผลงานประติมากรรม จากการที่ได้นั่งมองรากไม้ไร้ค่า ที่มีรูปทรงแตกต่างกันไป คิดว่าหากนำมาสร้างบ้าน หรือจำลองเป็นเป็นรีสอรต์ สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไ
อิมเมจเมคเกอร์ (Image Maker) หรือนักสร้างภาพเป็นอาชีพที่น้อยคนจะรู้จักและเข้าใจ สำหรับ ใบพัด อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอแฟงห์ จำกัด ถือเป็นบุคคลหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ในยุคที่ต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมาจนถึงยุคใหม่ที่ใครๆ ก็สามารถนำเสนอตัวตนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ…ไม่มีใครอยากอยู่อย่างไร้ตัวตนและไม่มีใครอยากเป็นคนที่ถูกลืมเลือน การสร้างภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่และก็ไม่ได้ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรก มนุษย์คุ้นเคยกับภาพลักษณ์มาตั้งแต่เริ่มรู้จักการเข้าสังคม เราใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง เราสนใจว่าตัวเราจะเป็นคนแบบไหน ในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน เราห่วงว่าวันนี้เราจะเป็นคนที่ดีหรือยัง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของอิมเมจเมคเกอร์ เสน่ห์ของงาน สีสันของการใช้ชีวิต การเดินทางผ่านช่วงเวลาทำให้ได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญและอะไรเป็นสิ่งที่ควรจะต้องกำจัดทิ้ง ตลอดชีวิตการทำงาน “ใบพัด อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร” ได้สั่งสมประสบการณ์ทางด้านภาพลักษณ์ เรียนรู้ เข้าใจ และผ่าฟันอุป
คุณเอก-สามารถ ศรีสังข์บุญ อายุ 49 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประกอบธุรกิจในสายงานด้านอุตสาหกรรม รวมถึงรับบริการงานพิมพ์บนภาชนะ บรรจุภัณฑ์ ในย่านแห่งหนึ่งในเมืองหลวง เมื่อเห็นว่าการแข่งขันสูงขึ้น จึงย้ายฐานมาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีแหล่งอุตสาหกรรมมากมาย ธุรกิจเจริญเติบโตไปตามลำดับ พอเข้าปี 2554 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอยุธยา “ผมกับหุ้นส่วนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ใช้เงินจำนวนมากในการต่อสู้จนแก้ปัญหาน้ำไว้ได้ แต่โครงสร้าง และเครือข่ายธุรกิจเสียหาย การฝืนตัวเองในสายอาชีพจึงทำได้ยาก” คุณเอก เล่าต่อ จากนั้นมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกัน ถึงการทำงานหลังจากนี้ ได้รับคำตอบว่าจะทำเกี่ยวกับอาหาร ทำอะไรก็ได้ที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ “เขายกตัวอย่างปลาหมึกหนึ่งตัว กับปลาหมึกตามตลาดนัด ราคานั้นต่างกันมากทั้งๆ ที่คุณภาพ และขนาดเท่ากัน ของแบบนี้มันอยู่ที่การดีไซน์ และการสร้างแบรนด์สินค้า” หลังจากได้ฟังความคิดของนักธุรกิจญี่ปุ่น คุณเอกกลับมาคิดตาม กระทั่งมีเพื่อนฝากซื้อไก่ทอดเจ้าประจำ ชื่อร้าน ไก่ตุ๊ก “ผมไปนั่งรอซื้อช่วงเช้า เห็นเพื่อนขายดีมาก ไม่ได้หยุด ลูกค้ามาซื้อต่อเนื่อง
