ปตท
เมื่อวันที่ 19 กันยายน จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ ปตท. กรณีขยายกิจการธุรกิจร้านกาแฟ และห้องพัก รีสอร์ท ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.นั้น ที่พิพิธภัณฑ์บ้านใร่กาแฟ อ.หนองแซง จ.สระบุรี นายสายชล เพยาว์น้อย เจ้าของบ้านใร่กาแฟ ผู้ริเริ่มเปิดร้านกาแฟสดในปั้มน้ำมัน โดยเริ่มจาก ปั้ม ปตท. เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า กรณีธุรกิจขนาดใหญ่มาทำธุรกิจขนาดเล็กโดยธรรมชาติต้องส่งผลกระทบอย่างแน่นอนในหลายระดับ ในประเด็นความเหมาะสมต้องเป็นเรื่องหนึ่งที่สมควรทำหรือไม่ทำหรือไม่อย่างไร แต่เจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ เช่น กรณีบ้านใร่กาแฟ มีโอกาสทำธุรกิจกาแฟครั้งแรก รายแรก แต่ต่อมา ปตท.เข้ามาทำ ทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆอีกมากมาย เป็นผลกระทบในทางบวก ช่วยให้ตลาดกาแฟเติบโตขึ้น มีร้าน เอสเอ็มอีต่างๆที่เข้าไปอยู่ในปั้มมากมาย“ลักษณะที่เคยเจอมาในอดีต ธุรกิจรายใหญ่ลงมาทำขนาดเล็ก จะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีจะเป็นปัญหา ซึ่งต้องดูข้อกฎหมาย หรือก่อนข้อกฎหมายดูเรื่องความเหมาะสม ถ้าเป้าหมายมันส่งผลต่อภาพรวมของเอสเอ็มอีในทางบวก ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี ที่ช่วยกันสร้างตลาด หรือ เปิดเส้นทาง เปิดเวที เรื่องนี้มีโอกาสทำได้หลายอย่าง เช่น แบ่งตลาด
น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่สับปะรดที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องมาจากผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาดจำนวนมากช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ จนทำให้ราคาสับปะรดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2.20-2.40 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 4.60 บาท ปตท. จึงเปิดพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการนำสับปะรดเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเร่งระบายผลผลิตสับปะรดให้ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านคนกลาง ทำให้เกษตรกรได้ราคาจำหน่ายที่ดีขึ้น ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร น.ส.จิราพร กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปตท. ยังร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรจังหวัด และพลังงานจังหวัด เปิดจุดจำหน่ายผลผลิตสับปะรดภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และพื้นที่อื่นๆ อีกทั้งร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรจังหวัดเชียงรายนำผลผลิตจากสับปะรด เช่น สับปะรดสด น้ำสับปะรดพันธุ์นางแลและภูแล อีกทั้งสินค้าดีมีคุณภาพมาจำหน่าย
นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ยืนยันเดินหน้าธุรกิจค้าปลีกในประเทศด้วยการจับมือกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดให้บริการในสถานีบริการปตท. ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความสัมพันธ์อันดีกันมายาวนาน โดยปัจจุบันมีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดให้บริการในสถานีบริการปตท. แล้วกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ และยังคงมีแผนงานที่จะร่วมกันขยายให้มีจำนวนรวมกว่า 1,700 แห่ง ในอีก 4-5 ปีนี้
น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด หรือ PTTRM (พีทีทีอาร์เอ็ม) เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงส่งมอบ Jiffy Master Franchise ว่า บริษัทกำลังเร่งปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ (Jiffy) ผ่านสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้มีความแข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาวแทนร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่สัญญาจะทยอยสิ้นสุดลงใน 6 ปีข้างหน้า “ปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดให้บริการอยู่ในปั๊มปตท. 1,100 แห่ง จากปั๊มปตท. ทั่วประเทศมี 1,400 แห่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าปตท. จะต่ออายุสัญญากับเซเว่นอีเลฟเว่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท และความยินยอมของตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) แต่ระหว่างนี้พีทีทีอาร์เอ็มก็เตรียมความพร้อมและกำลังเสริมศักยภาพด้านต่างๆ อาทิ การขยายศูนย์กระจายสินค้าของตัวเองเพิ่มเติมออกไปในพื้นที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา จากเดิมมีอยู่ที่ จ.ปทุมธานีเท่านั้น เพื่อรองรับธุรกิจร้านจิฟฟี่ที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่ในปั๊มปตท. แล้ว 149 สาขา” นอกจากนี้ พีทีทีอาร์เอ็มยังอยู่ระหว่างห
นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2560 ปตท.และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 46,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,499 ล้านบาท จาก 23,669 ล้านบาทของช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ สาเหตุจากราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นจากระดับ 30.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 53.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ปตท.และบริษัทย่อยจ่ายภาษีเงินได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น 2,616 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันในปีก่อน “ผลการดำเนินงานที่เข้มแข็งของกลุ่ม ปตท.นั้นมีส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพให้กลุ่ม ปตท.สามารถดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสร้างความมั่นคงสำหรับประเทศไทยในขณะนี้” นายประเสริฐ กล่าวและว่า กลุ่ม ปตท.ยังคงยึดมั่นดำเนินการตามยุทธศาสตร์ “Do Now (การดำเนินการที่ทำทันที), Decide Now (โอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่), และ Shape Now (การแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน)” ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้มีผลการดำเนิน
ช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ เลือกรับประทานในร้านอาหารหนูณิชย์ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เน้นคุณภาพ ชูอาหารอร่อย สด สะอาด ราคาประหยัด เพื่อร่วมสนองนโยบายรัฐบาลช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการร้านอาหารหนูณิชย์ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. โดยมี นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธี ณ ศูนย์อาหารของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. หลักเมืองถาวรพาณิชย์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ประชาชนสามารถสัญจรเชื่อมผ่านไปยังแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางสามารถแวะเข้ามาพักหยุดรถระหว่างเดินทาง และเลือกรับประทานอาหารที่ “อร่อย คุณภาพดี สะอาด ประหยัด” นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพประชาชน กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ดำเนินมาตรการเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน ผ่าน โครงการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ “ร้านอาหารหนูณิชย์” ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้เป็นอีกหนึ่งท
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ ว่า โครงการดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่ายที่ปั๊มสาขาของ ปตท. 700 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำมากที่สุด ขณะเดียวกันจะนำข้าวมาวางจำหน่ายที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อข้าวโดยตรงได้จากชาวนาโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยจะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงเดือนมกราคม 2560 ทั้งนี้ ล่าสุดได้นำข้าวจากชาวนาเข้ามาขายในปั๊มของปตท. แล้ว 60-70 แห่ง และคาดว่าจะครบทั้ง 700 แห่งภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ คิดเป็นปริมาณข้าวรวม 23 ตัน โดยกระทรวงพลังงานจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านสถานที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงได้ประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้รับซื้อข้าวด้วย นอกจากนี้ส่วนตัวได้ช่วยอุดหนุนภายในงานเช่นกัน นายเทวิน
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงจัดโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ในสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท. ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ ให้เกษตรกรสามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนสามารถซื้อขายข้าวสารได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชม โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ สามารถติดต่อเพื่อนำข้าวสารมาวางจำหน่ายที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ของตนเอง ล่าสุดมีเจ้าของปั๊มน้ำมันในจังหวัดบุรีรัมย์ และร้อยเอ็ดได้ติดต่อชาวนาในพื้นที่ นำข้าวสารมาวางขายที่ปั๊มบ้างแล้ว นายเทวินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้ ปตท.จะเพิ่มช่องทางอื่นๆ โดยจะประสานกับเครือข่ายทางธุรกิจและเกษตรกรเพื่อนำข้าวสารมาจำหน่วยในบริเวณอาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคาร เอเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถนนวิภาวดี ให้แก่พนักงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม รวมทั้งข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ตลอดจนผู้มาติดต่อทั่วไป นอกจากนี้ ปตท. ยังมีแผนรับซื้อข้าวสารจากชาวนาเพื่อมามอบ
