กทม.
วันที่ 5 พฤศจิกายน นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขของกรุงเทพฯ โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งโครงการ “Bangkok, City for Better Health” ระหว่างกรุงเทพมหานคร สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย และบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) การลงนามในครั้งนี้จัดขึ้นที่สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก พร้อมกับการเปิดตัว “หลักสูตรอย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ซึ่งเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ของโครงการ ในประเทศไทย โรคอ้วนถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ โดยมีประชากรมากกว่าร้อยละ 40 ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน[i] ตัวเลขนี้ยิ่งสูงขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีอัตราความชุกของโรคอ้วนอยู่ที่ราวร้อยละ 58[ii] โรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมตาบอลิก อาทิ เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ที่เป็นโรคอ้วนประสบกับภาวะเรื้อรังเหล่านี้[iii],[iv] โครงการ Cities for Better Health (“CBH”) ของโนโว นอร์ดิสค์ เป็นหนึ่งในความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ รวมทั
กรุงเทพมหานคร โดยสำนักพัฒนาสังคม เผยผลการนำผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานครในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด บางกอกไอดี ของดี มีดี ที่กรุงเทพฯ เข้าร่วม 2 งานมหกรรมสินค้าระดับสากล ได้แก่ The International Exhibition for Hotel, Restaurant, Café and Services และ Thailand Local SDGs Plus 2025 จากกระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจจากการจำหน่ายสินค้าและการเจรจาธุรกิจได้กว่า 500 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานครของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มั่นใจสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างแน่นอน นางสาวกาญจนา ภูพิพัฒน์ผล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม เปิดเผยว่า “กรุงเทพมหานคร เปิดตลาดให้ผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานครด้วยการไปร่วมจัดแสดงในงาน The International Exhibition for Hotel, Restaurant, Café and Services งานแสดงสินค้าด้านโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และการบริการ และ Thailand Local SDGs Plus 2025 งานแสดงสินค้ารักษ์โลก จากกระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเพิ่งจบไปเมื่อไม่นานนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เกิด
กรุงเทพมหานคร โดยสำนักพัฒนาสังคม เตรียมเปิดตัวโครงการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานครสู่สากล ภายใต้แนวคิด “บางกอกไอดี ของดี มีดี ที่กรุงเทพฯ” ที่สะท้อนเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ผ่านผลิตภัณฑ์กรุงเทพมหานคร พร้อมขับเคลื่อนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมผู้ประกอบการกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ พัฒนาสินค้า เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและเข้าถึงตลาดระดับประเทศและระดับสากล “บางกอกไอดี ของดี มีดี ที่กรุงเทพฯ” จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจครัวเรือน และ SMEs ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การอบรมทักษะและ Design Thinking สำหรับผู้ประกอบการใน 6 กลุ่มเขตของกรุงเทพมหานคร รวม 600 คน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า สร้างนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ พัฒนาแนวคิดการตลาด และเรียนรู้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางธุรกิจในยุคดิจิทัล กิจกรรมที่ 2 การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการผ่าน
สปอนเซอร์ จับมือ กทม. ต่อยอดแคมเปญ ‘สปอนเซอร์ สดชื่น สู้ร้อน’ ไปต่อทุกกิจกรรม แจกเครื่องดื่ม พร้อมเดินหน้าให้ความรู้คนไทยสู้ภัยร้อน ก่อนส่งต่อความสดชื่น 4 ภาคทั่วประเทศ กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “สปอนเซอร์” เครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์อันดับ 1 ในไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ส่งแคมเปญ ‘สปอนเซอร์ สดชื่น สู้ร้อน’ ไปต่อทุกกิจกรรม รณรงค์ให้คนไทยดูแลสุขภาพในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความร้อนที่มีต่อสุขภาพควบคู่ไปกับการกระจายความสดชื่นแจกเครื่องดื่มสปอนเซอร์ผ่านคาราวานสู้ร้อน 4 ภาค ตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2568 นายวรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดสปอร์ตดริงก์ของไทย สปอนเซอร์มุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย ด้วยการผสานกลยุทธ์การตลาดเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคม จัดแคมเปญ ‘สปอนเซอร์ สดชื่น สู้ร้อน’ ไปต่อทุกกิจกรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมุ่งมั่นส่งมอบความสดชื่นควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของ
LINE MAN Wongnai ผนึก กทม. เดินหน้าโครงการ “ร้านนี้ ไม่เทรวม” สนับสนุนงบ-ดึงร้านในแพลตฟอร์มร่วมเปลี่ยนเมือง LINE MAN Wongnai ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์และข้อมูลร้านอาหารของไทย จับมือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เผยความสำเร็จร้านอาหารกว่า 600 ร้านเข้าร่วมโครงการ “ร้านนี้ ไม่เทรวม” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการแยกขยะอินทรีย์จากต้นทาง โดยมุ่งลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะและส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายโครงการ ‘ร้านนี้ ไม่เทรวม’ สู่เฟสที่ 2 พร้อมสนับสนุน กทม. มอบผ้ากันเปื้อนและสติกเกอร์โครงการ “ร้านนี้ ไม่เทรวม” มูลค่า 850,000 บาท เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการมีส่วนร่วมในแนวทางการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยมี คุณพิชญาภา พฤตธนานนท์ รองประธานฝ่ายธุรกิจร้านอาหาร LINE MAN Wongnai, ดร.มาลียา โชติสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai และ คุณพงศ์วิชญ์ คงเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้มอบให้แก่ คุณพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ในงานแถลงข่าว โค
TikTok จับมือ กทม. ร่วมสนับสนุนโครงการ BKK Food Bank สร้างสรรค์พลังบวก เผย “คอนเทนต์สร้างสรรค์” TikTok แพลตฟอร์มเอนเตอร์เทนเมนต์สำหรับทุกคน สานต่อความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ด้วยการดึงพลัง TikTok Top Creator และคอมมูนิตี้บนแพลตฟอร์มมาร่วมสนับสนุนต่อยอดโครงการ “BKK Food Bank” หรือ “ธนาคารอาหารกรุงเทพมหานคร” เพื่อมุ่งขยายการเข้าถึง สร้างการตระหนักรู้และนำพาสังคมไทยเดินหน้าไปสู่สังคมแห่งการเกื้อหนุนที่ยั่งยืน ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการฯ นี้ได้ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นจากการจัดการอาหารและสิ่งของส่วนเกินอย่างมีคุณภาพ โดยความร่วมมือนี้ กทม. และ TikTok คาดหวังว่าข้อมูลข่าวสารจะได้รับการถ่ายทอดในประเทศไทยด้วยคอนเทนต์คุณภาพ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการ BKK Food Bank ตั้งแต่ปี 2565 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างสังคมที่ยั่งยืน ขยายการรับรู้เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในสังคม ศักยภาพและพลังคอ
เปิดเกณฑ์ใหม่! ผู้ค้า “หาบเร่-แผงลอย” ใน กทม. ต้องเป็นคนไทย-มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายได้ไม่เกิน 300,000 บาท/ปี เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขาย หรือจำหน่ายสินค้าบนถนนหรือสถานสาธารณะ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดพื้นที่ทำการค้า ดังนี้ ถนนที่มีช่องทางจราจรตั้งแต่ 3 ช่องทางจราจรขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถทางเดียวหรือสวนทาง เมื่อจัดวางแผงค้าแล้วต้องมีที่ว่างให้ประชาชนสัญจรได้ไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยให้สำนักงานเขตทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของการเป็นพื้นที่ทำการค้าทุก 2 ปี ส่วนถนนที่มีช่องทางจราจรน้อยกว่า 3 ช่องทางจราจร ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถทางเดียวหรือสวนทาง เมื่อจัดวางแผงค้าแล้วต้องมีที่ว่างให้ประชาชนสัญจรได้ไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร โดยให้เขตทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของการเป็นพื้นที่ทำการค้าทุก 1 ปี แผงค้าต้องมีขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตร โดยมีความลึกของแผงค้าต้องไม่เกิน 1.5 เมตร ให้จัดวาง
LINE MAN พาพาร์ตเนอร์คนขับกว่า 700 คน เข้าตรวจสุขภาพฟรี ในงานมหกรรมตรวจสุขภาพไรเดอร์ โดย กทม. และ สสส. LINE MAN นำโดย คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ พาพาร์ตเนอร์คนขับ ทั้งผู้ขับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และรถแท็กซี่ กว่า 700 คน เข้าตรวจสุขภาพฟรีในงานมหกรรมตรวจสุขภาพไรเดอร์ ภายใต้นโยบายตรวจสุขภาพฟรี 1 ล้านคน ซึ่งจัดขึ้นโดยกรุงเทพมหานครและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ พาร์ตเนอร์คนขับ LINE MAN กว่า 700 คนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าจะได้รับบริการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น การวัดความดันโลหิต การเอกซเรย์ปอด การตรวจคัดกรองสุขภาพจิต และการตรวจสายตา เพื่อให้ไรเดอร์และพาร์ตเนอร์คนขับทุกคนสามารถทราบสถานะสุขภาพของตนเองและได้รับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม นอกจากนี้ ไรเดอร์และพาร์ตเนอร์คนขับยังสามารถพาครอบครัวเข้ารับบริการตรวจสุขภาพฟรีได้อีกด้วย โดยมี ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ร่วมในพิธีเปิดโครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให
ดราม่าข้ามคืน! กทม. ปรับโฉมใหม่ เปลี่ยนป้ายชื่อเมือง “เปลือง” หรือ “จำเป็น” กรุงเทพมหานคร เริ่มเปลี่ยนป้ายชื่อเมือง และคงทยอยเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ต้องมีตรา มีสัญลักษณ์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง หนีไม่พ้นสำหรับคนไทยคือ ดราม่า ที่ตามมา บ้างก็ว่าของเดิมดีกว่า บ้างก็ว่าสิ้นเปลือง ฯลฯ ขณะที่ กทม. ออกมาแจงว่า ต้องการสร้างอัตลักษณ์เมืองให้เทียบเท่าสากล ที่หลายเมืองใหญ่ในโลกเขาก็ทำกัน สรุปแล้ว การสร้างอัตลักษณ์ของเมือง “เปลือง” หรือ “จำเป็น” สำหรับผม “จำเป็น” อย่างยิ่งครับ ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนนะครับ ว่าผมมองด้วยมุมมองทางการตลาด เมืองกทม. ก็คือ “องค์กร” แห่งหนึ่ง แม้จะไม่ได้ทำธุรกิจโดยตรง แต่องค์กรเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย และแน่นอนที่สุด ต้องการมีภาพลักษณ์บางอย่างในใจผู้คน ไม่ต่างกับองค์กรธุรกิจครับ ต้องการภาพลักษณ์บางอย่างในใจผู้คน ดังนั้น ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ C.I. ที่มาจากคำเต็มว่า Corporate Identity แปลตรงตัวเลยครับว่าเป็นเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร เมื่อองค์กรใด มีเอกลักษณ์โดดเด่นชัดเจน สามารถแสดงให้ผู้คนรับรู้ได้ต่อเนื่อง ในที่สุดความเป็นอัตลักษณ์ หรือเรียกว่า “ความเป็นตัวตน” ก็จะบังเ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือ กรุงเทพมหานคร และ ออร์กานอน เปิดโครงการ “รักตัวอย่ากลัวฝัง” ป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในสังคมไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวโครงการ “รักตัวอย่ากลัวฝัง” ร่วมป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในสังคมไทย ปรับความคิดค่านิยมเกี่ยวกับการฝังยาคุมกำเนิดคือการรักตัวเองและมีความรับผิดชอบ โดยรัฐจัดให้มีบริการคุมกำเนิดให้กับผู้หญิงไทย ฟรี ณ สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น โดยมี ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นพ.สุนทร สุนทรชาติ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และ มร.คุง คาเรล เคราท์บ๊อช กรรมการผู้จัดการบริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าว ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในสังคมไทยปัจจุบัน เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเน
