ขายผัก
มีเงินหมื่น เลี้ยงครอบครัว! สวนผักหลังบ้าน อาชีพทำกิน ของอดีตช่างซ่อมคอมพ์ บริเวณบ้าน 1 หลัง เราแบ่งพื้นที่ทำอะไรกันบ้าง หากนึกไม่ออก ลองดู สวนผักหลังบ้าน ของ คุณปรเมนทร์ ประมะโข หรือ ต้น อายุ 26 ปี อดีตช่างซ่อมคอมพ์ ที่หันหน้ากลับบ้านเกิดจังหวัดร้อยเอ็ด มายึดอาชีพเกษตรกรปลูกผักสลัด และขายเมล็ดพันธุ์ เลี้ยงครอบครัว 2 ปีเต็ม คุณต้น เล่าให้ฟัง เคยทำงานประจำเป็นช่างซ่อมคอมพ์อยู่จังหวัดมหาสารคามนาน 2 ปี จากนั้นเดินทางกลับบ้านเกิดจังหวัดร้อยเอ็ด มายึดอาชีพค้าขาย เพาะเห็ดฟาง หรือทำทุกอย่างที่ได้เงิน ก่อนต่อยอดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล จึงผันตัวมาปลูกผักสลัดแทน โดยใช้พื้นที่หน้าบ้าน 2 งาน หลังบ้าน 2 งาน เป็นแปลงปลูก ปลูกผักสลัดหลากหลายสายพันธุ์ เช่น กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ผักสลัดแก้ว คอส บัตเตอร์เฮดก็มี และผักกาดหอมอิตาลี “ตอนแรกไม่ได้ชอบปลูกผักครับ คนที่บ้านเขาปลูกกันแต่ไม่มีใครทำเป็นชิ้นเป็นอัน ผมเห็นพื้นที่หน้าบ้านหลังบ้านว่าง จะทำเป็นสวนหย่อมไปทำไม เรากินผักไม่ได้กินหญ้า เลยปลูกผักประดับซะเลย” คุณต้น เล่าถึงไอเดีย ขั้นตอนการปลูกผักสลัดของคุณต้น เริ่มด้วยการเพาะเมล็ดใน
เรียกเจ๊สิคะ! ลูกแม่ค้า ชีวิตพลิก ขายต้นหอมท้ายรถ กวาดรายได้หลายล้าน จากชีวิตลูกแม่ค้าในตลาด สู่เจ้าของธุรกิจขายต้นหอมท้ายรถ รายได้ 6,000,000 บาทต่อเดือน เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นมาจาก คุณชลลดา ชมภูนุช อายุ 37 ปี หรือที่ใครๆ เรียกว่า เจ๊ส้ม ชีวิตของเธอเติบโตมาในตลาด เพราะพ่อแม่นำมะละกอมาขายส่งอยู่ที่นั่น “รายได้ตอนนั้น ไม่ได้มากมายอะไร แค่พออยู่ได้ ตอนอายุ 16 ย่าง 17 ปี ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะมีครอบครัว กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตทันที ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง เลยตัดสินใจเข้ามาหาอาชีพในตลาดสี่มุมเมือง ด้วยเงินติดตัวแค่ 3,000 บาท” เจ๊ส้ม เล่าให้ฟัง งานแรกของเจ๊ส้ม คือ รับจ้างตัดผักขายท้ายรถ 2-3 ตันต่อวัน ได้ค่าแรงราวๆ 250 บาท/คัน ในระหว่างทำงานเธอใช้ทั้งความพยายาม ความอดทน รวมทั้งเก็บเงินไปพร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำแบบนั้นอยู่ 5-6 ปี ก็เริ่มรู้จักพ่อค้าแม่ค้าและชาวสวนมากขึ้น จึงตัดสินใจนำเงินเก็บไปออกรถกระบะมือสอง 1 คัน และเริ่มผันตัวเองมารับซื้อผักโดยตรงจากชาวสวน “ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันเจ๊วิ่งรถนำผักเข้ามาขายในตลาดสี่มุมเมือ
จากลูกจ้าง สู่เถ้าแก่แผงผักเงินแสน ผุดบริการโดนใจลูกค้า “กะหล่ำปลีเคลมได้” จากอาชีพเด็กโยนผักท้ายรถ สู่การนำเงินเก็บก้อนแรกในชีวิตหลักหมื่นบาท เปิดร้านขายผักของตัวเอง ถึงปัจจุบันค้าขายในตลาดสี่มุมเมืองมาแล้ว 15 ปี และยังมีบริการโดนใจลูกค้า “ผักกะหล่ำเคลมได้” จุดเริ่มต้นร้านผัก คุณอาทิตย์ แสนสงคราม อายุ 42 ปี เจ้าของแผงผัก เล่าให้ฟัง เริ่มต้นเป็นเด็กโยนผักท้ายรถ ขนกะหล่ำปลี จากจังหวัดเชียงราย ให้เถ้าแก่นำมาขายที่ตลาดสี่มุมเมือง อาศัยเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์พอสมควร จึงตัดสินใจนำเงินทุนก้อนแรกในชีวิต 30,000 บาท เก็บจากน้ำพักน้ำแรงมาเปิดร้านขายผัก แต่ช่วงแรกขายไม่ได้เลย “ผมยังไม่รู้จักจังหวะราคาผักขึ้นลงแต่ละวัน เช่น วันไหนผักลงมาเยอะ ราคาจะลง วันไหนผักน้อย ราคาจะขึ้น ลูกค้าประจำก็ไม่มี เพราะเป็นเจ้าใหม่ ต้องอาศัยความอดทนและความพยายามผ่านไปให้ได้” ก่อนเล่าต่อ เมื่อก่อนยังเป็นลานผัก ต้องยอมเปียกยืนกางร่มให้ผักไม่เน่าเสีย จนในที่สุดโอกาสก็มาถึง เมื่อตลาดสี่มุมเมืองทำตลาดผักยุคใหม่ จึงไปลงชื่อเพราะอยากมีร้านเป็นของตัวเอง แล้วก็โชคดีจับฉลากได้ร้านหัวมุมพ
หนุ่มชาวเขา ได้จับเงินล้าน เพราะส่งผักขายเซเว่นฯ ถูกจริตคนเมืองยอดพุ่งกระฉูด จากหนุ่มชาวเขา ที่เกิดและเติบโตในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ครอบครัวเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่จำความได้ แต่เมื่อโอกาสมาถึง เขาเห็นช่องทางสร้างอาชีพ ส่งผักสดเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จนสามารถสร้างยอดขายกว่าเท่าตัว จากวันละ 6,000-8,000 แพ็ก ขยับเพิ่มเป็น 20,000 แพ็กต่อวัน คุณมานิตย์ ทิพย์ปิ่นทอง หรือ วิทย์ ชายหนุ่มวัย 36 ปี เจ้าของบริษัท สุวรรณ เอิร์ธ จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ตนเป็นเด็กชาวเขา เรียนจบ ปวส. และเคยฝันว่าสักวันหนึ่งจะส่งผักเข้าร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่ไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีเครือข่าย ซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด “ผมเกิดและเติบโตที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พ่อแม่เป็นชาวเขาเผ่าม้ง เป็นเกษตรกรปลูกผักขาย อาทิ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี จบการศึกษา ปวส. ช่างยนต์ หลังเรียนจบราวปี 2551 ผมมาช่วยครอบครัวปลูกผัก ผลผลิตที่ได้ถ้าผักสวยๆ จะถูกพ่อค้าคนกลางคัดไป ส่วนผักไม่สวยจะนำไปขายที่ตลาด กลับมาช่วยขายผัก 3 ปี จากนั้นจึงมองหาช่องทางการขายอื่น” คุณวิทย์ เล่าถึงความหลัง ในช่วงแรก คุณวิทย์ เลือกทำตลาดเอง โดยใช้วิธีขับรถเร่ขาย
สู้ไปด้วยกัน! รีสอร์ตดังชวนพนักงาน เก็บผักสดขึ้นรถสองแถวไม้ วิ่งขายกว่า 120 กิโล จากผลกระทบของโควิด-19 รอบแรก ธุรกิจต่างๆ ยังไม่ทันได้ฟื้นตัว กลับต้องมาเจอวิกฤตระลอกใหม่ ที่ดูหนักหน่วงไม่แพ้กัน และสิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ตอนนี้คือการช่วยเหลือตัวเอง หาช่องทางทำเงินใหม่ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงกิจการให้อยู่รอด อย่างรีสอร์ตดังในจังหวัดระนอง “บ้านไร่ ไออรุณ” ที่ผ่านมา ต่อสู้ด้วยการขายน้ำพริกออนไลน์ มีรายได้เข้ามาหลักล้านบาท มาโควิดระลอกใหม่ ยังขอสู้สุดใจ เก็บผลผลิตทางการเกษตรขึ้นรถสองแถวไม้ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดระนอง วิ่งขายไป-กลับระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร “บ้านไร่ ไออรุณ” เปิดให้บริการเมื่อ 5 ปีก่อน จากน้ำพักน้ำแรงของอดีตสถาปนิกหนุ่ม คุณเบส-วิโรจน์ ฉิมมี วัย 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เดินทางกลับบ้านเกิด อ.กะเปอร์ จ.ระนอง เพื่อดูแลพ่อแม่ พร้อมกำเงินเดือนก้อนสุดท้ายมาต่อยอดความฝันสร้างรีสอร์ตดังกล่าว “อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวเหมือน สมุย ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ แต่เป็นชุมชนที่ไม่ค่อยมีคนผ่าน ไปขอกู้แบงก์ก็ไม่ผ่าน เพราะโลเกชั่นไม่สามารถทำรีสอร์ต หรือร้านอาหารได้ เลยต้องเริ่มต้นจ
แพงหูฉี่!! แม่ค้ากระทบหนัก ผักขึ้นราคา กระชาย พุ่งกิโลละ 200 บาท กระชาย – เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา พบว่ามีการปรับราคาจำหน่ายผักเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกระชายที่แพงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะที่ผักชนิดอื่นขยับราคาขึ้นเช่นกัน อาทิ คะน้าหยิก กิโลกรัมละ 45-50 บาท คะน้าตรง กิโลกรัมละ 35-40 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 40 บาท ผักกาดขาว กิโลกรัมละ 45-50 บาท ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 70 บาท พริกสด-พริกจินดา กิโลกรัมละ 120 บาท พริกขี้หนู กิโลกรัมละ 200 บาท แม่ค้า-พ่อค้า ส่วนใหญ่ต่างบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า จากการที่ขายผักสดมาหลายปี ปีนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากผักที่เกษตรกรนำมาส่งขายนั้น มีผลผลิตที่ไม่เต็มที่ อย่างกระชาย เป็นพืชผักที่ไม่น่าจะมีราคาแพง แต่ปรากฏว่าราคาพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย. จนถึงปัจจุบันจากราคา กิโลกรัมละ 100 บาท สูงขึ้นเป็น 200 บาท แม่ค้าขายข้าวแกงในตลาดรายหนึ่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาผักจะขึ้นๆ ลงๆ แต่กระชายกลับมีราคาสูงขึ้น โดยที่ร้านจะซื้อกระชายในราคาส่ง โดยซื้อยกถุง ถุงละประมาณ 5 กิโลกรัม ราคา 450 ไม่เกิน 500 บาท แต่ขณะนี้ต้อง
เกษตรสาวเจนวาย ปลูกฟักแม้ว เป็นงานสร้างเงิน ผลผลิตดี มีขายตลอดปี คุณทศพร เขมาชะ อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสาววัย 26 ปี ที่มีหัวใจรักงานเกษตร ได้เรียนรู้และปลูกฟักแม้วจนประสบผลสำเร็จ นำผลผลิตที่ได้ส่งเข้าโครงการหลวงเป็นอาชีพที่ทำเงินให้กับเธอได้เป็นอย่างดี คุณทศพร สาวเหนือผู้มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายแล้ว ก็ได้มาช่วยทางบ้านทำงานด้านการเกษตร เพราะอาชีพทางด้านนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงและทำเงินให้กับครอบครัวของเธอ ซึ่งตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กก็จะเห็นคุณพ่อกับคุณแม่ทำสวนปลูกพืชผักมาอย่างยาวนาน ต่อมาเมื่อเจริญวัยจนสามารถทำงานได้ สิ่งที่พบเห็นเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด จึงทำให้ได้มาจับอาชีพทางด้านนี้ “ช่วงนั้นเราก็มีแผนที่จะเรียนต่อ แต่ด้วยความที่ต้องอยู่กับพ่อกับแม่ ก็เลยไม่อยากไปที่ไหนไกลๆ บ้าน เลยคิดว่าอาชีพที่ทำงานอยู่กับบ้าน ก็เป็นอาชีพที่สร้างเงินได้เหมือนกัน และที่สำคัญเรายังสามารถดูแลคนที่เรารักได้ ก็เลยยิ่งไม่อยากจะออกไปทำงานไกลจากที่บ้าน มีบางครั้งบางคนถามว่าน้อยใจไหม ก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ไม่เสียใจในสิ่งที
เกษตรกรพิจิตรปลูกชะอมไร้หนาม เพียง 3 ไร่ สร้างรายได้ดีกว่าทำนา 10 ไร่ คุณดอกไม้ อินอ้น หรือ ป้าดอกไม้ วัย 78 ปี ที่ถือเป็นเกษตรกรที่เริ่มปลูกชะอมไร้หนามรายแรกๆ ของอำเภอตะพานหิน และเป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกชะอมไร้หนามบ้านคลองข่อย บ้านเลขที่ 31/6 หมู่ที่ 6 บ้านคลองข่อย ซอย 13 ตำบลไผ่หลวง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร การปลูกชะอมไร้หนาม ที่หลายคนมองเป็นเพียงอาชีพรองนั้น กลับสร้างรายได้หลักให้กับ ป้าดอกไม้ และครอบครัวมายาวนานมากกว่า 20 ปี และที่สวนชะอมไร้หนามของป้าดอกไม้ ยังเป็น “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่” ประจำตำบลไผ่หลวง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ เรื่องการปลูกชะอมไร้หนาม สำหรับผู้ที่สนใจหรือเกษตรกร ปลูกชะอมไร้หนาม เริ่มต้น ในพื้นที่ 3 ไร่ สร้างรายได้ดีกว่าทำนา 10 ไร่ ก่อนที่ป้าดอกไม้จะปลูกชะอมไร้หนามก็ทำนามาก่อน ปัจจุบัน ก็ยังคงทำนาควบคู่ไป ซึ่งนากลายเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น ป้าดอกไม้เล่าย้อนกลับไปว่า ได้พันธุ์ชะอมไร้หนามมาปลูกแบบสวนครัวหลังบ้าน เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว วัตถุประสงค์แรกของการปลูกชะอมไร้หนามในตอนนั้น เพียงเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และต
ฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เปิดมาได้ 2 ปีครึ่ง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ราว 100 ตารางวา ย่านลาดพร้าว โดยพื้นที่แห่งนี้ถูกเนรมิตให้เป็นฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อมๆ ของอดีตตากล้องนิตยสาร ที่อยากหาอาชีพรองรับเพื่อเตรียมพร้อมหลังออกจากงานประจำ เจ้าของต้นเรื่องชื่อว่า คุณแมวน้ำ-บุษกร เบญจกุล อายุ 54 ปี บอกว่า เริ่มทำฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เพราะคิดหาอาชีพรองรับหลังออกจากงานประจำ เป็นจังหวะพอดีที่น้องสาวของเธออยากทำฟาร์มเพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้เสริมด้วยเหมือนกัน จึงช่วยกันคิด วางแผน และลงมือทำทันที โดยมีน้องเป็นหุ้นส่วน แต่คุณแมวน้ำคอยดูแลเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของฟาร์ม เล่าอย่างใจดีต่อว่า เลือกปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะหลงใหลการทำสวน และการปลูกผัก มาตั้งแต่สมัยทำงานเป็นช่างภาพนิตยสาร เพราะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับแหล่งข่าวซึ่งเป็นเกษตรกร และเจ้าของทำสวนอยู่บ่อยครั้ง ได้เห็น ได้ฟังถึงที่มาของแต่ละสวนจึงสั่งสมความชอบมาตลอด “เป็นช่างภาพตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จนถึงอายุใกล้เกษียณ เรารู้ตัวเองว่าการเป็นช่างภาพเป็นอาชีพที่ไม่คงที่ สักวันต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามา ฉะนั้น พี่ต้องเตรียมหาอาชีพรองรับ ช่วงเตรียมต
