บัตรเครดิต
ผ่อนบัตรไม่ไหว ควรทำอย่างไร? ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีคำแนะนำ บัตรเครดิต เป็นเครื่องมือการชำระเงินที่ให้ประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ที่ใช้เป็น ในยุคโควิด มีผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้บัตรเครดิตของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเกือบ 80% ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จ่ายคืนเต็มจำนวนที่เรียกเก็บตามใบแจ้งยอดในแต่ละรอบบัญชี แต่ใช้วิธีการผ่อนจ่ายอย่างน้อยในอัตราขั้นต่ำตามเงื่อนไของผู้ให้บริการ ซึ่งไม่ผิดกติกาใดๆ และไม่กระทบประวัติทางการเงิน แต่สิ่งที่ควรรู้จาก ‘การผ่อนจ่ายบางส่วน’ คือ ผู้ให้บริการบัตรจะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปีของวงเงินบัตรที่ใช้ไป โดยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รูดบัตรจนถึงวันที่ชำระหนี้ ซึ่งยอดเงินที่ชำระหนี้ในแต่ละงวดจะถูกนำไปหักอัตราดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปตัดเงินต้นที่ค้างชำระ ตัวอย่างหนี้บัตรที่ผ่อนจ่ายขั้นต่ำ 5% ของยอดเรียกเก็บ ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปี จึงจะสามารถจ่ายหนี้ที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีแรกได้หมด ซึ่งถ้ารอบบัญชีที่ 2,3,4,… ยังคงพฤติกรรมการจ่ายหนี้เช่นเดิม โอกาสการคืนหนี้ได้หมดจะยิ่งเลือนลางจากการทบทวีของเงินต้นและดอกเบี้ย 2. หากยังเป็นลูกหนี
ในภาวะสังคมที่ถูกป่วนด้วยโรคโควิด-19 อาจมีคนไม่น้อยที่กระแสรายรับปั่นป่วนตาม โดยเฉพาะเมื่อถึงรอบรายจ่ายพิเศษที่ต้องใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอมของบุตรหลาน ค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ ซึ่งในกรณีที่เรามีตัวช่วยอยู่แล้วทั้งบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมทั้งยังมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะทยอยจ่ายคืนหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดภายในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เราควรเลือกใช้บัตรไหนดีถึงจะคุ้มค่าหรือประหยัดดอกเบี้ย การเบิกถอนวงเงินจากบัตรเครดิต (ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือถือบัตรไปขอรับเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ หรือทำรายการบนแอพพลิเคชั่นโดยขอรับเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝาก) มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินสด 3% + ภาษี VAT 7% และอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 16% ตามเพดานอัตราดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ ส่วนการถอนเงินจากบัตรกดเงินสด เรียบง่ายกว่านั้นมาก เนื่องจากคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี โดยทั้งสองบัตรเริ่มคิดดอกเบี้ยจากวันแรกที่ถอน อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีผู้ที่ไม่มีบัตรกดเงินสดและต้องการสมัครขอบัตรใหม่ คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า บัตรกดเงินสดเป็นสิน
เปิดรายงาน ภาวะสังคมไทยปี 62 หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ติดอันดับ 10 ของโลก วันที่ 6 มิ.ย. ศ.พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมด้วย คุณชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ เปิดเผยถึงรายงาน ภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2562 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญได้แก่ การจ้างงาน รายได้และผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น การเกิดอุบัติเหตุทางบกลดลง ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ หนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ระบุว่า หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไตรมาส 4 ปี 2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 และคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 78.6 เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย สำหรับไตรมาส 1 ปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว
ตะลอนเมืองเหน่อ ‘สุพรรณบุรี’ กิน เที่ยว สุดฟิน 1 วันเต็ม หยุดนี้ใครที่อยากไปเที่ยวแต่ยังนึกโปรแกรมไม่ออก ลองแวะไปเมืองรองใกล้กรุง อย่างจังหวัดสุพรรณบุรี กันดูไหม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายไม่แพ้เมืองรองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วัดวาอารามเก่า ตลาดโบราณ ร้านอาหารอร่อยๆ เดินทางไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางจากรุงเทพฯ ไม่ถึงสองชั่วโมง ถนนหนทางสะดวกขับรถส่วนตัวไปได้ชิลๆ หรือจะนั่งรถโดยสารสาธารณะทำได้เช่นกัน ทริปนี้ร่วมเดินทางไปกับ บัตรเครดิตกรุงศรี กิน เที่ยว แบบ 1 วันจัดเต็ม ออกเดินทางกันแต่ชาวตรู่มุ่งหน้าสู่เมืองเหน่อไปยัง ‘วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร’ วัดเก่าแก่ มีประวัติยาวนานร่วม 1,200 ปี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน อ.เมือง ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย วัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย คือเสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่ ไหว้พระขอพรเป็นศิริมงคลกันไปแล้วแวะสัมผัสวิถีชีวิตชาวนาไทย อันเป็นอาชีพรากเหง้าของคนไทยมาแต่โบร
กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การ
มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินมากมาผสมกับภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสัง
ตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบธุรกิจที่มีลักษณะออกทดรองเงินไปก่อน ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี ซึ่งการใช้บัตรเครดิตก็เป็นกรณีที่ สถาบันการเงิน ได้ออกทดรองเงินไปก่อนให้กับลูกหนี้บัตรเครดิต จึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ (ในใบแจ้งหนี้) เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551 “หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือหนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้” นอกจากนี้ก็มีคำพิพากษาฎีกาที่ 2456/2551 และ 8051/2551 มาในแนวทางเดียวกันที่ว่าหนี้จากการใช้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้ หากมีกรณีที่หนี้ขาดอายุความแล้ว และ ข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความ เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ หรือจำเลย ต้องยกขึ้นมาต่อสู้โจทก์หรือเจ้าหนี้ เนื่องจากศาลไม่อาจนำขึ้นมาพิจารณาเองได้ ดังนั้น หากลูกหนี้บัตรเครดิตรายใด ถูกฟ้องให้ชำระหนี้บัตรเครดิต และได้รับหมายศาล จึงมีข้อแนะนำว่าต้องไปศาล และยื่นคำให้การว
มาสเตอร์การ์ดเผย ส่วนลดจากร้านค้าออนไลน์ดึงดูดลูกค้าชาวไทยเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก 75.8% ของคนไทยมักตัดสินใจจับจ่ายทันทีเมื่อเห็นข้อเสนอส่วนลดและราคาที่ถูกกว่าจากร้านค้าออนไลน์ กรุงเทพฯ, 5 กันยายน 2559 – หนึ่งในวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ง่ายที่สุดคือการกระตุ้นการใช้จ่าย แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นฟูแต่โครงการลดหย่อนภาษี เช่น โครงการช้อปช่วยชาติ หรือวันหยุดพิเศษต่างๆในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมให้ชาวไทยออกมาใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการกินดื่ม การช้อปปิ้งและการเดินทาง ผลสำรวจเกี่ยวกับการช้อปปิ้งออนไลน์ที่จัดทำขึ้นโดยมาสเตอร์การ์ดในปี 2558 เผยว่า 75.8% ของนักช้อปออนไลน์ชาวไทยมักใช้จ่ายออนไลน์แบบตามใจฉันและไม่ได้วางแผนมาก่อนเนื่องจากราคาที่ถูกกว่าหรือส่วนลดจากร้านค้าออนไลน์ มากเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งรองจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ 76.4% โดยส่วนลดและราคาที่ถูกกว่าถือเป็นปัจจัยที่ดึงดูดให้คนหันมาช้อปออนไลน์มากที่สุดในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ตามด้วยการโฆษณาและโปรโมชั่น (56.2%) และสินค้าพิเศษที่มีขายเฉพาะบนเว็บไซต์เท่านั้น (48.7%) ถึงแม้การใช้จ่ายแบบที่ไม่ได้วา
