ปลูกข้าว
ลาความหลอน! ล้าง ป่าช้า เปลี่ยนที่นอนผี สู่แปลงเกษตรผสมผสานสุดเก๋ ป่าช้า เป็น แปลงเกษตร / วันที่ 12 ธ.ค. ชาวบ้านอ้ออีเขียว หมู่ที่ 2 ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมใจกันลงแขกเกี่ยวข้าวบนพื้นที่นาขนาด 1 งาน และเต้นรำบาสโลบ ตามแบบฉบับชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง ในกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าว เผาปลา” ที่จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน โดยพื้นที่นาดังกล่าว คือ ป่าช้าเก่า ที่ชาวบ้านได้ลงความเห็นให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นแปลงเกษตรผสมผสาน ให้เป็นซุเปอร์มาเก็ตของชุมชน นายสุชาติ ชื่นใจ ผู้ใหญ่บ้านอ้ออีเขียว เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่กว่า 3 ไร่ ของแหล่งเรียนรู้ชุมชนบ้านอ้ออีเขียว เป็นป่าช้าเก่าที่ถูกปล่อยร้างมานาน จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีก่อน ทางวัดอ้ออีเขียวได้ร่วมกับชาวบ้านทำพิธีล้างป่าช้า ต่อมาเมื่อพื้นที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ ทำให้มีผู้ลักลอบนำขยะมาทิ้งเป็นประจำ ดูไม่น่ามอง ตนกับชาวบ้านจึงมีแนวคิดเดียวกันว่าจะพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนในรูปแบบ “โคก หนอง นา” มีการขุดสระน้ำเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ขนาด 1 งาน ปลูกป่าชุมชน พืชผักสวนครัว และนาข้าว 1 งาน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านและคนในชุมชนได้เรียนรู้
ชาวนา เผย ข้าวหอมมะลิราคาพุ่ง แต่ไม่พอขาย!! เก็บไว้กิน-ทำพันธุ์ ก็แทบหมดแล้ว ไม่มีเงินใช้ในครอบครัว สืบเนื่องจากฝนแล้ง-น้ำน้อย ทำ 40 ไร่ ได้ข้าว 5 ตัน ข้าวหอมมะลิ – วันที่ 7 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ตามถนนหนทางตามหมู่บ้านต่างๆ ขณะนี้พบว่าชาวบ้านที่เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข.15 และ 105 เสร็จ ต่างนำมาตากแดดเพื่อไล่ความชื้น ซึ่งการตากต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ถ้ามีแดดจัดๆ หากแดดไม่จัดต้องใช้ระยะเวลาการตากเพิ่มไปอีก ข้าวจึงจะแห้งและสามารถนำไปขายได้ราคา หรือบางรายไม่ขายก็นำไปขึ้นยุ้งฉางเก็บไว้กินกันภายในครอบครัว ซึ่งปีนี้ต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวลงเกี่ยวในราคา 550 บาทต่อไร่ ถึงแม้ปีนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปีออกใหม่ จะมีราคาพุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมของจ.สุรินทร์ พบว่า ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิลดลงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณฝนในปีนี้มีน้อยมาก และบางแห่งก็ประสบกับภัยแล้ง จนข้าวยืนต้นตายก็มี ขณะที่ราคาเปิดรับซื้อข้าวเปลือกนาปี หน้าโรงสีตอนนี้รับซื้อที่กิโลกรัมละ 17 บาท หรือ 17,000 ต่อตัน ผู้สื่อข่
ชาวนาเฮ!! ราคาข้าวเปลือกพุ่ง กก.ละ 12 บาท แต่ได้ผลผลิตน้อย เพราะฝนทิ้งช่วง ข้าว – วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในหลายพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา ต่างเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีกันเป็นจำนวนมาก หลังจากทางโรงสีข้าวเปิดรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 12 บาท จึงทำให้ชาวนาต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขาย เช่นเดียวกันกับชาวนาใน อ.พิมาย ที่นำข้าวมาตากแดดรอการส่งขายให้กับโรงสีข้าว โดยนายอำนวย สกัดกลาง อายุ 63 ปี ชาวนาใน ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย เปิดเผยว่า ตนลงทุนปลูกข้าวนาปี ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิ จำนวน 50 ไร่ โดยช่วงนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปีทั้งหมด เพื่อส่งขายให้กับโรงสีข้าว หลังจากได้นำข้าวเปลือกซึ่งเป็นข้าวที่เกี่ยวสดไปขายมาแล้ว ได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 12 บาท 50 สตางค์ เป็นราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ชาวนาเร่งตากข้าวก่อนนำไปขายโรงสี อย่างปีที่แล้วได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท ถึง 9 บาท ทำให้ชาวนาหลายรายต่างดีใจ ที่ราคารับซื้อข้าวเปลือกปรับสูงขึ้น แต่ชาวนาส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ของจ.นครราชสีมา กลับได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าทุกปี เนื่องจากประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงในช่วงที่ต้นข้าวกำลังเจร
อดีตวิศวกร กับนักบัญชีดีกรีปริญญาตรี พ่วงดีกรีเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตอีก 1 ใบ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นในแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยตัดสินใจหันมาเดินตามรอยเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชา ทิ้งเวอร์เนียกับเครื่องคิดเลขมาจับจอบจับเสียมแทน ตั้งต้นปลูกข้าว ผัก ผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ เพียงเพราะต้องการให้ลูกทานอาหารที่สด สะอาด และปลอดสารพิษ และเลี้ยงโคนมเพื่อนำมูลโคมาทำปุ๋ย คุณสุทธิพงษ์ พลสยม อดีตวิศวกร และ คุณอุบลรัตน์ พลสยม อดีตนักบัญชีดีกรีปริญญาตรี พ่วงดีกรีเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขา จุดเริ่มต้น พวกเขาก็ทำงานประจำอยู่ในเมืองกรุงแบบคนปกติทั่วไป จนกระทั่งตัดสินใจว่าจะมาทำแปลงเกษตร คุณอุบลรัตน์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า 3 ปีแรกที่มาลงมือทำเกษตร ไม่มีรายได้อะไรเลย และไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำการเกษตร ลองผิดลองถูกอยู่นาน รายได้ก็ไม่มี จนกระทั่งได้ศึกษาพบวิธีการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ จึงตั้งต้นมาจากตรงนั้น เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ใช้พื้นที่ที่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด โดยพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบันที่ทำเกษตรประมาณ 20 ไร่ ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกไปทำการปลูกข้าว
เชื่อว่าคนที่เข้ามาเรียนและมาทำงานในกรุงเทพฯ หลายๆ คนมีความคิดอยากกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไม่มากก็น้อย หลายคนพื้นเพครอบครัวมีที่ดินทำกินอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความคิดอยากกลับไปพัฒนาพื้นที่ดั้งเดิมของตนเป็นพื้นที่ทำกินและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ แต่การจะกลับไปทำการเกษตรบนพื้นที่ดั้งเดิมของครอบครัว ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ที่จะสามารถเริ่มต้นทำได้เลย เนื่องจากการทำการเกษตรต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้าน ยิ่งในยุคปัจจุบันความรู้ด้านการตลาดก็มีความสำคัญและจำเป็นไม่น้อย เพราะคือช่องทางการสร้างรายได้ และความอยู่รอดของเกษตรกรชาวไทย เกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจการทำเกษตรจึงหาจุดเด่นให้กับผลผลิตของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยการปลูกพืชผลแบบวิถีอินทรีย์ เพื่อรับกระแสผู้บริโภค หรือการมีแพ็กเกจจิ้งที่ดี และคำนึงถึงคนรับมากขึ้นด้วย เปลี่ยนวิถีคนกรุง มาเป็นชาวนา คุณพิภัทร์ ศรีคำ หรือที่รู้จักกันในนาม “บ่าวนึก” วัย 45 ปี เจ้าของนาข้าวทองดี จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า “ก่อนจะมาทำนาอยู่บ้านเกิดนี้ อยู่กรุงเทพฯ มาก่อน เพราะเข้ามาเรียน หลังจากเรียนจบก็หางานทำที่กรุงเทพฯ เลย ตอนแรกไ
ก่อนเข้าถึงเนื้อหา ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า อำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ฉะนั้น จะมีพื้นที่ราบสำหรับทำนาน้อย จะได้ข้าวประมาณ 100 ถัง ขายได้เงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อปี 2557 สถาบัน IQS เข้ามาส่งเสริมการผลิตหญ้าหวาน จึงตัดสินใจทดลองปลูก จำนวน 1 ไร่ จนถึงปัจจุบันเปรียบเทียบแล้วมีรายได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 7 เท่า ต่อปี หญ้าหวานนั้น หลังจากปลูกได้ 30 ถึง 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยทยอยเก็บทุกวัน ส่วนหญ้าหวานสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งในโรงเรือนหลังคาพลาสติก หากแดดจัด ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเหลือน้ำหนักแห้งประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม คุณภาพของหญ้าหวานจะแตกต่างกัน ในแต่ละฤดูกาลคือ หน้าร้อนและหน้าฝนใบจะบางต้นสูง แต่หน้าหนาวใบจะหนาต้นจะเตี้ย หญ้าหวานถือเป็นพืชทนแล้ง จากช่วงแล้งที่ผ่านมาไม่มีน้ำรดระยะเวลาเป็นเดือนก็ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถปลูกเป็นพืชทางเลือกทดแทนข้าวที่มีปัญหาด้านราคาอยู่ในขณะนี้ และเป็นพืชทนแล้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อีกด้วย คุณละออง ศรีวรรณะ เกษตรกรบ้านอมลอง บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ผลิตหญ้าหวานมาตรฐานออร์แกนิกไทยแล
วันที่ 18 พ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังชาวนาในทุ่งนาหมู่ 5 ตำบลยางช้าย อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ได้ลงมือการทำนาหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายโรงสีในช่วงราคาตกต่ำ โดยที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหมุนเวียน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบครบวงจรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 2 มาตรการ มาตรการแรก คือ การปลูกพืชปุ๋ยสด ดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด คือ ปอเทือง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ขายคืนให้กรมพัฒนาที่ดิน ส่วนมาตรการที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตรโดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อ ด้านนายมานะ เขียวแก้ว อายุ 56 ปี ชาวนา หมู่ 9 ตำบลยางช้าย อำเภอโพธิ์ทอง กล่าวว่า ตนเองทำนาเช่าจำนวน 23 ไร่ ที่ต้องลงมือทำนาต่อหลังจากราคาตกต่ำและรัฐบาลให้การช่วยเหลือสนับสนุนปลูกพืชชนิดอื่นนั้น ตนเองมีความชำนาญในด้านการทำนามาตลอดชีวิตและมีเครื่องมือในการการทำนาอยู่แล้วเรื่องราคาข้าวจะถูกจะแพงนั้นเอาไว้วัดดวงกันในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในช่วงนี้ก็ต้องลงมือทำนากันต่อหวั
