กักตุนสินค้า
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและบริการ อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ ปั้มน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นายวิทยากร กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ ก
รับมือน้ำท่วม! พาณิชย์ กำชับห้าง เพิ่มสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ ปิดป้ายราคาชัดเจน วันที่ 5 ตุลาคม 2565 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด ว่าได้มีการสำรองสินค้าไว้อย่างเพียงพอหรือไม่ และมีข้อติดขัดในการขนส่งสินค้าหรือไม่ กรมการค้าภายใน จึงได้ประชุมหารือร่วมกับห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ได้แก่ บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร ฟู้ดแลนด์ ท็อปส์ เดอะมอลล์ เซเว่น อีเลฟเว่น ลอว์สัน และแม็กซ์แวลู จากการประชุมครั้งนี้แต่ละห้างยืนยันว่า ได้จัดเตรียมสินค้าคงคลังไว้เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคแล้ว สำหรับการขนส่งไปยังศูนย์กระจายสินค้าและสาขาของห้างยังคงสามารถดำเนินการได้ และมีแผนรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ด้วย อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้กำชับให้ห้างเพิ่มปริมาณสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำ
กรมการค้าภายใน ยัน ไข่ไก่ไม่ขาดตลาด หากพบกักตุน เจอโทษหนัก วันที่ 11 ส.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากความต้องการไข่ไก่ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีกระแสข่าวว่า ไข่ไก่ในระบบมีปริมาณไม่เพียงพอ และอาจจะมีผู้ฉวยโอกาสกักตุนไข่ไก่ และปรับราคาขายปลีกไข่ไก่สูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้หารือภาครัฐและองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดต่อเนื่อง ในการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ทุกภาคส่วนได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ใช้มาตรการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืดอายุการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไป จากเดิมปลดที่ 75 สัปดาห์ เป็นปลดที่ 85-90 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้มีไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 42 ล้านฟองต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชน ส่วนสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ซึ่งช่วยตรึงราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ไม่เกิน 3.00 บาท/ฟอง ตั
เกษตรกรขอรัฐเร่งตรวจสอบ ผู้ค้าไข่กว้านซื้อทำกำไร-ขายข้ามเขต ยืนยันไข่ไม่ขาดแคลน ประชาชนไม่ต้องกักตุน นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเฉลี่ยอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ขณะที่ภาคใต้ราคาจะอยู่ระหว่าง 2.90-3.00 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตได้ตกลงไว้กับกระทรวงพาณิชย์ไม่ให้ราคาเกินกว่า 3 บาทต่อฟอง และไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด เกษตรกรผู้ผลิตต้องทำการผลิตให้มีปริมาณไข่ไก่ที่เพียงพอกับการบริโภคของคนไทยอย่างแน่นอน เกษตรกรทุกคนขอยืนยันอีกครั้งว่าไข่ไก่ไม่ขาดแคลน ผลผลิตไข่ยังคงออกสู่ท้องตลาดวันละ 40-41 ล้านฟองมาโดยตลอดทุกวัน แต่วันนี้นอกจากไข่ไก่ที่เคยอยู่ในสต๊อกของร้านและชั้นวางสินค้าหน้าร้าน จะถูกซื้อไปไว้ในบ้านเรือนประชาชนจากความกังวลดังกล่าวแล้ว พบว่ามีผู้ค้าไข่และพ่อค้าคนกลางไปกว้านซื้อไข่ไปจำหน่ายต่อเพื่อทำกำไรในช่วงนี้ ยิ่งทำให้เกิดภาวะดีมานด์เทียมเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสินค้าขาดตลาด จึงขอให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบในกรณีนี้ และขอกรมปศุสัตว์ช่วยดูแลเรื่องการขายไข่ไก่ข้ามเขตด้วย เนื่องจากมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่ทำการกว้
ไม่ใช่ภาพลวงตา! “บ้านเมืองกำลังเกิดพิบัติภัยจากไวรัสและการบริหารประเทศ” เมื่อหลายวันก่อน….. ตะ-รึ๊งงงงง เสียงสัญญาณเตือน “มีไลน์เข้า” ตั้งแต่เช้าเหมือนปกติ ในใจคิดน่าจะไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร ส่วนใหญ่มักเป็นการทักทายอรุณสวัสดิ์ ของญาติสนิท มิตรสหาย พอถึงช่วงสายของวันทำงาน ก่อนสตาร์ตยานพาหนะออกจากบ้านเพื่อฝ่าการจราจรเข้าออฟฟิศ เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กสักหน่อย ไล่ดูอยู่ครู่เดียว ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เมื่อภาพดอกไม้หรือวิวทิวทัศน์ที่ส่งมาอรุณสวัสดิ์ตามปกติแทบทุกเช้า จากผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง กลับเปลี่ยนเป็นข้อความสั้นๆ “ควรตุนข้าวสารอาหารแห้งไว้ได้แล้ว บ้านเมืองกำลังเกิดพิบัติภัยจากไวรัสและการบริหารประเทศ” จะว่าไปเรื่องการกักตุนอาหารของประชาชน พอได้ยินมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในต่างประเทศ อีกทั้ง “หลวงท่าน” ก็ประกาศสร้างความมั่นใจให้อยู่ตลอดว่า ปัญหาการขาดแคลนใดๆ ทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ หรือ แม้กระทั่งอาหาร-น้ำดื่ม จะไม่มีทางเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราอย่างแน่นอน เลยไม่รู้สึกตื่นกลัวเท่าไหร่ แต่ครั้นจะไม่รับฟัง ข้อความดังว่าคงไม่เข้าที เพราะผู้ที่ส่งสัญญาณเตือนมานั้น ท่าน
“พาณิชย์” จับร้านจำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินสมควร 4 ราย “ปลัดพาณิชย์” เผยผลการลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายหน้ากากอนามัยนอกเขตกรุงเทพฯ ในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด พบผู้กระทำผิดกฎหมาย จำหน่ายราคาสูงเกินสมควร 4 ราย ที่ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดแล้ว นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายหน้ากากอนามัยนอกเขตกรุงเทพฯ ในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ว่า จากการออกตรวจสอบเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน จนถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินสมควรแล้ว 4 ราย ที่จังหวัดชลบุรี 1 ราย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 ราย และจังหวัดภูเก็ต 2 ราย ซึ่งได้นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยมีโทษสูงสุดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปรับ 1.4 แสนบาท จำคุก 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยังได้มีการติดตามภาวะราคา ปริมาณการจำหน่ายของหน้ากากอนามั
“จุรินทร์” ตรวจโรงงานหน้ากากอนามัย พบมีสต๊อกสินค้ากว่า 200 ล้านชิ้น วอนอย่ากักตุน เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ว่า การสำรวจกำลังการผลิตกรรมวิธีการผลิตครั้งนี้เป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน โดยศักยภาพการผลิตทั้งระบบมีอยู่ประมาณ 10 โรงงานใหญ่ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 100 ล้านชิ้นต่อเดือน ประชาชนซื้อใช้ปกติเดือนละ 30 ล้านชิ้นในประเทศ และถัดจากนี้ไปหากสถานการณ์ไวรัสโคโรนายังไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความต้องการใช้อาจเพิ่มจาก 30 ล้านชิ้น เป็น 40 ล้านชิ้นต่อเดือน ในเบื้องต้นยังเชื่อมั่นว่ากำลังการผลิตและการผลิตรวมในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศ ปัจจุบันมีสต๊อกอยู่ประมาณ 200 ล้านชิ้น สามารถใช้ได้นาน 4-5 เดือนถ้าไม่มีการผลิตเพิ่ม “ไม่อยากให้ตื่นตระหนกและไม่ควรซื้อเพิ่มมาเก็บไว้ใช้กลัวว่าจะขาดตลาด เพราะถ้าทุกท่านยิ่งตื่นตระหนก ซื้อมาเก็บไว้ก็จะยิ่งทำให้ของขาดตลาด ทางกระทรวงพาณิชย์ให้ความมั่นใจว่าจะสามารถ
