กระดาษ
กระดาษวาชิ บางเฉียบเหมือนปีกแมลงเม่า คนญี่ปุ่นใช้รักษาของโบราณอายุ 800 ปี จากครั้งหนึ่งที่ “กระดาษวาชิ” มีความใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนญี่ปุ่น ชนิดพูดได้ว่า แทบจะขาดกันไม่ได้ เนื่องจากกระดาษซึ่งมีเนื้อบางเฉียบราวกับหนังกำพร้าของมนุษย์ และเหนียว ทนทานมาก ได้ถูกนำไปใช้ประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง ตั้งแต่ใช้เขียนหนังสือ วาดรูป ทำโคมไฟ ร่ม และบานประตูเลื่อนที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น แต่เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้กระดาษวาชิ ซึ่งมีอายุเก่าแก่มากว่า 1,300 ปี และได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ลดฮวบลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ทว่าตอนนี้ ที่โรงงานเล็กๆ ชื่อว่า “ชินเซ” ในเมืองฮิดากะ จังหวัดโคจิ ห่างจากกรุงโตเกียวไป 640 กิโลเมตร นายฮิโรโยชิ ชินเซ ทายาทรุ่นที่ 4 ของผู้ผลิตกระดาษวาชิ กำลังหาวิธีทำให้กระดาษที่ทรงคุณค่าของญี่ปุ่นกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้งทั้งในบ้านและในต่างประเทศ ด้วยลักษณะการนำไปใช้งานที่พิเศษเฉพาะทางจริงๆ โดยที่ผ่านมากระดาษวาชิ จากโรงงานของฮิโรโยชิ ซึ่งได้ชื่อว่า
เล่าเรื่องถึงรถยนต์กระดาษให้เห็นไอเดียในการสร้างสรรค์ของชิ้นใหญ่ๆ ด้วยกระดาษได้อย่างน่าทึ่งไปแล้ว เกิดอาการติดลมถึงขนาดไปค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของกระดาษมาได้เยอะแยะ ก็เลยต้องเอามาเล่าสู่กันฟังหน่อย ตอนที่พวกเราเรียนวิชาประวัติศาสตร์แบบท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองนั้นคงพอจะนึกออกนะว่าเราถูกป้อนข้อมูลในหัวว่า หลังจากผ่านยุคการจดบันทึกใส่กระดองเต่า กระดูกสัตว์ หรือแม้แต่บนแผ่นดินเหนียวแล้ว เราก็เข้าสู่ยุคของการบันทึกบนแผ่นกระดาษเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคอียิปต์ที่อารยธรรมมวลมนุษยชาติเริ่มรุ่งโรจน์ ที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการคิดค้นผลิตกระดาษขึ้นเป็นครั้งแรก โดยการนำเอาต้นกกโบราณที่มีชุกชุมแถบลุ่มแม่น้ำไนล์มาลอกเอาเยื่อบางๆ ออกแล้วนำมาวางเรียงซ้อนทับกันเป็นแนวขัดขวางกัน แล้วบดอัดจนแน่นก่อนจะนำไปผึ่งแดด เมื่อแห้งดีก็นำมาใช้จดบันทึกเรื่องราวสิ่งต่างๆ ในลักษณะตัวอักษรภาพ และเรียกแผ่นที่ใช้บันทึกนี้ว่า กระดาษปาปิรัส (Papyrus) สำหรับเครื่องมือบันทึกนั้น ชาวอียิปต์จะนำหญ้ามาทุบปลายให้เป็นฝอยคล้ายพู่กัน ใช้ขีดเขียนลงบนกระดาษปาปิรัส และต่อมาได้พัฒนามาใช้ปล้องหญ้าตัดปลายให้แหลมคล้ายป
เขียนต้นฉบับนี้ในห้วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้น วันนักข่าว ๕ มีนาคม มาหมาดๆ ใครๆ ก็ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจอัสดงคต มองไม่เห็นความหวังว่าจะรุ่งเรืองอีกแล้ว เพราะคนอ่านลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ตามกระแสความนิยมของยุคสมัย หลังจากที่มีสื่อทางเลือกอื่นมาให้บริโภคมากมาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ที่เริ่มตั้งแต่เว็บไซต์ข่าว เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือแม้แต่แอพพลิเคชั่นในการรายงานข่าวสารเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลในกลุ่มไลน์ เป็นต้น ครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือด้านวิชาชีพสื่อ ต่างก็ยอมรับกันว่า ความเป็น “สื่อ” หรือ ข่าวสาร นั้นไม่ได้หายไปไหนหรอก คนจะยังคงหิวกระหายเสพข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ไม่สิ้นสุด เพียงแต่ยุครุ่งอรุณจนแดดกล้าของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นหมดสิ้นลงไปแล้ว ในฐานะคนที่เคยทำสื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดชีวิตก็รู้สึกใจหายไม่น้อย อดนึกไม่ได้ว่าในอีกสี่สิบห้าสิบปีข้างหน้าจะยังมีหนังสือพิมพ์กระดาษเหลือให้อ่านอีกไหม หรือว่าเราจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคข่าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ
