สกินแคร์
ครั้งแรกของตลาดสกินแคร์ ‘คิวท์เพรส’ เปิดตัวกลุ่มสินค้าเสริมสร้างปราการผิว “CI-LAB SENSITIV” ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ที่คิดค้นเพื่อคนเมืองร้อนชื้นโดยเฉพาะ ตอกย้ำแบรนด์คอนเซ็ปต์ ‘Tropical Life is Beautiful’ ‘คิวท์เพรส’ (Cute Press) เดินเกมรุกตลาดสกินแคร์ส่งท้ายปี จับ Pain Point คนเมืองร้อนชื้นที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ลุยเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘CI-LAB SENSITIV’ (ซี-แล็บ เซนซิทีฟ) สกินแคร์สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ที่คิดค้นเพื่อคนเมืองร้อนชื้นเป็นครั้งแรกของตลาด! ตอกย้ำแบรนด์คอนเซ็ปต์ ‘Tropical Life is Beautiful อยู่เมืองร้อน อยากสวยต้องได้สวย’ ชูจุดเด่นอ่อนโยนขั้นสุด ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และผ่านการพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง* มีนวัตกรรม SUB-MICRON BARRIER RESCUE COMPLEX เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ผสาน 4 สารบำรุงเข้มข้นในอนุภาคเล็กพิเศษขนาด SUB-MICRON ซึมลึกเข้าไปบำรุงถึงชั้นเซลล์ผิว (ผิวชั้นนอก) ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงอย่างพิสูจน์ได้ ที่สำคัญ เนื้อสัมผัสถูกออกแบบมาให้เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองร้อน มีให้เลือกใช้ครอบคลุม
สกินแคร์ เพื่อคนแพ้ง่าย! Yerpall สร้างคอนเทนต์ ยังไงให้ปัง บน TikTok คุณกฤติยาณี มูสิกะ เจ้าของและกรรมการผู้จัดการแบรนด์ Yerpall Thailand เล่าถึงจุดเริ่มต้นแบรนด์สกินแคร์สําหรับผู้ที่มีสภาพผิวบอบบางแพ้ง่าย ให้ฟังว่า เริ่มจากความสนใจส่วนตัวที่ชื่นชอบสกินแคร์แต่แพ้ง่าย จนไปเจอหนทางทำให้สภาพผิวกลับมาดีเหมือนเดิม ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิวที่บอบบางโดยเฉพาะ ให้กับทั้งตัวเองและลูกค้าที่มีปัญหาผิวที่เหมือนกัน โดยเริ่มขายให้คนใกล้ตัว จนได้รับเสียงตอบรับที่ดี จึงลองลุยตลาดออนไลน์ในหลายๆ แพลตฟอร์ม แต่ผลตอบรับกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด จนเริ่มเข้ามาบน TikTok ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการโฆษณา แต่สามารถสร้างสตอรี่ของแบรนด์ได้ “ทุกแพลตฟอร์มมีโอกาส แต่เราอาจจะเข้ามาช้าไป สำหรับเรา TikTok ยังสดใหม่ มีการเติบโตของผู้ใช้สูงมาก ในขณะที่ผู้ประกอบการเพิ่งเริ่มเข้ามาทำตลาดบน TikTok ทำให้เราตัดสินใจลุยเข้าไปในเส้นทางนี้เลย” คุณกฤติยาณี เล่า ก่อนเล่าต่อ สิ่งที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จคือ การสร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้เกี่ยว
ซัคเซสมอร์ ลุยตลาดความงาม เปิดตัว S Mone’ Brightening Cream สกินแคร์ใหม่ล่าสุด ด้วยเทคโนโลยี NIO VCS เปิดออร่าผิวสวย ปิดต้นเหตุผิวหมองคล้ำกระจ่างใสภายใน 14 วัน ซัคเซสมอร์ สบช่องกำลังซื้อคึกคักหลังโควิดขาลง เปิดตัว S Mone’ Brightening Cream ภายใต้แนวคิด “เผยผิวสวย ปิดต้นเหตุผิวหมองคล้ำ” ผิวหน้ากระจ่างใสภายใน 14 วัน เพราะปัญหาผิวหมองคล้ำ มักเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคกังวล ซัคเซสมอร์ จึงได้ค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจท์ยความต้องการของผู้บริโภค และแก้ปัญหาให้ตรงจุดเหนือกว่าโดยใช้เทคโนโลยี NIO VCS เป็นวิตามินซีในรูปแบบ Encapsulate เป็นวิตามินซีที่เสถียรและมีผลทดสอบที่ให้ผลดีกว่าวิตามินซีทั่วไปถึง 10 เท่า และสารสกัดหลักจาก Fullerene, Cinderella Care, Fermented Honey และสารสกัดอื่นๆ อีก 7 ชนิด ที่ช่วยดูแลปัญหาผิวอย่างครอบคลุม ยับยั้งการทำงานของเม็ดสีเมลานิน ริ้วรอยดูตื้นขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน ลดสาเหตุผิวหมองคล้ำ พร้อมเผยผิวใหม่ที่แลดูกระจ่างใส นายแพทย์สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) ห
ศรีจันทร์ รุกตลาดสกินแคร์ ปูทางเป็นแบรนด์ Beauty Solution เต็มรูปแบบ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ความงามของไทยว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดมีมูลค่ารวมประมาณ 1.447 แสนล้านบาท ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดนี้ ตลาดสกินแคร์ยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 57% ในขณะที่กลุ่มเมกอัพมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 15% ทั้งนี้ หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ออกนอกบ้าน ท่องเที่ยว คนทำงานเริ่มกลับมาทำงานแบบ On-site มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกลับมาจับจ่ายใช้สอยทั้งในส่วนของเมกอัพและสกินแคร์เพื่อการดูแลใบหน้าและผิวพรรณมากขึ้น ทำให้ตลาดเกิดการเคลื่อนไหวในทางบวก เห็นได้จากหลายแบรนด์ในตลาดเริ่มใช้จังหวะนี้เปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั่วประเทศ ศรีจันทร์ ชี้กำลังซื้อเริ่มกลับ ย้ำผู้บริโภค “สวยก่อน พร้อมกว่า” “จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมตลาด ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อน เพราะผู้คนเริ่มใช้ชีวิตปกติ ดังนั้น กิจกรรมที่เคยทำก่อนช่วงเกิดโควิดจึงเริ่มกลับมาถูกให้ความสำคัญอีกครั้ง จากที่เคย
สมุนไพรสุภาภรณ์ ‘ตำนานสกินแคร์’ ส่งต่อ Gen 3 ธุรกิจกงสีที่เน้นค่อยๆ โต แต่ยั่งยืน สมุนไพรสุภาภรณ์ กับการบริหารธุรกิจของทายาทรุ่นที่ 3 คุณมะตูม อัคเรศ สุขตลอดชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือสุภาภรณ์ หรือ Supaporn Group หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศมาหลายปี สู่แนวคิดที่จะมาปลุกธุรกิจครอบครัวสู่เส้นทางที่มั่นคงและยั่งยืน คุณมะตูม เล่าถึงการเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวของคุณย่า (คุณสุภาภรณ์ สุขตลอดชีพ) ที่คิดสูตรผงขมิ้นขัดหน้า เริ่มจากการนำผงขมิ้นมาบรรจุใส่ถุงพลาสติกเพื่อทำผงขัดหน้าออกมาจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนาสูตรด้วยตนเอง จนกลายมาเป็น ‘สมุนไพรสุภาภรณ์’ และต่อยอดมาถึงทายาทรุ่นที่ 2 (คุณปู อรพรรณ สุขตลอดชีพ) ได้พัฒนาสินค้าในระดับ OTOP ให้เป็นที่ยอมรับของคนไทยทั้งประเทศ และเพิ่งช่องทางขายผ่านหน่วยรถ (Distributor) ของตนเอง หากย้อนไปเมื่อ 55 ปีที่แล้ว แบรนด์สุภาภรณ์เริ่มต้นจากร้านซาลอนย่านตลาดพลู ใช้แนวคิดการเติบโตด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง และมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องสมุนไพรและคุณภาพในราคาจับต้องได้ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาดในต่างจังหวัด และตีตลาดขยายไปทั่วประเทศ พร้อมเข้า
LUFFALA สกินแคร์ จากสมุนไพรพื้นถิ่น เป็นมิตรต่อสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ดี ให้ชุมชน ใกล้เทศกาลปีใหม่เข้ามาทุกที หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญที่จะมอบแทนคำอวยพรและแทนคำขอบคุณให้กับคนรู้จักหรือคนรู้ใจทั้งหลาย ซึ่ง สกินแคร์และเครื่องหอม นับเป็นหนึ่งในของขวัญที่นิยมในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นครีมอาบน้ำ ครีมทาผิว ครีมทามือ เทียนหอม ถุงหอม หรือน้ำมันหอมระเหย ที่ซื้อง่าย สามารถสร้างบรรยากาศและความประทับใจดีๆ ให้แก่ผู้รับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปที่ชุมชนหนองแฟบ จังหวัดระยอง กับ GC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จนไปเจอเข้ากับ LUFFALA หนึ่งในโครงการสำคัญของ GC ที่ช่วยพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้แก่แม่บ้านในชุมชนหนองแฟบ คุณแอ๋ว สนิทวาจา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองแฟบ เล่าว่า LUFFALA เป็นโครงการที่ GC ร่วมกับทางเจ้าอาวาสวัดหนองแฟบ ได้เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้แก่แม่บ้านชุมชนหนองแฟบที่ว่างจากการทำเกษตรกรรม โดยใช้อัตลักษณ์พื้นถิ่น อย่าง สมุนไพรของจังหวัดระยอง มาผสมผสานกับกลีเซอรีนระดับฟาร์มาซูติคอลเกรด วัตถุดิบคุณภาพสูง จาก GC Group เกิดเป็นผลิตภัณฑ์สกิ
The 1 ชี้ ตลาด ผลิตภัณฑ์ความงาม ระดับเพรสทีจ โตสูงยุคหลังโควิด แนะ 4 กลุ่มพฤติกรรมบิวตี้เลิฟเวอร์ สู่ กลยุทธ์กุมหัวใจผู้บริโภค นางสาวหรรษา วงศ์สิริพิทักษ์ Head of Marketing – The 1 กล่าวว่า The 1 Insight นำเสนอเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคโควิด-19 ต่อกลุ่มสินค้าประเภท Beauty ซึ่งมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงหลักอยู่ที่การถูกจำกัดและลดการเดินทางพบปะผู้คนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เริ่มด้วย 4 เทรนด์พฤติกรรมหลัก ได้แก่ ใช้จ่ายกับผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์มากขึ้นและแต่งหน้าน้อยลง ซึ่งเกิดจากการที่ผู้คนอยู่บ้านมากขึ้นและใส่หน้ากากอนามัยเสมอเมื่อออกนอกบ้าน ยืนยันด้วยตัวเลขยอดขายสกินแคร์ที่เติบโตถึง 11% ในขณะที่ยอดขายในกลุ่มเมกอัพตกลง 17% พร้อมแนะอีกหนึ่งโอกาสที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำหอมที่เติบโตสวนทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญและขัดกับความเข้าใจด้านพฤติกรรมโดยทั่วไป คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เมื่อต้องออกนอกบ้านและพบปะผู้คน เพราะในยุคโควิดหลังปี 2019 เป็นต้นมา ยอดขายน้ำหอมกลับโตถึง 12% โดยเหตุผลส่วนหนึ่งมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า น้ำหอมได้กลายเป็น Affordable Luxury ที่ช่วยบำบัดจิตใจให
แรงบันดาลใจจากพ่อ “SHAN (ฉัน)” สกินแคร์ออร์แกนิกไทย สร้างจุดต่างเบลนด์กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ท่ามกลางผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิวชื่อดังมากมาย รู้มั้ยมีหนึ่งแบรนด์สกินแคร์ของไทยที่กำลังทำตลาด โดยหวังว่าแบรนด์นี้จะเข้าไปอยู่ในใจทุกคน คุณปาล์มมี่-ธัชมาภรณ์ จันทร์จำรัสแสง คือเจ้าของแบรนด์ SHAN ที่แปลว่า ตัวฉัน สกินแคร์ออร์แกนิกที่เกิดจากความรักของลูกที่มีต่อพ่อ และอยากส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นๆ ด้วย แบรนด์ฉันก่อตั้งธุรกิจมาได้ประมาณ 2 ปี แต่ก่อนหน้านี้เธอเคยทำงานประจำอยู่ในบริษัทเอเยนซี่มานาน 10 ปี จากนั้นโยกย้ายไปอยู่ฝ่ายการตลาด จนผู้เป็นพ่อเริ่มป่วยเป็นมะเร็ง “คุณพ่อต้องรักษาด้วยการทำคีโม ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียง คือผิวแห้งแตกง่าย ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีมากๆ ได้ ลองให้คุณพ่อใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ สภาพผิวดีขึ้น ไม่แสบ ไม่แพ้ เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจทำสกินแคร์ออร์แกนิก” คุณปาล์มมี่ เล่าถึงแรงบันดาลใจ คุณปาล์มมี่เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ดีต่อร่างกายมนุษย์ เธอจึงเริ่มศึกษาข้อมูลจริงจังจนรู้ว่า ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากต่างประเทศส่วนใหญ
จากกรณีที่ สกินแคร์ยี่ห้อดัง ออกแคมเปญ 1 โพสต์บริจาค 10 บาท โดยระบุว่า ให้โพสต์รูปขาวดำบนอินสตาแกรม พร้อมทั้งติดแฮชแทก ชื่อยี่อห้อสกินแคร์ดังกล่าว พร้อมชื่อแคมเปญ และมีข้อจำกัดว่า จะบริจาคสูงสุด 100,000 บาท โดยกรณีดังกล่าว มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมาก โพสต์รูปขาวดำ พร้อมติดแฮชแทก ซึ่งก็ไม่เข้าข่ายการบริจาคเนื่องจากเงื่อนไขอยู่บน อินสตาแกรมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความเห็นอีกว่า เมื่อครบ 100,000 บาท หรือ 10,000 รูป ก็น่าจะเข้ามาแจ้ง เพราะจนถึงขณะนี้ คาดว่า มีผู้โพสต์ไปเกินจำนวนดังกล่าวมากแล้ว และผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือ สกินแคร์เจ้าดังนั่นเอง รวมทั้งความเห็นที่ว่า ถ้าอยากจะบริจาคเงิน 1 แสนบาท ก็บริจาคไปเลย ไม่เห็นต้องมาทำแคมเปญแบบนี้ ในขณะที่ บางส่วนก็บอกว่า เงื่อนไขที่ทางสกินแคร์กำหนดมาก็ชัดเจน นักท่องโซเชียลอ่านไม่ดีเอง หรือแม้กระทั่งว่า ถ้าไม่อยากร่วมแคมเปญ ก็เฉยๆ เสีย หรืออย่างกรณี ของเพจดัง “อีเจี๊ยบเลียบด่วน” ก็ออกมาโพสต์ว่า “…ทางสินค้าเค้าก็ไม่ผิด ทางคนร่วมแคมเปญก็ไม่ผิด แต่ใจจริงๆผมว่า จะโปรโมทหรือไม่ ก็ยังได้เงินเข้ามูลนิธินะ ไม่อยากให้ไปต่อว่าทางสินค้า เ
