ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย ธุรกิจรับจ้างผลิตรถยนต์ไฟฟ้า อาจต้องเผชิญความท้าทาย กระแสการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจรับจ้างผลิตรถ EV หรือ EVCM (EV Contract Manufacturing) บนแพลตฟอร์มแบบเปิด ซึ่งเปิดกว้างให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดรถ EV โดยอาศัยจุดแข็งของเครือข่ายพันธมิตร EVCM ทั่วโลกในการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มรถ EV และเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้มีแนวโน้มเผชิญกับโจทย์ด้านการสร้างฐานลูกค้า แนวโน้มอุปทานและการแข่งขันที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กระแสความสนใจลงทุนผลิตรถ EV ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้อุปทานเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าอุปสงค์รถ EV โดยคาดว่ากำลังการผลิตรถ EV โลกในปี 2568 น่าจะแซงหน้ายอดขายรถ EV ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ แนวโน้มการแข่งขันด้านการพัฒนาบริการหรือซอฟต์แวร์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรถ EV จะยิ่งทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งส่งผลไปยังออร์เดอร์การผลิตของธุรกิจ EVCM ซึ่งมีคู่แข่งสำคัญคือค่ายรถกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจ EVCM บนแพลตฟอร์มแบบเปิดยังมีจุดแข็งที่อาจทำ
วิกฤตระลอก 3 ดันยอดใช้งาน โมบายแบงกิ้ง และ อีวอลเล็ต โต การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำธุรกรรมผ่าน โมบายแบงกิ้ง และ อีวอลเล็ต เติบโตเร่งสูงขึ้น โดยจากผลสำรวจของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ผู้บริโภคไทยมีการโอนเงินและชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน โมบายแบงกิ้ง และ อีวอลเล็ต อยู่ที่ 19 ครั้งต่อสัปดาห์ สูงกว่าการใช้งานในช่วงการระบาดระลอกแรกที่มีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 17 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่มีผู้บริโภคกว่า 53.9% มีการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ยอดการซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 350 บาท เน้นการใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค และสินค้าแฟชั่น เหมือนผลสำรวจครั้งก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด ปี 2564 ปริมาณการทำธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินผ่าน โมบายแบงกิ้ง จะขยายตัวราว 80.2-83.5% เร่งขึ้นจากปี 2563 ที่ 79.7% เช่นเดียวกับปริมาณธุรกรรมผ่าน e-Money ที่คาดว่าจะเติบโตราว 15.8-18.0% สูงกว่าปี 2563 ที่ 8.7% ทั้งนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมผ่าน e-Money ที่เร่งตัวขึ้นน่าจะมีแรงผลักดันหลักจากการใช้ G-Wallet (เป๋าตัง) จากโครงการของรัฐ รวมถึงได้รับแรงผลักดันจากผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาทำการตลาดมากขึ้น ผลสำ
วิกฤตระลอก 3 ตัวแปร ยอดขายรถยนต์ในไทย ปี 64 ติดลบ 1.5% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 3 จะส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศไตรมาส 2 ปี 2564 มีจำนวน 150,000-155,000 คัน ลดลงจาก 189,093 คัน ในไตรมาสแรก หรือหดตัว 18.0-20.7% นอกจากนี้ การขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ของค่ายรถยนต์บางค่าย ยังอาจทำให้การผลิตและส่งมอบรถยนต์ล่าช้าออกไป ในไตรมาส 3 คาดว่าตลาดรถยนต์ในประเทศ จะมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการกระจายวัคซีนที่คาดว่าจะทำได้มากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ประกอบกับสถานการณ์การขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าจะกลับมาปกติ ส่งผลให้มียอดขาย 195,000-212,000 คัน หรือขยายตัว 27.9%-39.0% จากไตรมาส 2 ส่วนในไตรมาส 4 มีโอกาสที่ยอดขายรถยนต์จะขยับสูงขึ้นต่อเนื่องไปอยู่ที่ 246,000-264,000 คัน หรือขยายตัว 20.9-29.7% จากไตรมาส 3 โดยมีตัวแปรสำคัญคือการเร่งปูพรมฉีดวัคซีนให้กระจายอย่างทั่วถึงโดยเร็ว สำหรับภาพรวมทั้งปี 2564 ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะอยู่ที่ 780,000-820,000 คัน หรือขยายตัว -1.5% ถึง 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมองว่ากลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากกลุ่ม
ทิศทางการใช้จ่าย สินค้าอาหาร-เครื่องดื่ม ปี 64 ถ้าวิกฤตลากยาว มีโอกาสหดตัว -2.5% จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม จะฉุดรั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ปี 2564 โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในกรณีฐาน หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า (จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ใกล้เคียงกับสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มี.ค. หรือก่อนที่จะมีการระบาดระลอก 3 หรือเฉลี่ยไม่เกิน 100 ราย/วัน) และการกระจายวัคซีนเป็นไปตามแผน และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี การใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอาจมีมูลค่า 2.48 ล้านล้านบาท หรือโต 0.5% ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ลากยาวไปมากกว่า 3 เดือนนี้ หรือมีการแพร่ระบาดที่เป็นคลัสเตอร์กลุ่มใหม่ การกลับมาฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคคงเป็นไปได้ยาก และทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้นจนอาจไม่สามารถประคับประคองสภาพคล่องไปได้มากกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ มีโอกาสที่จะหดตัว -2.5% สินค้าที่น่าจะประคับประคอง
ผ่อนบัตรไม่ไหว ควรทำอย่างไร? ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีคำแนะนำ บัตรเครดิต เป็นเครื่องมือการชำระเงินที่ให้ประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ที่ใช้เป็น ในยุคโควิด มีผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้บัตรเครดิตของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลเกือบ 80% ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จ่ายคืนเต็มจำนวนที่เรียกเก็บตามใบแจ้งยอดในแต่ละรอบบัญชี แต่ใช้วิธีการผ่อนจ่ายอย่างน้อยในอัตราขั้นต่ำตามเงื่อนไของผู้ให้บริการ ซึ่งไม่ผิดกติกาใดๆ และไม่กระทบประวัติทางการเงิน แต่สิ่งที่ควรรู้จาก ‘การผ่อนจ่ายบางส่วน’ คือ ผู้ให้บริการบัตรจะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปีของวงเงินบัตรที่ใช้ไป โดยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รูดบัตรจนถึงวันที่ชำระหนี้ ซึ่งยอดเงินที่ชำระหนี้ในแต่ละงวดจะถูกนำไปหักอัตราดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปตัดเงินต้นที่ค้างชำระ ตัวอย่างหนี้บัตรที่ผ่อนจ่ายขั้นต่ำ 5% ของยอดเรียกเก็บ ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปี จึงจะสามารถจ่ายหนี้ที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีแรกได้หมด ซึ่งถ้ารอบบัญชีที่ 2,3,4,… ยังคงพฤติกรรมการจ่ายหนี้เช่นเดิม โอกาสการคืนหนี้ได้หมดจะยิ่งเลือนลางจากการทบทวีของเงินต้นและดอกเบี้ย 2. หากยังเป็นลูกหนี
วิกฤตโควิดระบาดรอบใหม่ ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือ 1.8% แนะเร่งปูพรมวัคซีน วันที่ 22 เม.ย. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับลดมุมมองต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2564 จากคาดการณ์เดิมที่ 2.6% เป็น 1.8% เนื่องจากสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงกว่ารอบก่อนหน้ามีผลต่อการบริโภคของครัวเรือน ทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความเชื่อมั่น รวมถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2 ล้านคน แม้มีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยคาดว่าภาครัฐจะออกมาตรการต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ภายใต้วงเงินกู้ 1 ล้านล้าน ซึ่งยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 2.4 แสนล้านบาท และเงินจากงบกลางอีกราว 1.3 แสนล้านบาท ด้วยเหตุนี้ การเร่งฉีดวัคซีน จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งหากล่าช้าก็มีความเป็นไปได้ที่การแพร่ระบาดจะยืดเยื้อหรืออาจเกิดการแพร่ระบาดอีกระลอก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติและอาจทำให้ความหวังที่จะเห็นภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวและกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยล่าช้าออกไป ทั้งนี้ ในกรณีที่การแพร่ระบาดย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ โควิดรอบ 3 ท่องเที่ยวรายได้หด เตือน ผปก. เตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลง วันที่ 21 เม.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยข่าว หลังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาชี้ว่า เดือน ก.พ. 2564 การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากเดือน ม.ค. 2564 ซึ่งเป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดระลอกสอง ตลาดไทยเที่ยวไทยก็ถูกซ้ำเติมด้วยการระบาดระลอกสามเมื่อก้าวสู่ไตรมาสที่ 2 ปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รายได้ของตลาดไทยเที่ยวไทยช่วงครึ่งแรกปี 2564 จะหดเหลือ 1.37 แสนล้านบาท หรือหายไป 1.30 แสนล้านบาท จากตัวเลขคาดการณ์เดิม ณ เดือน ม.ค. 2564 ซึ่งอยู่ที่ 2.67 แสนล้านบาท เนื่องจากการระบาดรอบนี้มีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนมากกว่าที่ผ่านมาและกระจายไปหลายจังหวัดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยวางแผนท่องเที่ยวสงกรานต์ ส่งผลให้ธุรกิจนำเที่ยวและโรงแรมที่พักหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการยกเลิกจอง จากความกังวลและความไม่แน่ใจในสถานการณ์และมาตรการควบคุมโรคของแต่ละจังหวัด ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยครึ่งแรกปี 2564 ยังรวมถึงการคาดการณ์ว่ากา
ในภาวะสังคมที่ถูกป่วนด้วยโรคโควิด-19 อาจมีคนไม่น้อยที่กระแสรายรับปั่นป่วนตาม โดยเฉพาะเมื่อถึงรอบรายจ่ายพิเศษที่ต้องใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอมของบุตรหลาน ค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ ซึ่งในกรณีที่เรามีตัวช่วยอยู่แล้วทั้งบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมทั้งยังมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะทยอยจ่ายคืนหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดภายในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เราควรเลือกใช้บัตรไหนดีถึงจะคุ้มค่าหรือประหยัดดอกเบี้ย การเบิกถอนวงเงินจากบัตรเครดิต (ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือถือบัตรไปขอรับเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ หรือทำรายการบนแอพพลิเคชั่นโดยขอรับเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝาก) มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินสด 3% + ภาษี VAT 7% และอัตราดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 16% ตามเพดานอัตราดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ ส่วนการถอนเงินจากบัตรกดเงินสด เรียบง่ายกว่านั้นมาก เนื่องจากคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี โดยทั้งสองบัตรเริ่มคิดดอกเบี้ยจากวันแรกที่ถอน อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีผู้ที่ไม่มีบัตรกดเงินสดและต้องการสมัครขอบัตรใหม่ คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า บัตรกดเงินสดเป็นสิน
สงกรานต์ปีนี้ คนกรุง ระวังการใช้จ่าย เน้นสังสรรค์ที่บ้าน แนะร้านอาหาร ออกโปรโมชั่นดันยอดขาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สงกรานต์ปี 2564 คนกรุงเทพฯ ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน 5,700 บาท (คำนวณที่วันหยุดเฉลี่ย 6 วัน) ส่งผลให้เม็ดเงินใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท หดตัว 4.0% เมื่อเทียบกับสงกรานต์ปี 62 (ปี 63 มีการเลื่อนวันหยุดสงกรานต์) ผู้บริโภคยังคงกังวลกับรายได้ในอนาคต และใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แม้ว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในช่วงสงกรานต์ โดยอาจหนุนการใช้จ่ายสินค้าบางกลุ่มโดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม แต่กิจกรรมอื่น เช่น ท่องเที่ยว เดินทางกลับภูมิลำเนา และช็อปปิ้ง ยังคงมีการปรับลดการใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังกังวลสถานการณ์โควิด-19 โดยคนกรุงส่วนใหญ่เลือกสังสรรค์รับประทานอาหารที่บ้าน รองลงมาคือที่ร้านอาหาร และสั่งผ่าน Food Delivery ซึ่งผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรการสาธารณสุข ควบคู่กับโปรโมชั่นด้านราคา น่าจะมียอดขายเข้ามาช่วยประคองธุรกิจได้ในช่วงเวลานี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เศรษฐกิจไทยปี 64 ผ่านพ้นช่วงลำบากสุดแล้ว แต่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในด้านรายได้หรือยอดขายธุรกิจหลักต่างๆ ของไทยในปี 2564 นั้น ในบางธุรกิจแม้จะฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2563 ตามทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวม เช่น ยอดขายค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ยอดขายรถยนต์ การใช้จ่ายด้านโรงแรมที่พักและบริการร้านอาหาร ตามความต้องการของผู้บริโภค แต่การฟื้นตัวยังเป็นอัตราที่น้อย ขนาดหรือระดับก็จะยังไม่กลับไปเท่ากับ ณ ปี 2562 เพราะกำลังซื้อของชนชั้นกลางลงล่างยังเปราะบางอยู่มากจากความเสี่ยงด้านรายได้และการมีงานทำ นอกจากนี้ ในบางธุรกิจยังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากจากยอดขายที่อาจลดลงไปอีกในปี 2564 ได้แก่ ธุรกรรมการโอนที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากการชะลอการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งรายได้การท่องเที่ยว ที่การเดินทางระหว่างประเทศยังมีข้อจำกัดอยู่มากแม้จะเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นก็ตาม นั่นหมายความว่า เส้นทางการฟื้นตัวของแต่ละธุรกิจยังเกิดขึ้นแบบไม่ทั่วถึง ไม่เพียงโจทย์ด้านกำลังซื้อที่ฉุดยอดขาย การเปลี่ยนแปล
