ปลูกเมล่อน
หนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรในจังหวัดพิจิตรเป็นอย่างยิ่ง คือ “เมล่อน” ผลไม้รสชาติดี มีอนาคต ด้วยความนิยมจากท้องตลาด ทั้งยังใช้น้ำและพื้นที่น้อย ทว่าสร้างผลผลิตที่โกยรายได้มากกว่าการทำนาหลายเท่าตัว สมพร เจียรประวัติ เกษตรจังหวัดพิจิตร อธิบายว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งในปีนี้เกษตรกรต้องยอมรับว่าผลผลิตราคาข้าวนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีนโยบายในเรื่องการลดพื้นที่การทำนา และลดรอบของการทำนาปรังลง ฉะนั้นเมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะนี้จึงต้องมีการทดแทนให้กับเกษตรกร โดยการหาพืชที่เหมาะสมที่จะทดแทนการปลูกข้าวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เท่ากับหรือมากกว่าการทำนา จึงได้เลือกการปลูกพืชประเภทแตง คือ เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่มีการใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว ประมาณ 3-4 เท่าตัว โดยมีระบบการจัดการที่ละเอียดอ่อน ตัวอย่าง เช่น การปลูกโดยมีพลาสติกคลุมดิน มีระยะการปลูกที่ชัดเจน และปลูกในโรงเรือน “ตอนนี้เกษตรกรในจังหวัดพิจิตร เริ่มหันมาปลูกเมล่อนกันมากขึ้น ราคาจากมือเกษตรกร กิโลกรัมละ 60-70 บาท เมล่อน 1 ผล หนักราว 1 กิโล
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ได้มีเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ทำฟาร์มปลูกเมล่อน ประสบผลสำเร็จ ยอดสั่งจองออนไลน์ช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่จะถึงนี้ ออเดอร์สั่งเพียบ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับน.ส.สุดาวัลย์ ทองเลิศล้ำ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 ม.5 ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เจ้าของ “Porsche Melon Farm” สอบถามทราบว่า เมื่อประมาณ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ลาออกจากพนักงานประจำ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ดูแลลูกค้า แบงค์ชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก แต่อยากกลับบ้านมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดูแลแม่และลูกสาว พร้อมต้องการเดินตามรอยวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงตัดสินใจลาออก มาเปลี่ยนพื้นที่ทุ่งนา สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ด้วยงบที่มีอยู่ 200,000 บาท ศึกษาวิธีทำจากอินเทอร์เน็ต ลองผิดลองถูก ประมาณครึ่งปี “ถ้ามีใครถามว่า ตอนนี้ ตนเองเดินมาได้ถึงจุดไหนแล้ว บอกได้เต็มปากเลย ว่าประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเกษตรกรได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเรียนรู้เอง ไม่ได้มีใครสอน ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ก็สามารถมีผลผลิต ออกสู่ท้องตลาดได้ และเป็นที่น่าพอใจ ส่วนเกษ
นายเกษม เคนะอ่อน อายุ 61 ปี อดีตกำนันตำบลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว หลังหมดวาระในการเป็นกำนัน ก็ได้หันมาทำเกษตรแบบเต็มตัว โดยได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งหลังจากที่ลดการทำนาแล้วมาทำแปลงปลูก เมล่อน โดยอาศัยช่วงที่เป็นกำนัน มีการเดินทางไปศึกษาดูงานหลายที่และอ่านตำราประกอบ มองว่าการปลูกเม่ลอน สามารถสร้างรายได้ดี แต่ต้องลงทุนสูง ขณะนี้ปลูกแล้ว 2 โรงเรือน เป็นพันธุ์ “เลดี้โกลด์” และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 โรงเรือนหรือประมาณ 400 ต้น ส่วนโรงเรือนที่ 2 กำลังเริ่มที่จะให้ผลผลิต ส่วนค่าลงทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ต่อโรงเรือนในครั้งแรก นายเกษม กล่าวอีกว่า ตอนนี้ เม่ล่อนให้ผลผลิตและจำหน่าย กิโลกรัมละ 50 บาท เป็นราคาที่หน้าโรงเรือน เฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 53,000 บาท ต่อโรงเรือน หากมี 2 โรงเรือน ก็จะได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท คิดว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจ กว่าการปลูกพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญ เมล่อน เป็นพืชผลผลิตที่ผู้ปลูกต้องมีเวลาดูแลใกล้ชิด เพราะเมล่อน จะมีปัญหาเรื่องโรค เช่น พวกรา แต่เมื่อผลผลิตออกมาก็คุ้มค่า ในส่วนของตนเอง มุ่งการปลูกไปที่การปลอดสารเคมีทุกชนิด ดังนั้นผ
แม่บ้านพลทหารในสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ซึ่งลาออกจากงานประจำมาดูแลลูกที่ป่วยหนัก ใช้เวลาว่างจากการดูแลลูกมาปลูกเมล่อนขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ไปที่แปลงเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ภายในกองพลทหารช่าง 202 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบนางเบญจมาศ สังฆมณี อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของ จ.ส.อ.นิกรกิจ สังฆมณี ข้าราชการทหารในสังกัดกองพลทหารช่าง 202 พบว่าบริเวณดังกล่าวได้มีการทำเป็นโรงเรือนปิด 1 โรง ภายในมีการปลูกเมล่อนในระบบน้ำหยดซึมนับร้อยต้น ซึ่งกำลังออกลูกใกล้ถึงเวลาเก็บผลผลิตอยู่เป็นจำนวนมาก จากการสอบถามนางเบญจมาศ สังฆมณี เจ้าของโรงปลูกเมล่อนแห่งนี้ ได้รับการเปิดเผยว่าก่อนหน้านั้นตนได้ลาออกจากงานประจำในโรงงาน เพื่อมาดูแลลูกสาวที่ป่วย ซึ่งทำให้ครอบครัวต้องขาดรายได้ เพราะลำพังเงินเดือนของสามีก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงใช้เวลาว่างจากการดูแลบุตรไปสมัครเข้าเรียนหนังสือที่ กศน.อำเภอเมืองนครราชสีมา ในระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งทางศูนย์ กศน.ก็ได้พาไปศึกษาดูงานที่ฟาร์มของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. และเกิดมีค
