ขายข้าว
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ สภาพนักงานมหาวิทยาลัย มธ. จัดกิจกรรมการเปิดพื้นที่นำร่องให้ชาวนาเครือข่ายขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภคโดยในระยะแรกจะมีเครือข่ายชาวนาจากจังหวัดปทุมธานี สุพรรณบุรี และลพบุรี นำข้าวมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคเป็นจำนวนกว่า 2 ตัน ทั้งนี้ ภายในยังมีการนำเสนอมุมมองจากนักวิชาการด้านการบริหารธุรกิจ โดยแนะทุกภาคส่วนช่วยกันแก้ไขสภาวะราคาข้าวตกต่ำรวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้และหลักการบริหารจัดการ โดย “ภาคเกษตรกร” ควรรวมตัวเป็นเครือข่ายหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและสร้างโอกาสทางการแข่งขัน “ภาครัฐบาล” ควรเข้ามามีบทบาทในการผลักดันการจัดตั้งโรงสีข้าวภายในชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการขจัดการเกิดปัญหาเกษตรกรถูกโรงสีข้าวกดราคา “ภาคการศึกษา” ควรเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมพัฒนาสินค้าของเกษตรกรและชาวนาไทย และ “ภาคประชาชน” ควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนในการซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวโดยตรงจากชาวนาไทย ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีเครือข่าย
จากกรณีปัญหาราคาข้าวตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ 5-6 บาท ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานและหลายองค์กร ออกมาช่วยกันแชร์แนวคิดการขายข้าว ช่วยชาวนา ในโลกโซลเซียลกันอย่างแพร่หลาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.เพจเฟซบุ๊ก “มีที่กินที่เที่ยวบอกด้วย อุบลราชธานี” ได้เผยแพร่และภาพหญิงสูงวัย ถือป้ายราคา”ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว ข้าวหอมมะลิ กก.ละ 20 บาท ใส่ถุงวางขายบริเวณข้างถนน สำหรับข้อความที่เพจดังกล่าวระบุ ว่า #ชาวนาจัดหนักขนข้าวหอมมะลิเข้าเมืองขายกิโลกรัมละ20บาท หน้าโรงพยาบาลฯ สี่เเยกสถานีตำรวจอุบลฯ #ช่วยชาวนากันเถอะครับ” ซึ่งมีประชาชนและตำรวจต่างช่วยกันซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรูปภาพและข้อความดังกล่าว เผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟชบุ๊ก เข้ามาแสดงความเห็นให้กำลังใจและเชิญชวนไปอุดหนุน ทังนี้หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ข้อภาพ และภาพออกไป ได้มีชาวโลกออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยเชิญชวนให้ประชาชนที่ผ่านไปมาช่วยกันซื้อ และบางรายบอกว่า ราคาถูกเกินไป ที่มา มติชนออนไลน์
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. น.ส.ศรุดา พรหมวิเศษ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/11 ถนนราชบำรุง ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี อาชีพธุรกิจส่วนตัว สั่งซื้อข้าวหอมมะลิ โดยตรงจากชาวนาใน จ.อุดรธานี ในราคากิโลกรัมละ 30 บาทเพื่อนำมาตรงเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่า น.ส.ศรุดา กล่าวว่า ตนทำธุรกิจส่วนตัวมีทั้งหน้าร้านและขายตามสื่อออนไลน์ทั่วไป ที่ได้คิดส่งข้าวจากชาวนามาขายโดยตรง เนื่องจากในปีนี้ราคาข้าวที่โรงสีข้าวรับซื้อจากชานาตกต่ำเป็นอย่างมาก จนชาวนที่ทำนาไม่สามารถอยู่ได้ และประสบกับปัญหาความขายทุน ซึ่งตนก็มีเพื่อนที่เคยเป็นวิศวกรโรงงาน แต่ออกไปทำนาปลอดสารพิษตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อในปีนี้ราคาข้าวตกต่ำมาก จึงได้สั่งซื้อข้าวหอมมะลิ มาโดยตรงในราคาที่ชาวนาสามารถอยู่ได้ เพื่อนำมาส่งขายต่อผ่านทางระบบออนไลน์ ก็ได้ผลตอบรับที่ดี และในอนาคตก็จะต่อยอดนำไปใส่แพ็คเก็ตใหม่ทำเป็นของชำร่วย หรือเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าต่อไป ที่มา ข่าวสดออนไลน์
จากกรณีมีเพจนักฎหมายบางแห่งได้เขียนข้อกฎหมายให้ความรู้เกี่ยวกับการขายของบนเฟซบุ๊ก หรือโลกออนไลน์ ซึ่งระบุว่า “ขายข้าวสารผ่านเฟซบุ๊ก ระวังโดนจับนะ” เนื่องจาก พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดี การโพสต์ขายสินค้าออนไลน์นั้น ต้องยื่นเรื่องขอจดทะเบียนต่อ สคบ.ก่อน มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก ระบุถึง เกษตรกรสีข้าวและขายเองไม่ผิดพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 โดยมีข้อความระบุว่า เกษตรกรสีข้าวและขายเองไม่ผิดพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ เนื่องมาจากการทำตลาดขายตรงและตลาดแบบตรงในปัจจุบันได้มีการใช้วิธีการชักชวนและจัดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในธุรกิจดังกล่าว โดยตกลงจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่
