Exclusive
เมื่อเจ็ดสิบปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักสบู่หอม และนิยมใช้ “สบู่กรด”เพื่ออาบน้ำล้างตัวและซักผ้าในก้อนเดียวกัน จนเมื่อ พ.ศ. 2490 นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า “วอลเตอร์ เลโอ ไมเยอร์” ผู้จัดการ บริษัท เบอร์รี่ยุคเกอร์ แอนด์ โก ในประเทศไทย เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและคุณค่าของดอกไม้พื้นเมือง จึงตัดสินใจทำ “สบู่หอม”ออกมาขายเป็นเจ้าแรก ส่วนแรงบันดาลใจ ในการตั้งชื่อตราสินค้านั้น มาจากสีสันสวยงามของนกชนิดหนึ่งในป่าของบ้านเราเลยใช้ชื่อแบรนด์สบู่หอมยุคบุกเบิก ยี่ห้อแรกของไทยนี้ ว่า “นกแก้ว” ซึ่งการผลิตสมัยนั้น ทำกันในโรงงานเล็กๆเป็นห้องแถวย่านกล้วยน้ำไท มีพนักงานไม่ถึง 20 คนระหว่างขั้นตอนการกวนเนื้อสบู่ กลิ่นน้ำหอมจากดอกไม้ไทยนานาพันธุ์ มักฟุ้งกระจายไปทั่วคุ้ง ทำให้ชาวบ้านมามุงดูกันเป็นจำนวนมาก และด้วยเอกลักษณ์ของกลิ่น เนื้อสบู่ที่แข็งไม่ละลายง่าย และ เปิดราคาขายระดับชาวบ้านทำให้ “นกแก้ว”เป็นที่นิยมแพร่หลายได้ไม่ยาก ภายในเวลาอันรวดเร็ว ขึ้นแท่นเป็นรายเดียวในตลาดได้ไม่นาน การแข่งขันทางธุรกิจก็เริ่มต้นขึ้น คู่แข่งหลายรายพากันนำเข้าสบู่ แบรนด์นอกเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ขณะเดียว
ผู้สื่อข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” รายงานบรรยากาศจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วัดใหญ่” สถานที่สำคัญของชาวพุทธ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก “วัดใหญ่” แห่งนี้ เป็นวัดที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” ซึ่งนับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปงดงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง ปัจจุบันวัดใหญ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งของคนไทยและต่างชาติ วันหนึ่งๆ มีผู้คนพากันไปกราบสักการะพระพุทธชินราช และเยี่ยมชมวัดกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้ประกอบการสินค้านานาชนิด มารวมตัวกันอย่างคึกคัก กระทั่งทัศนียภาพโดยรอบวิหารอาจไม่เป็นระเบียบสวยงามไปบ้าง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางคณะกรรมการวัดฯ จึงเห็นชอบให้มีการจัดระเบียบแผงค้ากันใหม่ โดยใช้งบฯ ลงทุนก่อสร้างอาคารหลังใหม่ไว้ด้านหลังวัด จากนั้นจึงแจ้งให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย ขึ้นไปตั้งแผงค้าของตัวเองบนอาคารดังกล่าวได้ แต่อาจเป็นเพราะหลายคนยังไม่ทราบหรืออาจไม่เคยชิน จึงไม่ค่อยพากันเดินไปซื้อหาสินค้าบนอาคารดังกล่าว เดือดร้อนถึงคนขายของหลายราย ที่ขายของไม่ค่อยได้ เพราะลูกค้าเดินมาไม่ถึง
“ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก” คติประจำใจของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง คุณบุญเฮือง ลิดดัง หรือคุณแครอล นักธุรกิจสาว ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่มบริษัท ดาวเฮืองกรุ๊ป จำกัด ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ ภายใต้แบรนด์ “ดาวคอฟฟี่” บอกถึงแรงบันดาลใจที่มาจากคุณหมอฮาว ลิดดัง ซึ่งเป็นคุณพ่อของเธอ “หากเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่ตั้งใจตั้งแต่แรก งานนั้นๆ ก็จะล้มเหลว ดังนั้น ทางเลือกของเราคือ เลือกที่จะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำ ถ้าเราตั้งใจทำ ถึงแม้มันจะไม่เกิดผลในตอนแรก แต่ถ้าตั้งใจ เราจะทำมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเป้าหมาย ฉะนั้น ทุกอย่างมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราว่าจะสู้หรือจะไม่สู้ ถ้าเราเลือกว่าเราตั้งใจที่จะทำ ความล้มเหลวก็ไม่ใช่ทางเลือกของเราอีกต่อไป” คุณบุญเฮือง บอกว่า “คนไทยยังบริโภคกาแฟอยู่ในระดับน้อยกว่าคนลาว คือ ประเทศไทยมีการบริโภคกาแฟอยู่ที่ 1.07 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ประเทศลาวอยู่ที่ระดับ 1.5 กิโลกรัม/คน/ปี หรือ ข้อมูลสำรวจอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยของคนไทย อยู่ที่ 200 แก้ว/คน/ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่นิยมการบริโภคกาแฟ เช่น นอร์เวย์ 1 พันแก้ว/คน/ปี และญี่ปุ่น 400 แก้ว
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
คุณคงยศ มะโนน้อม เจ้าของกิจการซาลอน “แฮร์อินเทรนด์” ตั้งอยู่ในซอยอ่อนนุช 46 กรุงเทพฯ กิจการแห่งนี้ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนหลายแขนง ให้เป็น “ซาลอนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” นอกจากจะดำเนินธุรกิจตามปกติทั่วไปแล้ว กิจการแห่งนี้ ยังมีจิตใจเป็นกุศล ทำวิกจากผมจริง ไปบริจาคให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบหนึ่งปีวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คุณคงยศ และทีมงาน ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ และเดินตามรอยพระบาท สานต่อที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนโดยแท้จริง ด้วยการนำวิกไปบริจาคให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยมีการเข้าไปตัดแต่งให้ถึงเตียงผู้ป่วย “ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมมีพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเลือกที่จะช่วยคนที่มีความทุกข์ที่สุดก่อนเสมอ เพื่อให้ลุกขึ้นมาสู้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองได้ ผมจึงเลือกทำงานที่สามารถช่วยเหลือคนมีความทุกข์ได้ เพื่อขอตามรอยพระองค์ท่านตลอดไป” คุณคงยศ กล่าว
คุณวีระยุทธ ทองโชติ อายุ 38 ปี คือ เจ้าของเพจ “รักคนปั่น” จิตอาสารับถ่ายรูปฟรี ให้กับประชาชนที่เดินทางมายังท้องสนามหลวง ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนกระทั่งถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งที่ผ่านมา ตัวเขาได้ทำงานจิตอาสาถ่ายรูปให้ผู้คนนับหมื่น กระทั่งได้รับเสียงชื่นชมตามมาไม่น้อย เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณวีระยุทธ ให้ความเห็นว่า ขอบคุณสำหรับคำชื่นชม แต่ตนไม่รู้สึกยินดีอะไรกับคำชมเหล่านั้นมากนัก เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มีคนที่มาทำงานจิตอาสา เสียสละเหมือนเขา และมากกว่าเขาอีกเป็นจำนวนมาก หลายคนมาเก็บขยะโดยไม่รังเกียจ หลายคนนำข้าวของ อาหาร-น้ำดื่มมาแจก แบบไม่ต้องการค่าตอบแทน และอีกหลายคนมาให้บริการรับส่งคน ตัดผม นวด ถ่ายรูป ย้อมผ้า และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คุณวีระยุทธ บอกต่อ นอกจากจิตอาสาเหล่านี้แล้ว เจ้าหน้าที่รอบบริเวณพระราชวัง-สนามหลวง ก็ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะตำรวจ ทหาร แพทย์ พยาบาล ไม่เว้นแต่พนักงานของแต่ละสำนักงานเขต ที่ทำหน้าที่เก็บขยะ ดูแลความเรียบร้อย ในส่วนของหมอและพยาบาลของแต่ละหน่วย
ใกล้ถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เข้ามาทุกขณะ ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ต่างพากันรวมตัวรวมใจจัดกิจกรรมสำคัญกันสุดกำลัง และหนึ่งตัวอย่าง ภาพแห่งพลังแห่งความจงรักภักดีครั้งนี้ ส่งมาจาก “เกาะเต่า” ตำบลเล็กๆ กลางทะเลอ่าวไทย ที่ขึ้นอยู่ในเขตปกครอง ของอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ “ทุกคนอยากเดินทางไปร่วมพระราชพิธีสำคัญที่ท้องสนามหลวง เพื่อร่วมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยให้ใกล้ชิดที่สุด แต่ด้วยกำลังและข้อจำกัดหลายประการคงทำไม่ได้ พวกเราเลยมาช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกันได้บ้างในวันสำคัญนี้” คุณชไมพร เสาวลักษณ์ ตัวแทนชุมชนเกาะเต่า เกริ่นมาอย่างนั้น ก่อนบอกต่อ หลังจากที่หลายฝ่ายหารือกัน เบื้องต้นทุกคนรู้สึกซาบซึ้งกับคำที่ว่า “กราบถวายบังคม เสด็จสู่สวรรคาลัย” ของบทเพลง “รักพ่อ…ไม่มีวันพอเพียง” ที่สร้างสรรค์โดยค่ายอาร์เอส จึงทำการติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของค่ายเพลงดังกล่าว กระทั่งได้รับการอนุมัติด้วยวาจามาว่า หากไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ สามารถนำไปใช้ขับร้องกันได้เลย เมื่อได้ร
อาหารของชาวจีนที่นำมาแปรรูปมีอยู่มากมาย ผักแคะอบสมุนไพรตากแห้ง ก็เป็นอีกชนิด ที่มีขั้นตอนการทำอย่างละเมียดละไม ใช้เวลานาน แต่เมื่อนำมาปรุงอาหารก็คุ้มค่าแก่การรอคอย และการทุ่มสรรพกำลังลงไป ด้วยรสชาติอร่อย และเก็บไว้ได้นาน ผักแคะ ที่ว่านี้ คือ ผักกาดเขียวดองตากแห้ง ภาษาจีึนเรียกว่า หั่มช้อยกอน (วิกิพีเดีย) ฮั่มช่อยก๊อน หรือ ไช่กัว คุณองุ่น คุณากรประพันธ์ อายุ 64 ปี เจ้าของสินค้าอาหารจีนแปรรูป “ผักแคะ” เปิดเผย กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า ผักแคะที่เธอทำจำหน่ายอยู่นี้ เป็นสูตรโบราณ ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น รวมแล้ว 5 รุ่น ในเวลาที่นับได้ไม่ต่ำกว่า 100 ปี แต่คาดว่า อาหารเมนูนี้เก่าแก่กว่านั้นขึ้นไปอีกหลายปี คุณองุ่น เผยว่า ที่เรียกว่า ผักแคะ เพราะเป็นสูตรดั้งเดิมของชาวจีนแคะ เป็นผักกาด ที่นำมาทำผักกาดดอง แต่เพิ่มขั้นตอนไปอีกหลายประการ ตั้งแต่ เก็บมาจากไร่เมื่ออายุผักครบ 45 วัน จากนั้น นำมานวดเกลือ หมักไว้ 2 วัน นำมาตากแดดให้แห้ง แล้วนวดสมุนไพร บ่มเอาไว้อีก 6 เดือน ผักสด 11.5 กก. จะเหลือผักแคะแค่ 1 กก.เท่านั้น เมื่อจะนำมาปรุงอาหาร ก็แค่นำไปล้าง 2-3 น้ำ แล้วหั่น ป
ค่ำคืนก่อนที่สำนักพระราชวัง จะประกาศปิดสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ระหว่างวันที่ 24-29 ตุลาคม เพื่อเตรียมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นั้น ผู้สื่อข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” รายงานบรรยากาศโดยรอบท้องสนามหลวง ปรากฏยังมีประชาชนทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแต่คนชราและผู้พิการ พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ พากันเดินทางมายังบริเวณจุดคัดกรองด้านริมคลองหลอด ข้างตึกกระทรวงกลาโหม และจุดคัดกรองบริเวณท่าช้าง เพื่อต่อคิวเข้าไปถวายพวงมาลัยและดอกไม้สดเพื่อสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง หลังจากได้ถวายพวงมาลัย ดอกไม้สด บนพานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์แล้ว ผู้คนจำนวนมากยังพากันไปก้มกราบ เฝ้ามอง และบันทึกภาพพระเมรุมาศ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมแล้วสำหรับพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ และท่ามกลางความมืดริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ในค่ำคืนนั้น สิ่งที่หลายคนพบ นอกจากภาพของผู้คนที่ต่างเดินทางมาด้วยจุดหมายเดียวกัน คือ ถวายอาลัยต่อพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่เทิดทูนยิ่งแล้ว ยังอาจได้ยินเสียงสะอื้นไห
คนเราเกิดมา โชคชะตาคงกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน หลายท่านร่างกายอาจไม่ครบเหมือนคนส่วนใหญ่ ตั้งแต่กำเนิดหรือมาเกิดเหตุไม่คาดคิดเอาเมื่อโตแล้ว แต่ไม่ว่าจะมีสภาพอย่างไร ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป และถ้าเวลานี้ มีใครกำลังท้อแท้ รู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ขอให้ลองใช้เวลาไม่นาน อ่านเรื่องราวนับจากนี้ดูสักนิด แล้วท่านอาจเปลี่ยนความคิด ก่อนจะ “พลิกขึ้นสู้” อีกครั้ง เหมือนกับ “พวกเขา” ก็เป็นได้ คุณสุวิสา ภูริทัต อายุ 53 ปี คนต้นเรื่องครั้งนี้ เปิดร้าน “นวดศิษย์คอลฟิลด์” ภายใต้การดูแลของสมาคมผู้พิการทางตา บางใหญ่ นนทบุรี ขนาด 1 คูหาติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ตั้งอยู่ในย่านหมู่บ้านพระปิ่น 3 ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันรับราชการและมีร้านนวดแห่งนี้อยู่ในความดูแลโดยธุรกิจนวดนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจาการที่ คุณเรย์-ชาญยุทธ์ หนูพันธ์ อายุ 31 ปี น้องชายคนเล็กของเธอ มีเหตุอันต้องทำให้กลายเป็นคนตาบอด เมื่อตอนอายุได้ 26 ปี หลังจากที่พาไปเข้ารับการฝึกทักษะหลังจากการมองไม่เห็น จากทางโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ทำให้ทราบว่าผู้พิการทางสายตาหลายคน พากันไปฝึกวิชานวดและวิชาหมอดู จาก มูลนิธิคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอ
