ผู้สูงอายุ
“พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล” บริการรับจ้างตอบโจทย์สังคมสูงวัย จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทย ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยใกล้จะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แน่นอนเมื่อสังคมเปลี่ยน อะไรหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนตาม หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็มีการเกิดใหม่ของธุรกิจ หรือบริการต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทในสังคมด้วย “บริการรับจ้างพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล” ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ บริการที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสัมคม โดยครูอ๊อด – วรรณวิภา มาลัยนวล วัย 58 ปี ผู้ให้บริการรับจ้างพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงที่มาที่ไปของบริการนี้ว่า เมื่อก่อน เธอเคยเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง แต่เออร์ลี่ รีไทร์( early retire ) ออกมาก่อน จึงหันมาเป็นครูสอนโยคะ และได้ทำงานร่วมกับกลุ่มพีซฟูล เดธ ( peaceful death ) ชื่อโครงการชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี ปกติ คุณอ๊อดจะเป็นคนพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลเป็นประจำ ผู้ป่วยที่มาใช้บริการโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่เดินทางมาคนเดียว เธอจึงเห็นว่า ผู้สูงอายุยังไม่ค่อยเข้าใจขั้น
ปู่วัย 93 อดีตช่างปั้นโอ่งมังกรแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง นำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นไก่ไทยสายพันธุ์ต่างๆ สวยแถมราคาถูก ได้แรงบันดาลใจจากไก่ทรงเลี้ยงของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไก่แจ้สายพันธุ์ไทยและสายพันธุ์ญี่ปุ่น ไก่โต้ง ไก่ชน เหล่านี้ ดูลักษณะเหมือนกับมีชีวิตที่กำลังสยายปีก สยายหาง ทั้งหางตั้งที่บ่งบอกถึงไก่แจ้สายพันธุ์ญี่ปุ่น ส่วนหางโง้งลงเป็นสายพันธุ์ไทย ทั้งตัวผู้และตัวเมียที่มีสีสันสวยงาม เป็นผลงานการประดิษฐ์ของ นายสมบัติ ปุยอ๊อก คุณปู่วัย 93 ปี ชาวตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อดีตช่างปั้นและเขียนลายโอ่งมังกร แห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เมืองราชบุรี หรือรุ่นบุกเบิกความรุ่งเรืองของโอ่งมังกรราชบุรี ก่อนจะยอมถอยอำลาอาชีพที่ทำมาชั่วทั้งชีวิตที่ยาวนานกว่า 74 ปี ด้วยความถดถอยของสังขารตัวเอง ได้วางดินปั้นโอ่งและเขียนลายมังกรบนโอ่ง กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว เปิดร้านขายของชำและใช้เวลาว่างนำขวดโพลาริสพลาสติกที่เหลือใช้มาแปรรูปให้เป็นไก่แจ้และไก่ชน ที่หลายๆ คนเห็นแล้วต้องยิ้ม เพราะเสมือนไก่ของคุณปู่ทุกตัวมีชีวิต จากการตัดการประดิษฐ์ที่คุณปู่ได้ใส่ใจลง
ยายวัย 86 ขายขนมเลี้ยงลูก 4 คน ตั้งแต่ยังสาว บอก “ฉันยังไหว ไม่อยากเป็นภาระลูกๆ” เมื่อสัปดาห์ก่อนเส้นทางเศรษฐีออนไลน์มีโอกาสผ่านไปแถวถนนสุขุมวิท ได้พบกับร้านขนมไทยในตำนานที่ทุกคนในละแวกนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี “ยายกิมฮวย – อนงค์ บุญยา” วัย 86 ปี พื้นเพชาวไทยเชื้อสายจีน เจ้าของรถเข็นขายขนมไทยโบราณเล็ก ๆ ที่สุขภาพยังแข็งแรงเกินอายุ สามารถหยิบจับอะไรได้อย่างคล่องแคล่วถนัดมือ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มคอยต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาซื้อขนมอย่างไม่ขาดสาย “รับอะไรคะ ?” คุณยายพูดทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งของยาย กิมฮวยวัยใกล้เข้าเลข 9 ท่านนี้ ย้อนความหลังไปเมื่อ 50 กว่าปีก่อนว่า เริ่มขายขนมมาตั้งแต่อายุ 28 เพราะสามีเสียชีวิต ครอบครัวไร้เสาหลักขาดรายได้ บวกกับมีภาระเลี้ยงดูลูกทั้งหมด 4 คน ไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไรให้มีเงินพอใช้จ่าย แต่โชคยังเข้าข้างที่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้รับเอาขนมไปขายพอมีรายได้อยู่บ้าง หลังจากรับขนมมาขายได้ไม่นาน เกิดความคิดที่อยากจะทำขนมเอง จึงได้ขอร้องให้ทางร้านช่วยสอนให้ แต่กลับไม่เป็นดั่งหวัง เพราะการสอนทำขนมครั้งนี้ต้องจ่ายสตางค์ให้กับทางผู้
บาริสต้าวัย 70 โชว์ความเก๋า รังสรรค์ความอร่อยด้วยสองมือ บดกาแฟเองทุกเมล็ด ช่วงนี้หากใครได้ไปเดินเล่นแถวถนนมหาพฤฒาราม คงต้องสะดุดตากับร้านกาแฟเปิดใหม่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพงนัก เพียงออกประตูหนึ่ง เดินตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร จะพบกับร้าน ‘Mobidrip x Mother Roaster’ (โมบิดดริป มาเธอร์ โรสเทอร์) ร้านกาแฟขนาดเล็กที่เรียกกันว่า “Coffestand แค่สั่งซื้อแล้วกลับ” แต่ที่แห่งนี้ยังมีที่ให้นั่งได้ถึงสี่ที่ นับเป็นการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัวน่าเหลือเชื่อ แม้การจราจรบนท้องถนนจะวุ่นวาย แต่ภายในร้านแห่งนี้ยังคงมีกลิ่นอายของความสงบ ความอบอุ่น และความเป็นกันเองระหว่างบาริสตากับผู้ดื่มกาแฟได้เป็นอย่างดี สามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาลิ้มลองรสชาติของกาแฟได้อย่างไม่ขาดสาย ด้วยลีลาการบด การชงกาแฟรูปแบบใหม่ของคุณแม่บาริสต้าวัย 70 ปี “กาแฟทุกร้านอร่อยหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกใจคนดื่มหรือเปล่า มันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลมากๆ เพราะคนเราต่างมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเขากินของเราแล้วถูกใจเขาก็จะกลับมาหาเรา แต่ถ้าไม่ ก็แค่ครั้งเดียวที่จะได้เจอกัน” หนึ่งในคำบอกเล่าของคุณแม่บาริสต้าม
2 ชีวิตบนความทุกข์ ตาหูหนวก หาเลี้ยงยายพิการ ต้องคลานฉี่-อึ อยู่กระท่อมพังๆ รอความเมตตา 2 ชีวิตบนความทุกข์ – เฟซบุ๊กเพจ “นางฟ้าซาลอน” ได้รับเรื่องราวขอความช่วยเหลือ 2 สามี-ภรรยา อยู่กันตามยถากรรมที่ จ.พิษณุโลก จึงเดินทางไปพบ นายวิชา จันทร์หอม อายุ 70 ปี อยู่ที่กระท่อมปลายนา สภาพชำรุดทรุดโทรม ซึ่งหูหนวก ต้องคุยเสียงดังๆ จึงจะได้ยิน โดยมี นางศรีนวล ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก อายุ 70 ปี มีอาการไม่สมประกอบ และพิการจากอุบัติเหตุ ต้องนอนอยู่ในกระท่อม เวลาปวดปัสสาวะ-อุจจาระ ก็จะคลานไป ใช้ชีวิตแบบทรมาน และขณะที่ นางฟ้าซาลอน เดินทางไปถึง คุณยายก็บอกว่าหิวข้าว จึงได้เอาขนมและอาหารให้กิน โดยในแต่ละวัน นายวิชา จะออกเก็บของเก่าขาย ได้สัปดาห์ละประมาณ 400 บาท แต่ก็ยังดีที่เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าคอยหยิบยื่นน้ำดื่มและอาหารให้บ้าง สำหรับผู้ใจบุญ ที่อยากช่วยเหลือ สามารถส่งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน พัดลม ไปให้ คุณตากับคุณยาย ได้ที่ร้านรับซื้อของเก่า เพราะกระท่อมริมทุ่งนาที่อาศัยไม่มีเลขที่ตั้ง หรือสามารถ โทรสอบถามข้อมูลจาก คุณสุภาพ เจ้าของร้านรับซื้อของเก่า เพราะคุณตาหู
ดิวาลี เซ็นเตอร์ ศูนย์สุขภาพชะลอวัยผู้สูงอายุวัยเกษียณ ระดับไฮเอนด์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การทำตลาดเจาะกลุ่มผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกหลานให้ความสำคัญ ดิวาลี เซ็นเตอร์ ได้จับเทรนด์ผู้สูงอายุของไทย เนรมิตพื้นที่ 3 ไร่ จัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย แบบองค์รวมและครบวงจร ที่การก่อสร้างและอุปกรณ์ได้มาตรฐานสากล โดย คุณกิติมา หัตถีรัตน์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดิวาลี เซ็นเตอร์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งนี้ว่า เป็นศูนย์บริการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยแบบครบวงจร ตั้งแต่การดูแลสุขภาพทั่วไป การดูแลเชิงป้องกัน และการจัดการด้านโภชนาการ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยตรง นักกายภาพ นักโภชนาการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลมากประสบการณ์ โดยบริการประกอบด้วย การตรวจหาภูมิแพ้ในร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลัน และการแพ้แบบเรื้อรัง หรือแบบแฝง จำนวน 222 ชนิด วิเคราะห์ แนะนำ และจัดโภชนาการที่เหมาะสมรายบุคคล ตรวจประเมินร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ การประเมินโครงร่างกร
ยายอยู่ตัวคนเดียว.. หาบขนมเลี้ยงชีพ ขายไม่ค่อยได้ แต่จำต้องสู้ชีวิต ฝืนยื้มทั้งน้ำตา เป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างพากันแชร์ออกไปจำนวนมาก หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊ก Much Nannaphatโพสต์บอกเล่าเรื่องราวของคุณยาย คนหนึ่ง ที่แม้อายุมากแล้ว แต่ยังต้องสู้ชีวิต เพราะอยู่ตัวคนเดียว ลูกและสามีเสียชีวิตไปหมดแล้ว ทำให้ต้องดูแลตัวเอง โดยสมาชิกเฟซบุ๊กรายนี้ ระบุเรื่องราวว่า “ตอนแรกที่เห็นคือคุณยายนั่งอยู่หน้าศาลพระภูมิวินรถตู้ข้างเมเจอร์รังสิต นั่งคนเดียวอย่างในรูป กวักมือเรียกคนที่เดินผ่านไปมาแต่ก็ไม่มีใครสนใจเลยสักคน เลยเดินเข้าไปหาคุณยาย คุณยายน่าสงสารมาก ยายชื่อบอน พูดไปจะร้องไห้ไป ยายบอกลูกกับสามีตายหมดแล้ว เหลือตัวคนเดียว มาจากสุรินทร์ ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะไม่มีคนเลี้ยงดู ไม่มีญาติ ยายขายขนมแถวฟิวเจอร์-เมเจอร์รังสิต ยายบอกขายไม่ค่อยได้หรอก แต่ก็ต้องขายต้องสู้ชีวิต เพราะไม่มีจะกิน สีหน้าตอนพูดคือยายยิ้มแต่น้ำตาปริ่ม เราคนคุยด้วยเรายังจะร้องไห้ตามเลย ใครที่ผ่านมาแถวนี้ช่วยอุดหนุนยายหน่อยนะคะ ยายน่ารักมาก ขนมที่ยายขายมีหลายอย่างเลย ห่อละ 35 บาท 3 ห่อ 100”
คลังผุดโครงการ “เกื้อกูลผู้สูงวัย สังคมไทยน่าอยู่” วอนคนแก่ฐานะดีสละเบี้ยยังชีพ พร้อมรับใบประกาศเกียรติคุณพ่วงลายเซ็นนายกฯ เหรียญพระคลังมหาสมบัติ และสิทธิลดหย่อนภาษี ลุ้นยอดแตะ 2 ล้านราย ดันเบี้ยยังชีพเพิ่มเป็น 1 พันบาทต่อเดือน คลังวอนคนแก่ฐานะดีสละเบี้ยยังชีพ – นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เปิดตัวโครงการ “เกื้อกูลผู้สูงวัย สังคมไทยน่าอยู่” เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยที่มีความพร้อมหันมาช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนกว่า โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะสามารถรองรับการเป็นสังคมผู้สูงวัยของประเทศ และจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวด้วย โดยคลังขอเชิญชวนให้ผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพอยู่ในปัจจุบันและมีฐานะทางการเงินมั่นคง มาบริจาคเบี้ยยังชีพที่ได้รับ เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือการยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า จำนวน 4.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ 90% หรือ 3.9 ล้านคนอยู่ในภาวะยากจนและมีความเป็นอยู่อย่างขัดสน จำนวน 2 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย
ยิ่งกว่าถูกหวย! ธอส.เตรียมออกสลากออมทรัพย์ หลัง พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศและมีผลบังคับใช้ หวังเพิ่มสัดส่วนเงินฝากระยะยาวให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เล็งจ่ายรางวัลแบบกระจาย หรือจ่ายรางวัลที่ 1 สูงถึง 20 ล้านบาท พร้อมนำมาใช้ลดดอกเบี้ยกู้บ้านได้ด้วย ธอส. : นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งทำให้ธนาคารสามารถจำหน่ายสลากออมทรัพย์ ธอส. เพื่อเพิ่มสัดส่วนของเงินฝากระยะยาวให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อ เพิ่มอำนาจการออกพันธบัตรให้เป็นของคณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารซึ่งช่วยให้มีความคล่องตัวในการออกพันธบัตรยิ่งขึ้น และยังรองรับการให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุในรูปแบบรีเวิร์ส มอร์ทเกจ (Reverse Mortgage) นายฉัตรชัย กล่าวว่า ธอส.เตรียมออกสลากออมทรัพย์งวดแรก 5 หมื่นล้านบาท อายุ 3 ปี และ5 ปี หากพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 1 ปีนี้ น่าจะเปิดขยายสลากได้ภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยเปิด
คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกมีความสำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและเป็นหนึ่งในกลไกพัฒนาเศรษฐกิจไทยในภาคการผลิต ปัจจุบันประเทศไทยกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ Value-Based Economy ด้วยโมเดล “ประเทศไทย 4.0” ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นไทยจะเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าคุณภาพเหมือนในอดีตไม่ได้แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกไทยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมทั้งด้านความคิด การออกแบบ การพัฒนาสิ่งใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และโนฮาว มาบูรณาการเข้าด้วยกัน เป็นการเดินหน้าพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่มีทั้งคุณภาพและความโดดเด่นเฉพาะตัวในอาเซียน กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเดินหน้ายกระดับความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยการขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Creative Thailand : สร้างสรรค์ สร้างชาติ เพื่อพัฒนาตลาดส่งออกสินค้านวัตกรรมและการออกแบบไทยให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แผนงานนี้มุ่งสร้างคว
