ตกงาน
ป.ตรี ว่างงานอื้อ เดือนก.ย. 1.45 แสนคน คนมีประสบการณ์ ตกงานเยอะกว่าคนไม่เคยทำงาน ว่างงานอื้อ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยแพร่บทสรุปภาวะการทำงานของประชากร ในเดือน ก.ย.2561 พบว่า ในเดือน ก.ย. มีผู้ว่างงานทั้งสิ้น 3.73 แสนคน คิดเป็นอัตราว่างงานร้อยละ 1.0 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 7 หมื่นคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนส.ค.61 ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนผู้ว่างงานลดลง 3 หมื่นคน ทั้งนี้ข้อมูลการว่างงาน เมื่อดูจากระดับการศึกษาที่สำเร็จ พบว่า ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา มี 1.45 แสนคน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9.7 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 3.8 หมื่นคน และผู้ที่ไม่มีการศึกษา และต่ำกว่าประถมศึกษา 1.2 หมื่นคน ในส่วนประสบการณ์การทำงานของผู้ว่างงาน พบว่า ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมี 1.78 แสนคน คิดเป็น ร้อยละ 47.7 ของผู้ว่างงานทั้งหมด ในส่วนผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน มีทั้งสิ้น 1.95 แสนคน หรือร้อยละ 52.3 โดยเป็นผู้ว่างงานจากนอกภาคเกษตรกรรม 1.78 แสนคน ประกอบด้วย ภาคการบริการ และการค้า 8.20 หมื่นคน และภาคการผลิ
คณะกรรมการจัดระเบียรถตู้มีมติไม่ต่ออายุรถตู้ 1,800 คัน เพราะอายุรถครบ 10 ปี ส่อทำ 2,000 คนตกงาน ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้ เป็นต้นไป หากฝืนวิ่งต่อถือผิดกฎหมาย เจอโทษปรับอ่วม 2 แสน เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางบกแจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน รองผบ.พล.ม.2 รอ. เป็นประธาน คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ ได้เชิญกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และชมรมรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะเข้าร่วมหารือ เพื่อพิจารณาข้อเสนอของชมรมรถตู้ ที่ขอให้ขบ.ขยายอายุรถตู้หมวด 1 ที่วิ่งในเขตกทม.เพิ่มอีก 5 ปี จนถึงปี 65, ขอให้การปรับเปลี่ยนรถตู้ เป็นรถไมโครบัส เป็นมาตราการโดยความสมัครใจ และขอปรับขึ้นค่าโดยสารอีก 5 บาท ทั้งนี้ ภายหลังการหารือที่ประชุมมีมติไม่รับข้อเสนอทั้ง 3 ข้อ โดนเห็นว่าอายุรถที่ 10 ปี มีความเหมาะสม หากขยายเกิน 10 ปี อาจส่งผลกระทบเรื่องความปลอดภัยต่อผู้โดยสาร “มติไม่ต่ออายุรถตู้ในกทม.จะทำให้รถตู้ 1,800 คัน จากทั้งหมดราว 6,000 คัน จะต้องหยุดวิ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้ เป็นต้นไป เพราะอายุรถจะครบ 10 ปี ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ซึ่งอาจจะกระ
นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า หลังกระแสซื้อขายทุเรียนไทย จากอาลีบาบา ถือเป็นการเปิดประตูโอกาสผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี เกษตรกรและองค์กรเกษตร แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ องค์กรการเกษตร ต้องเร่งปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสารดิจิตอล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธุรกิจการค้า เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ดัชนีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศต่างๆ 176 ประเทศทั่วโลก ประจำปี 2560 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 78 ของโลก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียน พบว่า ประเทศส่วนใหญ่มีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น โดยเมียนมา และ สปป.ลาว มีระดับสูงขึ้นถึง 5 อันดับ อินโดนีเซีย สูงขึ้น 3 อันดับ สิงคโปร์ สูงขึ้น 2 อันดับ บรูไน และไทย สูงขึ้น 1 อันดับ ในขณะที่เวียดนามและกัมพูชา มีระดับการพัฒนาเท่าเดิม ส่วนมาเลเซีย และฟิลิปปินส์
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเอกชนเสริมสร้างความรู้พื้นฐานทางธุรกิจและองค์ประกอบที่สำคัญเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้สนใจลงทุนธุรกิจ แฟรนไชส์ในประเทศไทย ยังขาดข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจลงทุน หรือในบางกรณีเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด และกลายเป็นความขัดแย้ง หรือข้อพิพาทระหว่างเจ้าของธุรกิจและผู้ลงทุนในระบบแฟรนไชส์ สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา และต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง รวมถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ (Franchisee) โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์ว่าคืออะไร การพัฒนาระบบแฟรนไชส์ในปัจจุบัน โครงสร้างระบบแฟรนไชส์ ข้อดีข้อเสียของระบบ แฟรนไชส์ ข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบแฟรนไชส์ การพัฒนาระบบแฟรนไชส์ การวิเคราะห์ความสามารถของธุรกิจในการทำระบบแฟรนไชส์ และข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในระบบแฟรนไชส์ เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบว่าลงทุนในระบบแฟรนไชส์ได้อย่างไรให้ปร
วันที่ 27 กันยายน นายราชัน มหาวัน นายกเทศมนตรีตำบลจริม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าประชากรในพื้นที่ ต.จริม มีราว 8,600 คน พบว่ามากกว่า 3,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 30-40 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในช่วงภาวะตกงาน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุที่คนกลุ่มนี้มีเยอะกว่ากลุ่มคนอายุอื่นเนื่องจาก การเรียนในระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยมักจะเรียนไม่ค่อยจบกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการมีครอบครัวก่อนวัยอันควร แต่ไม่มีความพร้อมที่จะมีครอบครัว เมื่อมีลูกก็ปล่อยให้เป็นภาระเลี้ยงดูของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แล้วก็เดินทางไปขายแรงงานต่างจังหวัด เมื่อไปเจอผู้คนเยอะก็เกิดปัญหาครอบครัวแตกแยกต้องแยกทางกัน บางรายทิ้งลูกหลานไม่สนใจไปมีครอบครัวใหม่อยู่ต่างจังหวัด “ปัญหาเรื่องความแตกแยกในครอบครัวไม่ใช่เกิดปัญหาที่หน่วยงานที่ไม่ยอมดูแล แต่เกิดที่ปัญหาของเด็กเองที่คิดไม่ถึง เป็นไปตามกระแสวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มักใช้ชีวิตด้วยกันก่อนแต่งงานถูกต้องตามประเพณี การไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นในเมืองก็จับคู่อยู่ด้วยกัน เมื่อชีวิตจากบ้านนอกเข้าไปอยู่ในเมืองมีสิ่งเร้าใจหลายอย่างก็ไม่อยากเรียนหนังสือ เรียนไม่
