เคทีซี
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งคนไทยต่างผชิญความจริงว่า “ค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกันทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงค่า “ความสุขเล็กๆ” ที่เคยจ่ายได้โดยไม่ต้องคิด แต่วันนี้กลับต้องไตร่ตรองมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า อีกทั้งความไม่สงบระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน รวมถึงค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ต่างเป็นแรงผลักที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่า “เงินเท่าเดิม ใช้ได้ไม่เท่าเดิมแล้ว” ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2567 จะอยู่ที่เพียง 0.4% ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนการชะลอตัวของราคาสินค้าโดยรวม แต่ในปี 2568 สถานการณ์กลับสวนทางความรู้สึกผู้บริโภคอย่างมาก เพราะอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ -0.14% หรือติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน ซึ่งดูเหมือนว่า “ของถูกลง” แต่แท้จริงแล้วเกิดจากราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าปรับลดลง เป็นปัจจัยหลัก ไม่ใช่จากราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ลดลงจริงแต่อย่างใด ในท
ท่ามกลางค่าครองชีพที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตด้วยการใช้เงินมากขึ้น แต่ปรับมายืนฝั่ง ใช้ให้ฉลาดขึ้น หรือ Smart Spending ซึ่งไม่ใช่การรัดเข็มขัดจนขาดอิสรภาพ หากคือการออกแบบการใช้เงินให้สอดคล้องกับชีวิต และเดินเกมการเงินอย่างมีข้อมูลรองรับ ข้อมูลจาก PwC Thailand หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำระดับโลก ระบุว่า ความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อผลักให้คนไทยโฟกัส Value for Money สูงขึ้น และยังคง “จ่ายมากขึ้น” ในหมวดจำเป็น เช่น ของชำ–สุขภาพ–อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคไทยเป็นกลุ่มที่ซื้อของผ่านโซเชียลสูงถึง 73% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิกและโลกอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการตัดสินใจที่ไวและต้องการความคุ้มค่าแบบเรียลไทม์ จาก “ใช้เงิน” สู่ “ออกแบบการใช้เงิน” 5 หลัก Smart Spending ที่ลงมือได้ทันที บทบาทของ “เคทีซี” ในยุค Smart Spending: จาก “วงเงิน” สู่ “คุณค่าทุกการใช้จ่าย” เคทีซีขยับบทบาทจากเครื่องมือชำระเงิน ไปสู่ตัวกลางสร้างความคุ้มค่าเชิงระบบให้สมาชิก ตั้งแต่ดีลหมวดจำเป็นและไลฟ์สไตล์ (สุขภาพ กีฬา เดินทาง อุปกรณ์จำเป็น) ไปจนถึงการออกแบบโปรแกรมคะแน
เคทีซี เผยพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะ “แมว” กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่การใช้จ่ายเพื่อ “ประสบการณ์ร่วม” มากขึ้น สะท้อนบทบาทของสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกครอบครัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเทรนด์ Pet Experience Economy ระบุยอดใช้จ่ายหมวดสัตว์เลี้ยงผ่านบัตรเครดิตช่วงต้นปี 2569 เติบโต 15% พร้อมเดินหน้ามอบสิทธิพิเศษในงาน Thailand Cat Lovers Fair 2026 นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” เปิดเผยว่า “ปัจจุบันบทบาทของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะ “แมว” ได้เปลี่ยนจากสัตว์เลี้ยงทั่วไป สู่การเป็นสมาชิกในครอบครัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการซื้อสินค้าเพื่อการเลี้ยงดูไปสู่การเลือกใช้จ่ายเพื่อ “ประสบการณ์ร่วม” มากขึ้น เราเห็นการเติบโตของแนวคิดเศรษฐกิจประสบการณ์สัตว์เลี้ยง (Pet Experience Economy) อย่างชัดเจน ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงอาหารหรืออุปกรณ์ แต่กำลังลงทุนในช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรม เวิร์กช็อป หรือบริการด้านสุขภา
เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการออกกำลังกายกลายเป็น “ค่าใช้จ่ายประจำ” ของคนเมือง ตลาด สปอร์ตแวร์ (Sportswear) ในไทยยังเติบโตต่อจากแรงหนุนของอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ รายงานอุตสาหกรรมระบุว่าเซ็กเมนต์ Sportswear เป็นหนึ่งในหมวดย่อยที่โดดเด่นของตลาดเสื้อผ้าและรองเท้าไทยในปีล่าสุด และแนวโน้มยังขยายตัวต่อเนื่อง เคทีซีมองเทรนด์นี้เป็น “สัญญาณซื้อ” ของสมาชิกที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงทั้งหน้าร้านและออนไลน์ อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างดีมานด์ถูก “เร่ง” ด้วย ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าปี 2024 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และช่วง 2023–2025 คือสามปีที่ร้อนที่สุดติดต่อกัน ส่งผลโดยตรงต่อการเล่นกีฬากลางแจ้ง และผลักให้สินค้าประเภท Cooling Performance กลายเป็นความจำเป็นสำหรับไทย คลื่นความร้อนเดือนเมษายน 2024 ทำให้อุณหภูมิหลายจังหวัดแตะกว่า 40°C และทำสถิติใหม่ในบางพื้นที่ ยิ่งตอกย้ำความต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการความร้อนและความชื้นระหว่างออกกำลังกาย ฝั่งอุปทาน แบรนด์ระดับโลกเร่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น Nike “Aero‑FIT” ที่ออกแบบ
แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า “เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด” แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากยังมีความเปราะบางทางการเงิน ผลสำรวจสวนดุสิตโพลล์ปี 2568 ระบุว่า 48.32% ของคนไทยมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1-3 เดือน เท่ากับว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคนไทย ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครอบครัวจำนวนมากอาจตั้งหลักได้ยากตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ด้านสุขภาพก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ “มาโดยไม่บอกล่วงหน้า” เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็ง หลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 227 รายต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางใจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การมี “แผน” ทั้งด้านเงินและด้านใจตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนได้จริง วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้ เคทีซี ถอดบทเรียนจากข้อมูลผู้ใช้และอินไซต์คนทำงาน พบว่า “ความกังว
เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) มองว่า แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะยังสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการเดินทางในระยะสั้น แต่ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยยังไม่ได้หายไป เพียงแต่เริ่มปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง งบประมาณ และความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศยังมีโอกาสเติบโต หากสามารถออกแบบประสบการณ์และความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน ทั้งนี้มองว่า ผลกระทบจากสถานการณ
เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยเทรนด์การจัดงานแต่งงานของคู่รักไทยในปี 2026 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยคู่รักรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ งานแต่งขนาดเล็กที่มีความหมาย (Micro Wedding) การจัดงานที่คำนึงถึง ความยั่งยืน (Sustainable Wedding) และการสร้าง ประสบการณ์ร่วมกันกับคนใกล้ชิด มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน ข้อมูลจาก SabuyWedding ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 600,000–800,000 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของงาน ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวิวาห์ของไทยมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคู่สมรสใหม่ประมาณ 260,000 คู่ต่อปี โดยหมวดค่าใช้จ่ายหลักของคู่รักไทยประกอบด้วย สถานที่จัดงานและโรงแรม / แหวนและเครื่องประดับ / บริการถ่ายภาพและวิดีโอ และแพ็กเกจฮันนีมูนและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณและประสบการณ์หลังแต่งงานมากขึ้น 3 เทรนด์สำคัญของวิวาห์ปี 2026 จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก เคทีซีมองว่าอุตสาหกรรมวิวาห์กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 เท
เมื่อคนตรงกลางเป็นแกนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “Sandwich Generation” คือกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องรับแรงกดดันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็คือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่เพียงสร้างรายได้ให้ครอบครัว แต่ยังต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ และลูกที่กำลังเติบโต เพื่อให้คนข้างบนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และคนข้างล่างมีอนาคตที่มั่นคง ในทางเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่า ภายในทศวรรษหน้าไทยจะเข้าสู่ระดับ “Super Aged Society” ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน ภาระของครอบครัวจึงเปลี่ยนตามไปด้วย วิกฤตเงียบของคนที่อยู่ตรงกลาง การเป็น “เสาหลัก” ของครอบครัวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่แรงกดดันของ Sandwich Generation ในยุคปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้น ด้านหนึ่งคือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของพ่อแม่ที่เพิ่มขึ้นตามอายุและความก้าวหน้าทางการแพทย์ อีกด้านคือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและพัฒนาทักษะของลูกในโลกที่การแข่งข
โรงพยาบาลรัฐยังคงเป็นด่านหน้าที่รองรับผู้ป่วยกว่า 70% ของประเทศ ขณะที่ต้นทุนการรักษาและความต้องการเครื่องมือแพทย์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปกรณ์วินิจฉัย เครื่องช่วยชีวิต และเครื่องมือเฉพาะทางสำหรับโรคซับซ้อนกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุน เคทีซีจึงผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบใหม่ผ่าน “การบริจาคด้วยคะแนนสะสม” เพื่อนำไปแปรเปลี่ยนเป็นงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้โรงพยาบาลรัฐดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสมาชิกบัตรเครดิตกับมูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ ผ่านโครงการบริจาคคะแนน KTC FOREVER โดยทุก 1,000 คะแนน สามารถแทนเงินบริจาค 100 บาท พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร ทั้งนี้ ในปี 2568 สมาชิกเคทีซีได้ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านการบริจาคคะแนน คิดเป็นมูลค่ารวม 47,061,500.75 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ให้ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ ในพระ
เทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่นิยมใช้จ่ายกับร้านอาหารจีนและห้องอาหารในโรงแรมระดับพรีเมียม ซึ่งสอดรับกับเทรนด์การใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์คุณภาพมากกว่าราคา รวมถึงการใช้ร้านอาหารเป็นพื้นที่สำหรับการสังสรรค์ในครอบครัวและการพบปะทางธุรกิจ ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ระบุว่า ช่วงตรุษจีนเป็นหนึ่งในช่วงที่ยอดใช้จ่ายร้านอาหารจีนเติบโตสูงสุดของปี โดยมียอดใช้จ่ายต่อครั้งของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากแนวโน้มดังกล่าว เคทีซีจึงเดินกลยุทธ์ขยายความร่วมมือกับห้องอาหารจีนระดับคุณภาพกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมทั้งห้องอาหารในโรงแรมและร้านอาหารจีนชั้นนำในทำเลที่สะดวกกับการเดินทาง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกในช่วงเทศกาลสำคัญ พร้อมตั้งเป้าให้ยอดใช้จ่ายร้านอาหารจีนในช่วงตรุษจีนปี 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เ
