บุพเพสันนิวาส
จากกระเเสละครดัง “บุพเพสันนิวาส” กำลังจะถึงตอนจบ (อวสาน) ในคืนวันที่ 11 เมษายน ผู้สื่อข่าวจึงออกสำรวจบรรดาร้านที่ให้บริการเช่าชุดไทยในเขตเทศบาลเมืองชุมพร เพื่อตรวจสอบว่ากระแสการหันมาสวมชุดไทยของชาวชุมพรเป็นอย่างไรบ้าง และหากละครเรื่องบุพเพสันนิวาสอวสานแล้ว คิดว่ากระแสในกรณีดังกล่าวจะสิ้นสุดไปด้วยหรือไม่ น.ส.ช่อเพชร เทพชัย อายุ 31 ปี เจ้าของร้านกวดวิชา “ฟิสิกส์หวานหวาน” ซึ่งเป็นสถานกวดวิชาฟิสิกส์และยังเปิดบริการให้เช่าชุดไทยด้วย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสออกอากาศ ทำให้มีลูกค้าทั้งหญิงและชายมาขอเช่าชุดไทยเป็นจำนวนมาก แม้ว่าทางร้านจะมีชุดไทยอยู่ประมาณ 500 ชุด แต่ขณะนี้เหลือชุดไทยอยู่ในร้านไม่ถึง 100 ชุดเท่านั้น และชุดไทยที่สั่งตัดมาจาก จ.ชลบุรี จะเน้นชุดไทยสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นชุดที่ลูกค้าต้องการเช่าไปงานอีเวนต์ต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานของบริษัท โดยปกติจะให้เช่าได้ประมาณ 4-5 วัน แต่ช่วงนี้จะขอร้องลูกค้าให้รีบส่งคืนเพื่อให้คนอื่นได้เช่าบ้าง ซึ่งผู้ที่ต้องการเช่าต้องโทรมาจองล่วงหน้า ส่วนกรณีที่ละครบุพเพสันนิวาสกำลังจะอำลาจอในคืนนี้ (11 เมษายน 2561)
ถือเป็นฉากสำคัญของละครบุพเพสันนิวาส เมื่อ ‘พี่หมื่นเดช’ และ ‘แม่หญิงการะเกด’ เข้าพิธีแต่งงานแบบโบราณในละคร ก่อนมี ‘พิธีซัดน้ำ’ ที่เป็นต้นแบบของพิธีรดน้ำสังข์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของคู่บ่าวสาว แต่ในปัจจุบันพิธีซัดน้ำได้เลือนหายไปตามกาลเวลา สำหรับ ‘พิธีซัดน้ำ’ ถือเป็นประเพณีแต่งงานในสมัยโบราณ เป็นต้นแบบของพิธีรดน้ำสังข์ และอวยพรให้บ่าวสาวครองชีวิตถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร โดยพิธีนี้มีพระสงฆ์เป็นผู้ทำพิธี จะเริ่มช่วงบ่ายของวันก่อนแต่งงาน ซึ่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะนั่งเว้นระยะห่างกัน โดยมีพระห้ศีลและสวดมนต์ จากนั้นพระเถระผู้เป็นประธานก็สาดน้ำมนต์รดบ่าวสาว รวมถึงกลุ่มญาติและเพื่อนที่นั่งล้อมอยู่ ก่อนให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือรถน้ำเป็นคนสุดท้ายแล้วนำบาตรครอบศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว ก็เป็นอันเสร็จพิธี เป็นอีกพิธีโบราณที่งดงามและได้เห็นในละครบุพเพสันนิวาส
จากเรื่องราวสุดสะเทือนใจชาวเน็ต ละคร บุพเพสันนิวาส ดำเนินเรื่องมาใกล้ถึงตอนอวสาน ปมของเรื่องก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อวานนี้ ผู้ชมจำนวนมากอาจเกิดความสงสัยว่า เหตุใด เรืองฤทธิ์ เพื่อนของนางเอกในภพปัจจุบัน ถึงมีหน้าตาเหมือน ขุนเรือง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรืองฤทธิ์ ก็คือ ขุนศรีวิสารวาจา ที่มาเกิดใหม่ ทำไมจึงหน้าไม่เหมือน ขุนศรีวิสารวาจา ล่าสุด รอมแพง หรือ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา ผู้เขียน บุพเพสันนิวาส ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคนเขียน เขียนให้เรืองฤทธิ์หน้าเหมือนขุนเรือง ทั้งๆ ที่คือคุณพี่เดช ก่อนหน้านี้มีสัมภาษณ์หลายท่านถาม แต่ไม่อยากเล่ามากเพราะเกรงจะสปอย วันนี้เราต่างรู้เห็นความจริงกันแล้วจึงมาบอกเหตุผลค่ะ 1. ต้องการสื่อให้เห็นว่าแม้เกศสุรางค์จะเห็นว่าขุนเรืองหน้าเหมือนเรืองฤทธิ์ แต่นางก็ไม่ได้รัก เพราะสิ่งที่นางรู้สึกผูกพันรักใคร่มาจากดวงจิตดวงวิญญาณข้างใน เหมือนที่คุณพี่เองก็ไม่รักการะเกดคนเดิม เพราะข้างในกายนั้นไม่ใช่ดวงวิญญาณที่เคยผูกพันกันมา (ทั้งคู่เคยรักกันมาหลายภพชาติไม่ใช่แค่ 2 ชาตินี้ เพราะคือคู่บุพเพสันนิวาสต่อกันทุกภพทุกชาติ) 2. ต้องการบอกว่า คนเราไปเกิด
ครั้งคณะทูตสยามเยือนฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีการเขียนภาพต่างๆ ไว้จำนวนหนึ่ง แต่มีเพียงภาพเดียวที่วาดคณะราชทูตทั้งโกษาปาน พร้อมด้วยอุปทูต และตรีทูต คือ ขุนศรีวิสารวาจา พร้อมคณะในเครื่องแต่งกายที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชทาน คือ เสื้อคลุมกันหนาว และหมวกสักหลาด โดยถูกบันทึกไว้ในโอกาสเยือนหัวเมืองเหนือของฝรั่งเศส เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2229 ต้นฉบับเป็นของหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส นอกจากนี้ มีบันทึกไว้ว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเมื่อราชทูตสยามไปถึงที่ไหน ได้มีการยิงสลุตต้อนรับ และรับรองเป็นอย่างดี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2229 ขณะอยู่ที่เมืองดูเอย์ บาทหลวงเยซูอิตได้จัดการแสดงละครฉลองด้วย โดยฉากต่างๆ แสดงถึงเรื่องราวของเทพฝรั่งเศสชักชวนให้เทพสยามปลูกสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14, ฉากความยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษที่ได้รับสมญานามว่า มหาราช, ฉากเทพแห่งสยามเห็นประโยชน์ที่จะมีสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสและฉากเทพสองแผ่นดินต่างเกษมเปรมปรีดิ์เมื่อเจริญสัมพันธไมตรีสำเร็จ ภาพและข้อมูลจาก โกษาปาน ราชทูตกู้แผ่นดิน โดย ภูธร ภูมะ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแส “หลุมลับ” ณ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ ธัญญมหาปราสาท สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อพ.ศ 2209 เป็นพระที่นั่งสำหรับเสด็จออกรับคณะผู้ตามทูต และพระราชอาคันตุกะต่างประเทศพระที่นั่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนส่วนหลังคาเป็นมณฑปยอดแหลม มุงด้วยกระเบื้องสีเหลือง ภายในท้องพระโรง มีสีหบัญชรสำหรับเสด็จออก เพื่อปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า สมเด็จพระนารายณ์ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่บวชข้าหลวงให้พ้นภัยจากกษัตริย์องค์ใหม่ โดยด้านล่าง มีรูสี่เหลี่ยม กว้างโดยประมาณ 50 ซ.ม. สร้างซุ้มครอบไว้ แต่ขณะนี้หลุมดังกล่าวตื้นเขินจนเกือบมองไม่เห็นว่าเป็นหลุม จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สถาน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ระบุว่า หลุมดังกล่าวนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นหลุมอะไร แต่ความเป็นไปได้ น่าจะเป็นหลุมระบบน้ำประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่ทรงใช้สอยส่วนพระองค์ก็เป็นไปได้ สำหรับบรรยากาศ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีแฟนละครยังให้ความสนใจที่จะมาชมสถานที่อิงประวัติศาสตร์ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส โดยมีการขอใช้บริการขอยืมชุดไทยที่ทางจังหวัดลพบุรี ได้เตรียมไว้ให้นักท่องเที่
การแข่งขันหน้าจอทีวีในยุคดิจิตอลแบบนี้ดุเดือดอย่างแรง รายการทีวียุคนี้ต้องทำคอนเทนต์เพื่อดึงคนดูไว้ให้ได้มากที่สุด ไหนจะมีช่องทางการดูย้อนหลัง การดูดคลิปเถื่อนไปเผยแพร่แบ่งสัดส่วนการดูสดออกไปจนเรตติ้งย่ำแย่ โดยรายการ The Mask Singer ถือเป็นอีกรายการที่เคยมียอดการเข้าชมสดเฉพาะผ่านทางการไลฟ์สดเป็นแสนคน ยังไม่นับการดูผ่านทางทีวี และเข้าชมย้อนหลังผ่านยูทูบ แต่ล่าสุด รายการที่ออกอากาศคืนวันพฤหัสบดี ชนกับละครดัง “บุพเพสันนิวาส” ที่เรตติ้งทะลุเพดาน โดยกลายเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างหนัก เมื่อแอ๊กเคานต์ทวิตเตอร์ของรายการ The Mask Singer ได้ทวีตคำสั้นๆ ว่า “ดูเราเถอะ 🙂#themasksinger4” จนมีการรีทวีต และส่งข้อความทั้งให้กำลังใจ และวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวอย่างหนักในโลกออนไลน์เลยทีเดียว
สร้างความคึกคักกันทุกวงการ สำหรับละครดังอิงประวัติศาสตร์ “บุพเพสันนิวาส” ทำเอาชาวพระนครและบ้านใกล้เรือนเคียงตั้งหน้าตั้งตารอดูพี่หมื่นเดช และแม่หญิงการะเกดกันจนถนนโล่ง แม้แต่พิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว ใจกลางกรุง สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ ไทยแลนด์ (Stanley MiniVenture Thailand) ยังจับกระแสละครดัง โพสต์เชิญชวนออเจ้าสายตาดี มีความว่องไว มาช่วยกันตามหา “พี่หมื่นกับแม่หญิงการะเกด” ของเมืองที่หายไป ชิงรางวัลเงินหมื่น โพสต์ดังกล่าวระบุว่า ออเจ้าทั้งหลาย เพลานี้ที่ #StanleyMiniVenture กำลังตามหา “พี่หมื่นกับแม่หญิงการะเกด” ของเมืองอยู่ อยากจะเชิญชวนออเจ้าที่มีความสามารถสายตาว่องไว มาช่วยกันตามหาให้ข้าที หากออเจ้าพบข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม ถึงรางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาทกันเลยนะเจ้าคะ💸💸💸 #Miniature #บุพเพสันนิวาส #Bangkok #Thailand
กระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” แรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เกิดเป็นปรากฏการณ์ออเจ้าไปทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็มีออเจ้านุ่งห่มชุดไทยไปตามรอย ศึกษาประวัติศาสตร์ ถ่ายภาพกันสนุกสนาน หรือ จะเป็นอาหารกินกิน อย่างมะม่วงน้ำปลาหวาน กุ้งเผา หมูกระทะ ก็มีคนกินตามกันอย่างอร่อย รวมทั้งหนังสือประวัติศาสตร์ที่ขายดีเป็นพิเศษ จนล่าสุด มีการแชร์ภาพถ่ายบัตรประชาชนซึ่งมีข้อสงสัยว่าทำได้หรือไม่ วันที่ 30 มี.ค.61 นายอำนาจ โพธิ์สอาด ผู้อำนวยการส่วนบัตรประชาชนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้แจง กรณีข้อสงสัยประชาชน ว่า สามารถสวมใส่ชุดไทยถ่ายรูปติดบัตรประชาชนได้หรือไม่ หลังเกิดกระแสการสวมใส่ชุดไทยตามละครดัง บุพเพสันนิวาส โดยผู้อำนวยการส่วนบัตรประชาชน ชี้แจงว่า สามารถสวมใส่ชุดไทยถ่ายภาพติดบัตรประชาชนได้ เนื่องกฎหมายไม่ได้ห้ามใส่ชุดไทย หากแต่งกายอย่างเหมาะสม สุภาพ แต่อย่างไรก็ตาม การแต่งชุดไทยนั้นจะห้ามการสวมชฎา เนื่องจากกฎหมายได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การถ่ายภาพติดบัตรนั้น ห้ามสวมหมวก หรือ แว่นตาสีเข้ม รวมถึง การใส่ผ้าคลุมศรีษะ ซึ่งกรณีของผ้าคลุมศรีษะนั้น จะยกเว้นเฉพาะผู้มีความจำเป็นทางศาสนาเท่านั้น แ
เป็นละครที่มีเรื่องราวและบุคคลในประวัติศาสตร์ ทำให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตอย่างสนุกไปพร้อมกับเรื่องราวในละคร สำหรับ บุพเพสันนิวาส โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา มีฉากที่ปรากฎในหน้าประวัติศาสตร์มีภาพวาดอยู่จนถึงปัจจุบัน คือ ฉากราชทูตฝรั่งเศส เชวาลิเยร์ ผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 เข้า เฝ้าและถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายร์มหาราช ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท กรุงศรีอยุธยา โดยในภาพมีออกญาวิชเยนทร์ (ฟอลคอน) หมอบและส่งสัญญาณมือให้ราชทูตฝรั่งเศสยื่นวถายสาส์น ในขณะที่บรรดาข้าหลวงไทยหมอบจนสุดตัว เนื่องจากธรรมเนียมปฏิบัตินั้นไม่เหมือนกัน พระที่นั่งสรรเพชรญ์มหาปราสาทปัจจุบัน โดยสถานที่ซึ่งระบุไว้ว่า พระที่นั่งสรรเพชรญ์มหาปราสาท กรุงศรีอยุธยา นั้นปัจจุบันสถานที่จริงแทบไม่เหลือ มีเพียงซากปรักหักพัง แต่พระที่นั่งอีกที่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันและยังคงปรากฏจนถึงปัจจุบัน คือ สีหบัญชร พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี ซึ่งพบว่ายังคงเกือบสมบูรณ์ เป็นลักษณะท้องพระโรง มีพระที่นั่ง โดยปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ โดยภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ใน พิพิธภัณฑสถาน
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม นายอิสสระพงษ์ แทนศิริ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กระแสนักท่องเที่ยวแต่งกายชุดไทย เข้ามาชมวัดและโบราณสถานในเมืองกรุงเก่า โดยเฉพาะตามสถานที่ซึ่งอยู่ในฉากละครดัง เช่นวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ พระราชวังโบราณ ป้อมเพชร มีเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว นายอิสสระพงษ์ แทนศิริ และเพียงในเดือนมีนาคมนี้ ประเมินแล้วว่า มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังโบราณสถาน ตามฉากละครดังถึง 3 แสนคนแล้ว โดยหากคำนวณว่า นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่าย คนละไม่ต่ำกว่า 500 บาท เท่ากับว่ามีเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวตามกระแสนี้ แล้วกว่า 150 ล้านบาท สำหรับตามสถิติที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.เก็บไว้ พบว่านักท่องเที่ยวทุกประเภท เข้ามาที่อยุธยา เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยในปี 2559 มีเข้ามารวมกว่า 7 ล้านคน แยกเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคนและกลุ่มทัศนาจร กว่า 5 ล้านคน สร้างรายได้รวม 15,300 ล้านบาท ส่วนในปี 2560 มีเข้ามา 8 ล้านคน แยกเป็นนักท่องเที่ยว 2 ล้าน 2 แสนคน และ กลุ่มทัศนาจรกว่า 5 ล้าน 8 แสนคน สร้างรายได้ 15,600 ล้านบาท ส่วนในปีนี้มั่นใจ จะมีนักท่องเที่ยวและรายได้
