กัมพูชา
การเจรจาปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานในกัมพูชา ซึ่งลากยาวมา 3 เดือน จากที่มีข้อเสนอค่าจ้างถึง 3 อัตราด้วยกัน คือ 147 ดอลลาร์ 153 ดอลลาร์ และ 171 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพแรงงานแสดงจุดยืนเพื่อเรียกร้องค่าแรงอย่างเป็นธรรมกับรัฐบาล โดยระบุว่าการปรับเพิ่มค่าแรงควรสอดคล้องกับการถูกยกระดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ ในที่สุดกระทรวงแรงงาน สหภาพแรงงาน และสภาที่ปรึกษาแรงงาน (LAC) ได้บรรลุการเจรจาเรื่องการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานแล้ว พนมเปญ โพสต์รายงานว่า อัตราค่าจ้างแรงงานเดิมอยู่ที่ 140 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ล่าสุดผลการหารือตัวแทนทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 148 ดอลลาร์ โดยที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอีก 5 ดอลลาร์ รวมเป็น 153 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 5,300 บาท) โดยการปรับเพิ่มค่าจ้างจะนำร่องที่อุตสาหกรรมผลิตรองเท้าและเครื่องนุ่งห่มก่อน และจะมีผลตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมการผลิตทั้งสองถือเป็นภาคที่สร้างงานให้แก่ประชาชนถึง 600,000 ตำแหน่ง และทำรายได้เข้าประเทศราว 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ถึงแม้ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมภาคธุรกิจ ทั้งสินค้าเกษตร
ไทยไฟเขียวนำเข้า “มะม่วงแก้วขมิ้น” กัมพูชา หวังป้อนโรงงานแปรรูปแช่แข็งส่งออก-บริโภคผลสดในประเทศพุ่งเท่าตัว ด้านผู้นำเข้าชายแดนฝั่งเมืองจันท์-ตราด-สระแก้ว-สุรินทร์ สบช่องเร่งปรับตัวจดทะเบียน สร้างโรงพักคัดแยกสินค้า จ่อนำเข้าให้ทันรับฤดูกาลผลิตตุลาคมนี้ หวั่นทำใบรับรองสุขอนามัยพืช-ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าฝั่งกัมพูชาไม่พร้อม เผยนายหน้าหัวใสโขกค่าดำเนินการสูงเฉียด 3 หมื่นบาท/วัน ไทยอนุญาตนำเข้ามะม่วงกัมพูชา นายสุทัศน์ แก้วสะอาด หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลมะม่วงสดจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2559 อนุญาตให้นำมะม่วงสดหรือมะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาได้ภายใต้การดูแลของกรมวิชาการเกษตรของไทย และองค์กรอารักขาพืช (NPPO) ของกัมพูชา ประกาศฉบับนี้ทำให้สามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากประเทศกัมพูชาได้ทุกช่องทางชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชาทั้ง4จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข
วันที่ 27 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานถึง บรรยากาศช่วงวัน “แซนโฎนตา” หรือ “สารทเขมร” พบว่าประชาชนชาว จ.สุรินทร์ เชื้อสายเขมร ต่างออกมาเดินจับจ่ายซื้อข้าวของกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ สภาพการจราจรคับคั่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวันจับจ่ายซื้อของสำหรับเซ่นไหว้ โดยเฉพาะชาวสุรินทร์ เชื้อสายเขมร ที่เดินทางไปทำงานต่างถิ่นทั่วประเทศ และต่างประเทศ จะเดินทางกลับบ้าน และจับจ่ายซื้อ กระยาสารท ขนมนางเล็ด ขนมเทียน ข้าวต้มมัด ทั้งไส้กล้วย และไส้หมู เพื่อเป็นของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ทำให้เงินสะพัดเป็นอย่างมาก คุณยายนิด สมพลจิตร อายุ 63 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.สำโรง อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า มาซื้อของสำหรับแซนโฎนตา ขนม นมเนย และผลไม้แทบทุกอย่าง ไก่ หมู และอื่นๆอีกมากมาย ที่ขาดไม่ได้คือ กระยาสารท นางเล็ด เพื่อเป็นของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ตนเตรียมเงินมาจับจ่ายประมาณ 4,000-5,000 บาท ซื้อข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า เอาไปห่อข้าวต้มกล้วย ทำเป็นประจำทุกๆปี ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนสุรินทร์ เชื้อสายเขมร ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ปีนี้ พิธีแซนโฎนตา ตรงกับวันที่ 30 ก.ย. 59 ส่วนวันที่ 28
