ผู้ประกันตน
เตรียมเฮ! 24 ส.ค. เริ่มแจก 5 พัน ให้ผู้ประกันตนม.39-ม.40 ใน 29 จว. เว็บไซต์ ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 64 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ม.39 และ ม.40 ว่า เมื่อวันที่ 13 ส.ค. กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม โอนเงินเยียวยานายจ้างและลูกจ้างผู้ประกันตน ม.33 ในพื้นที่ 13 จังหวัดไปแล้ว แบ่งเป็นลูกจ้าง 2,399,459 ราย เป็นเงิน 5,998.65 ล้านบาท และทำการโอนให้นายจ้างไปแล้ว 12,711 กิจการ เป็นเงิน 594.12 ล้านบาท รวมยอดเงินที่ทำการโอนไปแล้วจำนวน 6,592.77 ล้านบาท โดยจะดำเนินการทยอยโอนให้ลูกจ้างและนายจ้าง ม.33 พื้นที่ 16 จังหวัดที่ลงทะเบียนและจ่ายเงินสมทบภายในวันที่ 24 ส.ค. ต่อไป พร้อมกับโอนเงินให้ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ใน 29 จังหวัด คนละ 5 พันบาท กลุ่มแรกวันที่ 24 ส.ค. เช่นกัน ซึ่งจะทยอยโอนวันละ 1 ล้านราย โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม
“นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง การจ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีตายของกองทุนประกันสังคมว่า การจ่ายค่าทำศพให้แก่ผู้มีสิทธิรับประโยชน์จำนวน 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าจัดการศพ ผู้ประกันตนจะต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย โดยผู้มีสิทธิสามารถนำหลักฐาน คือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01) สำเนาบัตรประชาชนของผู้จัดการศพ หลักฐานจากฌาปณสถานหรือมัสยิดที่แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ สำเนาใบมรณบัตร สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้จัดการศพ (กรณีรับเงินทางธนาคาร) นอกจากนี้ ทายาทผู้มีสิทธิของผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย โดยสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้กับบุคคลที่ผู้ประกันตนระบุให้เป็นผู้รับสิทธิประโยชน์ โดยการทำหนังสือระบุไว้ ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ว่า ให้ใครเป็นผู้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย คือ บิดา มารดา สามีหรือภริยา และบุตร โดยหารเฉลี่ยในอัตราคนละเท่าๆ กัน ดังนี้ หนึ่ง ถ
ความคืบหน้ากรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ออกสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตน ตามความจำเป็นของช่วงอายุ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไปนั้น นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า เวลา 13.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม ตนและตัวแทน คปค.จะเข้าพบ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.ที่กระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นข้อเสนอเรื่องสิทธิสำหรับผู้ประกันตน ใน 5 ประเด็น คือ 1.เกี่ยวกับมาตรา 63(2) แนวทางการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ที่ทางคณะแพทย์ประกันสังคมประกาศมานั้น มองว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายคือการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสุขภาพ จึงมีคำถามว่า เมื่อไปตรวจสุขภาพแล้วเจอโรคจะมีการส่งต่ออย่างไร เพราะในรายละเอียดไม่ได้บอกเอาไว้ นอกจากนี้ อยากจะให้เพิ่มเรื่องของการตรวจโรคในช่องปาก การตรวจและฝากครรภ์ เข้าไปในโปรแกรมด้วย 2.เรื่องสิทธิประโยชน์ของแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น ค่าปลงศพ ให้เพิ่มจาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท เป็นต้น นายมนัสกล่าวว่า ประเด็นที่ 3 คือ สำหรับผู้ประกันตนที่จะใช้สิทธิรับเบี้ยชราภาพรา
ความ คืบหน้ากรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตนแบ่งเป็นช่วงอายุตามความจำเป็น อาทิ การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ผู้ประกันตนอายุ 30-39 ปี ตรวจได้ทุก 3 ปี แต่ถ้าอายุ 40-54 ปี ตรวจได้ทุกปี หรือการตรวจน้ำตาลในเลือด อายุ 35-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี หากอายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี ส่วนการเอกซเรย์ทรวงอก ได้ปีละ 1 ครั้ง อายุ 15 ปีขึ้นไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 นั้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่โรงแรมเบย์ ศรีนครินทร์ จ.สมุทรปราการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) และตัวแทนเครือข่ายแรงงานกว่า 40 กลุ่ม อาทิ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานฯ มูลนิธิเพื่อนหญิง สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้างและคนทำไม้ฯ องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (อรท.) ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ ร่วมจัดประชุมระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานและข้อเสนอในการขับ เคลื่อนการปฏิรูปประกันสังคม โดยประเด็นหลักในการหารือ คือ การจัดทำข้อเสนอต่อ สปส. ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ เกี่ยวกับมาตรา 63(2) แนวทางการ
ตามที่เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) เตรียมหารือสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ประเด็นข้อเรียกร้องมาตรา 63(2) เรื่องการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตน ของ พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับแก้ไข ฉบับที่ 4/2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2558 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการออกระเบียบหรือกฎกระทรวงเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคนั้น เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สปส.เล็งเห็นความสำคัญของการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตน เนื่องจากเป็นสิทธิที่ควรได้รับ และจากมาตรา 63(2) เรื่องการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตน ของ พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับแก้ไขนั้น ล่าสุด สปส.ได้จัดทำข้อกำหนดในการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนแล้วเสร็จ ทางทางคณะกรรมการแพทย์ได้ลงนามแล้ว โดยอยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกำหนดไว้ว่ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 นพ.สุรเดช กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์การให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้กำหนดให้ผู้ประกันตนทุกคน เข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยการตรวจสุขภาพได้โดยไม่ต้องเสียค่
ตามที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมปรับปรุงจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม กรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน เป็นต่ำสุดมี 2 แนวทางคือ 3,600 บาท หรือ 4,500 บาท และสูงสุดเป็น 20,000 บาทต่อเดือน และกรณีมาตรา 39 ซึ่งเดิมใช้ฐานค่าจ้างที่ 4,800 บาทต่อเดือน อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับเพิ่มมาเป็นที่ 7,800 บาท หรือ 6,700 บาทต่อเดือน เป็นการพิจารณาปรับเพิ่มในรอบ 26 ปีนั้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ ที่โรงแรมเบย์ ถ.ศรีนครินทร์ ทางเครือข่ายฯจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการปรับปรุงกรณีผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างบริษัทตามมาตรา 33 แต่หลังจากที่ลาออก ได้ส่งเงินต่อเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ โดยกลุ่มนี้จะรวมทั้งผู้รับบำเหน็จ ซึ่งสามารถสมัครเข้ามาตรา 39 ได้ แต่ไม่รวมผู้ที่รับเงินบำนาญกองทุนชราภาพ จะไม่ได้สิทธิอื่นๆอีก โดยเฉพาะสิทธิรักษาพยาบาลจะถูกย้ายไปอยู่ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ทางเครือข่ายฯเห็นว่าควรเปิดโ
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.ชาตรี บานชื่น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)การแพทย์ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดการแพทย์ พิจารณาทบทวนบัญชีประกาศแนบท้าย หลักเกณฑ์สิทธิการักษาทันตกรรมผู้ประกันตน ของสำนักงานประกันสังคม ตามที่มีผู้เรียกร้อง เพราะมองว่า การเพิ่มสิทธิค่าบริการทันตกรรม 900 บาทต่อปี จากเดิม 600 บาท แต่มีการกำหนดบัญชีแนบท้าย จะทำให้เป็นการจำกัดวงเงิน และได้รับสิทธิที่น้อยลงนั้น ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีมติให้ยกเลิกประกาศแนบท้าย กล่าวคือ ให้ผู้ประกันตนได้สิทธิเบิกค่าบริการทันตกรรมได้ 900 บาทต่อปี โดยไม่มีเงื่อนไข ขณะเดียวกันจะมีการประสานหารือร่วมกับสถานพยาบาลภาครัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) และสังกัดภาครัฐอื่นๆ เพื่อขอความร่วมมือในการเบิกจ่ายตรงคล้ายๆสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยผู้ประกันตนไปใช้สิทธิทันตกรรมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย แต่ให้ทางสถานพยาบาลภาครัฐมาทำการเบิกกับทาง สปส. แทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 900 บาท โดยการใช้บริการแต่ละกรณี ทั้งอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน
