เกษตร
เกษตรกรต้นแบบกาฬสินธุ์ เปิดสูตรสำเร็จ เลี้ยงกุ้งก้ามกราม “โตเร็ว-ราคาดี” เป็นที่ทราบกันดีว่า กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดในภาคอีสานที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมากที่สุด มีเกษตรกรเลี้ยงประมาณ 1,000 กว่าราย พื้นที่เกือบ 10,000 ไร่ จำนวน 5,000 กว่าบ่อ โดยเลี้ยงกันมากใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอยางตลาด และอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาศัยน้ำจากเขื่อนลำปาว คุณพนิดา ภูทองหล่อ ก็เป็นเกษตรกรรายหนึ่งของตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคุณพนิดามาสานอาชีพนี้ต่อ และยังได้รับเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ปี 2561 โครงการ Smart Farmer จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมประมง คุณพนิดา ภูทองหล่อ สานอาชีพต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ตัวคุณพนิดาเองนั้น หลังจบ ม.6 ก็ไปทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ กระทั่งพ่อแม่เสียชีวิตจึงกลับมาบ้านเกิด เริ่มเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 2 แปลง และเช่าพี่สาวทำนากุ้งอีก 5 ไร่ ซึ่งแต่ละปีคุณพนิดาสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รอบ รอบละ 5 เดือน หักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว รอบหนึ่งๆ มีกำไรหลายหมื่นบาท ทำให้มีชีวิตคว
ก.อุตฯ แนะปี’62 เอสเอ็มอีต้องปรับตัว โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นทั้งผู้ผลิต/จำหน่ายตรงให้ผู้บริโภค ซึ่งกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงที่สุด ชี้ ท่องเที่ยว-เกษตร-ออนไลน์ มาแรง ก.อุตฯ แนะปี’62 เอสเอ็มอีต้องปรับตัว – นายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 2562 เป็นปีที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องปรับตัวตามกระแสของผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นห่วงโซ่การผลิตให้อุตสาหกรรมหลัก และโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นทั้งผู้ผลิต/จำหน่ายตรงให้ผู้บริโภค ซึ่งกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะยังยึดรูปแบบการผลิตและช่องทางจำหน่ายแบบเดิม ไม่ปรับเปลี่ยนตามกระแส ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบายดำเนินมาตรการทางการเงินที่เฉพาะเจาะจงเพื่อให้เข้าถึงเอสเอ็มอีที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะนี้กระแสทางการค้าเปลี่ยนไปโดยเฉพาะการทำตลาดที่มีระบบการค้าขายทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีที่เป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายเริ่มแข่งขันกันสูง มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์มากขึ้น หากยังคงยึดช่องทางจำหน่ายแบบเดิมอาจไม่ทันเหตุการณ์ ส่วนเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตยังมีทิศทางสดใสแ
เข็มในสตรอว์เบอร์รี่ ลามแอปเปิ้ลและกล้วย ออสเตรเลียบังคับใช้เครื่องตรวจโลหะก่อนส่งออกสตรอว์เบอร์รี่ เข็มในสตรอว์เบอร์รี่ – ตำรวจออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบเข็มเย็บผ้าถูกซ่อนอยู่ในแอปเปิ้ลและกล้วย หลังจากที่ผู้คนทั่วประเทศตื่นตระหนกกับเหตุการณ์พบเข็มซ่อนอยู่ในสตรอว์เบอร์รี่ในหลายรัฐทั่วประเทศ ล่าสุดทางการบังคับใช้มาตรการตรวจจับโลหะในแอปเปิ้ลก่อนส่งออก นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ชาวออสเตรเลียในทุกรัฐของประเทศ ได้แจ้งว่า พบเข็มซ่อนอยู่ในลูกสตรอว์เบอร์รี่ นายเกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีสาธารณสุขออสเตรเลีย เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “อาชญากรรมที่โหดร้าย” และสั่งให้หน่วยงานเฝ้าระวังด้านอาหารของประเทศเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ EPAสตรอว์เบอร์รี่หลายยี่ห้อถูกถอดออกจากชั้นจำหน่าย ตำรวจระบุว่า กรณีที่พบเข็มในกล้วยและแอปเปิ้ล เกิดขึ้นในนครซิดนีย์ และเป็นกรณีที่ “ไม่เกี่ยวข้องกัน” ส่วนเหตุการณ์พบเข็มในลูกสตรอว์เบอร์รี่พบแล้วมากกว่า 20 กรณีเฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์เพียงแห่งเดียว เททิ้งสตรอว์เบอร์รี่ล้านลูก ฟาร์มออสซี่เดือดร้อนหนัก วิกฤตเข็มฝังผลไม้ เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในรัฐควีนส์แลนด์ เจ้าหน้าที่ทางการระบุว่า กำลังสอบสวนว่า
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ก.พ. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สอบถามนายสมิท ธรรมเชื้อ อัคราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเว็บคอนเฟอร์เรน (Web Conferrence) ถึงกรณีที่มีข่าวว่าอินโดนีเซียมีข้อกีดกันทางการค้าต่อผลไม้ที่ส่งเข้าอินโดนีเซียจริงเท็จประการใด โดยนายสมิท กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศห้ามนำเข้าพืชสวน ที่ส่งผลกระทบกับลำไยของประเทศไทยโดยตรง เพราะกฏหมายนี้กำหนดขึ้นตามนโยบายของประธานาธิบดี และสร้างความกังวลให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะกฏหมายดังกล่าวห้ามนำเข้าลำไยในช่วงเดือนส.ค. และ ก.ค. ปี 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ลำไยไทยออกสู่คตลาดมากที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ออกกฏหมายกีดกันทางการค้ากับไทย เพราะก่อนหน้านี้ลำไยไทยสามารถส่งเข้าไปขายในอินโดนีเซียได้ตลอดปี “กฏหมายระงับการนำเข้าลำไยในเดือนส.ค.-ก.ค. ถือว่ากระทบกับผลผลิตลำไยไทยเป็นอย่างมาก ทางทูตเกษตรจึงประสานไปยังกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย และได้หารือเบื้องต้นว่า กฏเกณฑ์การไม่ให้นำเข้าลำไยไทย ในเวลาดังกล่า
ที่มาของโครงการ ฟาร์ม 1 ไร่ไม่ยากจน อาจารย์ธนากร เที่ยงน้อย อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร และดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าสำนักวิชาสหวิทยาการ ด้านบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และ หัวหน้าโครงการ “ฟาร์มเกษตรและอาหารปลอดภัย 1 ไร่ไม่ยากจน” อาจารย์เล่าที่มาว่า “โครงการฟาร์มเกษตรและอาหารปลอดภัย 1 ไร่ไม่ยากจน เป็นงานที่ผมเริ่มต้นทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยตั้งใจให้เป็นฟาร์มเกษตรผสมผสานที่มีทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยใช้ระบบการผลิตแบบเกษตรประณีต ฟาร์ม 1 ไร่ไม่ยากจนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อหลายวัตถุประสงค์ หนึ่งนั้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนวิชาหลักการส่งเสริมการเกษตรและวิชาธุรกิจการเกษตรที่ผมดูแลอยู่ และวิชาอื่นๆ ที่เปิดสอนในวิทยาเขต เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริงในทุกๆ ด้านของงานฟาร์ม อีกวัตถุประสงค์สำคัญเราต้องการตอบโจทย์ปัญหาระบบการผลิตทางการเกษตรในอนาคตที่เกษตรกรรายย่อยของไทยต้องพบเจอ เนื่องจากการที่เกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยมีพื้นที่ทำกินน้อย ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก มีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตต่ำ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ เกษตรกรของเราตกอยู่ในปัญหาความย
มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่ เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก
คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานรับราชการเมื่อครบกำหนดวัยเกษียณปี 2550 จึงได้เริ่มใช้เวลาว่างมาทำสวนปลูกไม้ผลแบบผสมสานอย่างจริงจังเมื่อปี 2551 “ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตร จะปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก ไม้ผลไว้ ก็จะมีมะขาม มะนาว ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีการไปหาความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็จะเข้าอบรมกับหน่วยงานที่เขาเปิดสอน และก็นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เรามีอยู่” คุณถาวร กล่าว ต้นมะนาวที่ปลูกไว้เก็บผลขาย ปลาที่เลี้ยงภายในบ่อส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล ปลาสลิด และปลาตะเพียน โดยนำปลาเหล่านี้มาปล่อยแบบเลี้ยงเชิงธรรมชาติ ปลาก็ขยายพันธุ์ออกลูกมากมาย สามารถจับขายทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจ ต่อมาอยากเลี้ยงแบบจริงจังมากขึ้นจึงได้ไปติดต่อขอซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งเพาะเพื่อนำมาปล่อยเลี้ยงเป็นเชิงการค้า ก่อนที่จะนำลูกปลาแต่ละชนิดมาลงเลี้ยงจะทำการเตรียมบ่อ คือ วิดน้ำออกจากบ่อให้หมด จากนั้นโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วตากบ่อทิ้ง
ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หัวก้าวหน้านำชุมชนเลี้ยงจิ้งหรีด ผลิตแหล่งอาหารโปรตีน ปลอดสารพิษสู่ผู้บริโภค เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพการเกษตร สร้างรายได้เดือนละล้านสู่ชุมชน โดยยึดหลักการดำรงชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณอรวรรณ วอทอง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 2 ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยถึงความเป็นมาว่า ก่อนที่จะมายึดอาชีพด้านการเกษตรนั้น ทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2550 ต่อมาโรงงานได้ลดพนักงานโดยได้จ้างตนออกจากงาน จึงได้กลับบ้านที่กาฬสินธุ์มายึดอาชีพการเกษตร เริ่มจากการปลูกผักขายในปี 2551 คุณอรวรรณ วอทอง จากนั้น หันมาทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากการเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย โตไว เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไฟเบอร์สูง แปรรูปได้หลากหลาย ใช้แรงงานน้อย ใครๆ ก็เลี้ยงจิ้งหรีดได้ ในพื้นที่สภาพแห้งแล้งก็เลี้ยงได้เพราะใช้น้ำน้อย ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 40 วัน ก็จับขายได้เงิน ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ “เริ่มต้นเลี้ยงด้วยเงินทุน 5,000 บาท โดยทำกล่องเลี้ยงจิ้งหรีดขนาด 2×4 เมตร จำนวน 2 กล่อง เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 60 กิโลกรัม ขาย
ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้ “แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นา
จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3,537,833 ไร่ เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอย่างที่ทุกคนทราบกันดีกว่าเป็นแหล่งที่ปลูกหอมแดงกับกระเทียมมากที่สุดในประเทศ ไม่เพียงแต่พืชไร่ จังหวัดศรีสะเกษยังมีแหล่งปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังเป็นที่นิยมในภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ จึงนับว่าเป็นอาชีพสร้างเงินให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ลุงฟอง วรรณสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้ปลูกทุเรียนประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆ ว่า ผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายกันเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นงานสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี ลุงฟอง วรรณสิทธิ์ พลิกที่ดินจากพืชล้มลุก ทำสวนทุเรียนสร้างเงิน ลุงฟอง ชายวัยเกษียณผู้มีอัธยาศัยยิ้มน้อยแต่ใจดี เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำสวนทุเรียนอย่างเช่นทุกวันนี้ พื้นที่บริเวณได้ใช้ปลูกพืชล้มลุกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด และจำพวกพ
