ธนาคารแห่งประเทศไทย
มัดรวมมาเบ็ดเสร็จ! สรุป มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ปี 2565 มีอะไรบ้าง มาดูกัน เมื่อมีปัญหาเรื่องหนี้ ลูกหนี้สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อเข้าร่วมมาตรการต่างๆ และปรับโครงสร้างหนี้ หรือเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ ตามประเภทและความต้องการ โดย เฟซบุ๊ก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand (ธปท.) ได้สรุปมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในปี 2565 ดังนี้ 1. แก้ไขหนี้เดิม/ปรับโครงสร้างหนี้ – สินเชื่อส่วนบุคคล/บัตรเครดิต : รวบหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลเป็นก้อนเดียวผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ย 5% ผ่าน www.debtclinicbysam.com – สินเชื่อบ้าน/สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน หรือ Debt consolidation รวบหนี้บ้าน และหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย – หนี้ทุกประเภท : แก้หนี้ระยะยาว (3 ก.ย. 64) ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้สอดคล้องกับรายได้ – หนี้ทุกประเภท : แก้หนี้ระยะยาวของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้สอดคล้องกับรายได้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 65-31 ธ.ค. 66 – หนี้ทุกประเภท : ทางด่วนแก้หนี้ 1. สามารถลงทะเบียนขอปรับเงื่อนไขการชำระหนี้
เทรนด์ใช้ชีวิต Next Normal หลังโควิด-19 กับ 10 ปัจจัย ที่ผู้ประกอบการควรรู้และปรับตัว สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบให้รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเปิดรับเทคโนโลยี บริการดิจิทัลใหม่ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ นำไปสู่เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ Next Normal จึงทำให้ธุรกิจ ต้องปรับกลยุทธ์การตลาด รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เข้ากับเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ Next Normal ให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ได้นำมาศึกษาและนำมาปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง ดังนี้ อาหาร : เน้นการกินอย่างยั่งยืนที่ทั้งดีต่อสุขภาพ และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เน้นรูปแบบการบริโภคอาหารสไตล์ Plant Forward พร้อมเน้นส่วนผสมที่เป็นผักผลไม้ธัญพืชต่างๆ หรือเนื้อสัตว์ทางเลือก Plant Based Meat จะได้รับความนิยมขยายเป็นวงกว้าง เงิน : คนไทยจะหันมาจับจ่ายผ่านรูปแบบ e-Payment, Card Payment และ Internet & Mobile Banking กันมากขึ้น เพื่อชำระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคการซื้อสินค้า รวมถึงชำระค่าโฆษณาผ่านการทำการตลาดในช่องทางโซเชียลมีเดีย e-Co
ธปท. เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วันที่ 18 ก.ค. 63 นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า การที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะที่ 2 ของ ธปท. ไม่ได้มีมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปเหมือนในระยะแรก เพราะสถานะความต้องการความช่วยเหลือของลูกหนี้แต่ละรายมีความแตกต่างกัน ลูกหนี้ส่วนหนึ่งยังคงมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ การจ่ายชำระหนี้เมื่อถึงกำหนดชำระจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ลูกหนี้ไม่ต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ยต่อเนื่อง และยังช่วยให้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องไปช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มอื่นๆ ได้อีก สำหรับประชาชนกลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้ หรือมีรายได้ลดลงมาก ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น เลื่อนหรือลดชำระเงินต้น ขอลดดอกเบี้ย หรือเปลี่ยนหนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาวที่มีดอกเบี้ยถูกลง โดยลูกหนี้จะไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต ทั้งนี้ การพักชำระหนี้เป็นมาตรการเยียวยาในระยะสั้น เพราะหากครบกำหนดลูกหนี้ยังจะต้องชำระหนี้กับสถาบันการเงินตามปกติ ด
ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศ เคาะวันหยุดพิเศษ 4 วัน เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศ กำหนดวันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 กำหนดให้วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2563 เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันสงกรานต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นสมควรกำหนดให้ วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2563 เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ทุกธนาคารพร้อมให้บริการทางการเงินตามปกติ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าววานนี้ (24 มีนาคม 2563) เรื่อง คณะรัฐมนตรีมีมติจะประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ขอเรียนว่า ธนาคารสมาชิกและสถาบันการเงินทุกแห่งมีความพร้อมในการดำเนินการรองรับภาวะฉุกเฉิน เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการทางการเงินที่สำคัญ อาทิ การรับฝากเงิน การถอนเงิน การโอนเงิน การชำระเงิน และบริการสินเชื่อต่างๆ ที่จะช่วยเหลือลูกค้าเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งในส่วนของลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล ดังที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงมาตรการล่าสุดที่ได้ประกาศวานนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยจะประชาสัมพันธ์ในรายละเอียดต่อไป การใช้บริการสามารถดำเนินการผ่านช่องทางในรูปแบบต่างๆ ทั้งในส่วนของสาขา และหน่วยงานสินเชื่อธุรกิจ ที่จะเปิดบร
อัพเดตล่าสุด! มาตรการช่วยลูกหนี้ของทุกสถาบันการเงิน สู้วิกฤตโควิด-19 จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ภัยแล้ง และการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารยูโอบี ธนาคารทิสโก้ ธนาคารธนชาต ธนาคารทหารไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ธนาคารออมสิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) https://www.facebook.com/bankofthailandofficial/posts/1072541489
ธปท. ขอสถาบันการเงิน ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจาก ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แบงก์ชาติมีความห่วงใยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงขอความร่วมมือให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้ 1. ด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อให้ประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม 2. ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของยอดคงค้าง 3. ผ่อนผันเพดานวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 63
ข่าวดี SMEs! ธปท. สั่งสถาบันการเงินทั่วประเทศ ปรับเกณฑ์คิดดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมใหม่ ลดภาระประชาชน แบงก์ชาติ – วันนี้ (7 ม.ค.) เพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย โพสต์ประกาศ สั่งให้สถาบันการเงินทั่วประเทศไทย ปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและ SMEs นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ในครั้งนี้ ปรับอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด (prepayment) สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด เดิมผู้ประกอบการบางราย คิดค่าปรับจากฐานวงเงินสินเชื่อทั้งก้อน แต่เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้คิดค่าปรับบนยอดเงินต้นคงเหลือ รวมทั้ง ให้กำหนดช่วงระยะเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับการไถ่ถอน ซึ่งค่าปรับที่ไม่สูงนี้ จะช่วยให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ประกอบการที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด และช่วยเพิ่มการแข่งขันในระบบ รวมทั้งทำให้ตลาดรีไฟแนนซ์ (refinancing) เกิดขึ้นในประเทศไทย 2. ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ สำหรับสินเชื่อที่อยู่อา
อย่าเพิ่งทิ้ง! ธนบัตรถูกไฟไหม้ สามารถนำมาแลกคืนได้ แค่ทำตามนี้ 11 ธ.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการนำธนบัตรที่ถูกไฟไหม้มาแลกค่าได้ ระบุว่า “แม้ว่าธนบัตรจะไหม้ดำกรอบเกรียม หากยังมีเนื้อกระดาษเหลืออยู่เกินกว่าครึ่งฉบับก็สามารถแลกเปลี่ยนค่าได้เต็มจำนวน มีข้อแนะนำก่อนนำธนบัตรมาแลก ดังนี้ 1. จัดเก็บธนบัตรในภาชนะเพื่อไม่ให้ชำรุดเสียหายมากไปกว่าเดิม 2. นำธนบัตรไปติดต่อทำคำร้องขอแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุด และใบนำส่งธนบัตรชำรุดที่ธนาคารออมสินหรือธนาคารพาณิชย์ ก่อนนำเอกสารและธนบัตรไปยื่นต่อศูนย์จัดการธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยตนเอง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ ธนบัตรทุกเรื่อง หรือ Line @banknoteguru ” ขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand
ธนาคารแห่งประเทศไทย เตือน เตรียมรับมือเศรษฐกิจ “ขาลง” ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 7/2562 ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกสินค้าที่หดตัว และส่งผลกระทบไปสู่ตลาดแรงงานอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงที่อาจจะชะลอตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย อาทิ (1) ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรม เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน แนวโน้มการขยายตัวของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่ใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ทาให้ความต้องการจ้างแรงงานลดลง และ (2) ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ประเด็นสำคัญของการประชุมมีดังนี้ 1) เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น โดยการส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้และมีแนวโน้มฟื้น
