มะเร็ง
โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของประชากรไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศชาย 3 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศหญิง 3 อันดับแรก คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี นพ. ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า มะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ในที่สุดจะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง คือ 1. สิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด 2. พฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียม 3. พันธุกรรม
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมงานประสบความสำเร็จในการวิจัย สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากต้นรัก ซึ่งสามารถต่อยอดพัฒนาใช้ต้านมะเร็ง ต้านไวรัส และต้านการอักเสบในอนาคต โดย ดร.ภญ.สุภาวดี พาหิระ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แถลงเปิดตัวงานวิจัยดังกล่าว ซึ่ง ดร.ภญ.สุภาวดี กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยต้นรักในส่วนต่างๆ ได้แก่ ดอก ผล และยาง แล้วทำให้สารสกัดบริสุทธิ์ โดยเฉพาะการสังเคราะห์สารบริสุทธิ์จากยางต้นรัก พบว่าสารดังกล่าวสามารถยับยั้งการทำงานของโปรตีนที่จำเป็นต่อการเติบโตของมะเร็งในภาวะที่ขาดออกซิเจน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่เฉพาะเจาะจงกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ของมนุษย์ในช่วงเริ่มต้นของการติดเชื้อ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ที่สำคัญต่อกระบวนการอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นผลงานวิจัยครั้งแรกที่ค้นพบในวงการแพทย์ของประเทศไทย ดร.ภญ.สุภาวดีกล่าวอีกว่า งานวิจัยเหล่านี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดเส้นทางใหม่ในการค้นคว้าวิจัยต้นรัก ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ใน
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) แถลงข่าวเรื่อง “เตือนภัยยาที่มีพิษต่อตับ” ว่า ภาวะตับอักเสบ เป็นภัยสุขภาพที่หลายครมองข้าม ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรัง และชนิดเฉียบพลัน โดยสาเหตุเกิดจากยาหลายชนิด โดยเฉพาะคีโตโคนาโซล ยาฆ่าเชื้อรา ชนิดรับประทาน และพาราเซตามอล ซึ่งพาราฯ เป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่มีการใช้ในปัจจุบัน แต่ที่ต้องเตือนเพราะหากรับประทานไม่ถูกวิธี เกินขนาดเป็นเวลานานจะเกิดพิษต่อตับๆ ล่าสุดมีรายงานว่าเกิดปัญหาในเด็กมากขึ้น ทั้งเจตนาฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุกินเกินขนาด กว่า 1 พันคนต่อปี อายุน้อยสุด 1 ขวบ เพราะพ่อแม่ ให้ยาลดไข้พาราฯ เกินขนาด ส่วนหนึ่งมาตากฉชากยาไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าปริมาณที่รับมากเกินไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา( อย.) แจ้งว่าจะมีการทบทวนตั้งแต่ 2557 แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนยาคีโตโคนาโซนล่าสุดบริษัทผู้ผลิตได้ทำเรื่องขอยกเลิกยาในหลายประเทศ และอยู่ระหว่างการเรียกคืนเนื่องจากมีพิษต่อตับมากเช่นกัน แต่ในส่วนของประเทศไทยยังมีการใช้อยู่ถึง 89 ทะเบียนยา รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ คณะแพทยศาสตร์ ม
