สอวช
เมื่อ 2 พฤษภาคม 2566 ณ ห้องจามจุรีบอลรูม ชั้น M โรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส BEDO ร่วมกับ สอวช. และ สสว. จัดสัมมนาแนะแนวทางทำธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วย BCG Economy พร้อม เผยแพร่ทิศทางการขับเคลื่อน BCG ไทยสู่สากล อนาคตเศรษฐกิจชีวภาพ และมุมมองจาก ผปก. ต้นแบบ ทั้ง SCG ลำปาง สิงห์เอสเตท และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรปลูกรัก ในการยกระดับธุรกิจด้วยเศรษฐกิจ ชีวภาพ หวังจุดประกาย แนวคิดให้ SME ด้าน BCG เกือบ 5 แสนราย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นกลไก ร่วมขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจ BCG สร้าง GDP เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาทในปี 2570 นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อํานวยการ สํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า สอวช. ร่วมกับ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) จัดงานสัมมนา “ปรับแนวคิดเพื่อเปลี่ยน โลก : ยกระดับ SME ด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ” ในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความรู้ และแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy ของประเทศไทย รวมถึงแนวคิด การดําเนินธุร
สอวช. นำคณะ ดูความก้าวหน้าอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มช. “ดร.กิติพงค์” มั่นใจ สร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม ปั้นผู้ประกอบการ 1,000 ราย 1,000 ล้าน สู่รายได้ประเทศ 1,000 ล้านล้านบาทได้ ผ่านการทำนวัตกรรม สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นำโดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. นำคณะสื่อมวลชนไปยังอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) เพื่อศึกษาดูงานความก้าวหน้าในการใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ปั้นธุรกิจรายย่อยสู่ธุรกิจ 1,000 ล้านบาทได้ โดยมี ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการ STeP และทีมงาน เป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดและนำชมสถานที่ ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า นโยบายหลักของรัฐบาลในเวลานี้คือ ผลักดันให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น หนทางเดียวที่จะไปสู่เป้าหมายได้ คือต้องทำนวัตกรรมโดยเทคโนโลยีต้องเป็นของเราเอง ทั้งนี้ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนากำลังคนด้าน วทน. ไว้มาก หนึ่งในนั้นคืออุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 5 แห่ง โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มช. แห่งนี้ เ
โอกาสของไทย กับ รถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ผปก. ชี้ นโยบายรัฐ ต้องชัดเจน เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดรายการพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ในรายการ Future Talk by NXPO ครั้งที่ 15 ในประเด็น “โอกาสของประเทศไทยกับ EV Conversion” ตามที่ประเทศไทย วางแผนรับมือกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์ของโลก โดยรัฐบาลไทยมีนโยบายกำหนดให้ “ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของภูมิภาค” และวางเป้าหมายในปี ค.ศ. 2030 จะผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% รวมถึงเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่กำหนดให้ไทยผลิตยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง จำนวน 40,000 คัน ภายในปี ค.ศ. 2027 โดยรายการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นายพนัส วัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด และ นายพลพจน์ วรรณภิญโญชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซียูช็อป 1 จำกัด มาร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย ดร.ธนาคาร วงษ์ดี
สู้ น้ำมันแพง ภาครัฐ หนุน สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ครั้งที่ 1/2566 เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม นั้น สอวช. ได้นำเสนอแนวทางการสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงของประเทศไทย และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ของประเทศไทย ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงที่มีราคาสูง การดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าจึงช่วยประหยัดค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงได้ ขณะเดียวกัน ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่สามารถแบกรับภาระซื้อรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงก็จะสามารถดัดแปลงรถเก่าได้ ในส่วนของความพร้อมของประเทศไทยหากจะต้องเปลี่ยนแบบฉับพลัน อาจยังไม่สามารถดำเนินการได้ทั้ง
สอวช. ระดมประดิษฐ์ Face shield ส่งโรงพยาบาลขาดแคลน จังหวัดชายแดนใต้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ปัจจุบันแพร่กระจายไปทั่วโลก และยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยในประเทศไทยเอง มีการติดตามเฝ้าระวัง และออกมาตรการอย่างเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งเชื้อดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ระดมกำลังแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ จัดหาเวชภัณฑ์ และของใช้จำเป็นของบุคลากรทางการแพทย์ ที่เป็นเสมือนด่านหน้าปะทะเชื้อ ดูแลรักษาผู้ป่วยจากไวรัสร้าย ด้วยเหตุนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงได้ระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ และร่วมกันประดิษฐ์ Face shield จำนวน 200 ชิ้น เพื่อมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเบื้องต้นได้นำส่งให้กับโรงพยาบาลปัตตานี จ.ปัตตานี และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
