กัญชารักษาโรค
เจ้าของรางวัล ดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทย ใช้กัญชารักษาคนมานาน 40 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสวัสดิ์ จิตพรหม หมอยาพื้นบ้าน จาก จ.พัทลุงวัย 61 ปี ได้เข้ารับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทย เงินทุนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เพื่อสนับสนุนวิชาการแพทย์แผนไทย ประจำปี 2566 มอบโดย วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการประชุมวิชาการนานาขาติวิทยาศาสตร์สาธารณสุข สำหรับ หมอสวัสดิ์ เป็นหมอพื้นบ้านที่สืบทอดตำราหมอพื้นบ้านจากบรรพบุรุษ และเป็นนักศึกษาแพทย์แผนไทยของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ช่วยคิดค้นสมุนไพรหญ้าดอกขาว ลดการสูบบุหรี่จากโรงเรียนสู่ชุมชน” ของโรงเรียนปากพะยูนพิทยาคาร อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง นอกจากนี้ ยังเป็นผู้คิดค้น ยาแก้ไข้ทับระดู จาก พู่ระหงและชบาหนู และยังมีสูตรตำรับจากหลากหลายสมุนไพร รวมถึงใช้กัญชารักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าด้วย นอกจากนี้ หมอสวัสดิ์ ยังเป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจัดกระดูกอีกด้วย หมอสวัสดิ์ กล่าวว่า ได้เรียนรู้ตำราหมอพื้นบ้านมาจากคุณย่า ที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ จากนั้นได้มีโอกาสรักษาคนไข้ และเรียนรู้เพิ่มเติมใน
เปิดภาพ กัญชาถูกกฎหมาย ดอกแรกของประเทศไทย ใกล้ได้สกัดน้ำมันกัญชา เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 พ.ค.ที่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวในงานแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ “กัญชาเมดิคัลเกรดออกดอกแล้ว” ว่า ขณะนี้ต้นกัญชามาตรฐานเกรดทางการแพทย์ของ อภ.ที่ปลูกไปเมื่อวันที่ 27ก.พ.ที่ผ่านมาที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 140 ต้นนั้น ทั้งหมดเจริญเติบโต เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติด้านการเพาะปลูกที่ดี และเริ่มออกดอกแล้ว จากนี้ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 8-10 สัปดาห์ หรือประมาณต้นเดือน ก.ค.นี้ ดอกจะโตเต็มที่ สามารถนำไปผลิตน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นได้ ซึ่งช่วงนี้ยังต้องอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากต้นกัญชาทางการแพทย์มีความอ่อนไหว มีรายละเอียดในการดูแลค่อนข้างมาก โดยจะดูแลเต็มที่เพื่อให้ได้วัตถุดิบกัญชามาตรฐานเกรดทางการแพทย์ ที่ไร้สารอันตรายเจือปน เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นที่มีคุณภาพ สำหรับนำไปใช้ในการวิจัยทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยที่สมัครเข้าร่วมโครงการกับกรมการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาต
เมื่อวันที่ 11 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำ หนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562 ความว่า
อนุทิน ประกาศลั่น พร้อมสู้คดีให้ อ.เดชา ศิริภัทร จ่อโดนจับคดีปลูกกัญชารักษาโรค กรณีตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7 ตรวจค้นในที่ทำการมูลนิธินิธิข้าวขวัญ ต.สระแก้ว อ.เมืองสุพรรณบุรี จับกุมนายพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ พร้อมของกลาง กัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้งและเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งที่อยู่ในช่วงนิรโทษกรรม( 25 ก.พ – 25 พ.ค 2562) และเตรียมออกหมายเรียกนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต หลายฝ่ายแสดงความวิตกและห่วงใยกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นและจับกุมกัญชาในมูลนิธิข้าวขวัญ ที่มีนายเดชา ศิริภัทร เป็นประธาน เนื่องจากเชื่อว่าการมีกัญชาไว้ในครอบครองนั้นเพื่อเป็นการค้นคว้าและรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ได้มีบุคคลและองค์กรจำนวนมากได้เขียนแสดงความคิดเห็น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ชูนโยบาย กัญชาเสรี ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โพสต์เฟซบุ๊กความว่า เพราะปัญหาของประชาชน รอไม่ได้ ผมขอรับผิดชอบ เป็นผู้ประกันตัว และ
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดอบรมการใช้กัญชารักษาโรคในบุคลากรทางการแพทย์ ว่า ขณะนี้กรมการแพทย์กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับรองการใช้กัญชารักษาโรค โดยคาดว่าจะเริ่มอบรมแพทย์ และเภสัชกร ชุดแรกได้ในวันที่ 19-20 มีนาคมนี้ จากนั้นทยอยจัดการอบรมอีก 7 ชุด ซึ่งวิทยากรผู้อบรม จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท มะเร็ง และอายุรกรรมประสาท และเจ้าหน้าที่จากสถาบันธัญญารักษ์ เพราะขณะนี้การอนุญาตใช้กัญชารักษาโรค หรือยาที่มีส่วนผสมของกัญชา ครอบคลุมใน 4 กลุ่มก่อน คือ โรคลมชักในเด็ก ปอดประสาทเสื่อม ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด และการรักษาอาการปวดเรื้อรัง ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องมีการอบรม เนื่องจากหากไม่ระวังอาจจะติดสารได้ “สำหรับผู้ที่ได้รับการอบรม จะต้องผ่านการทดสอบเบื้องต้นก่อนและหลังการอบรม เพื่อนำไปประเมินผลเบื้องต้น และจะได้รับใบประกาศรับรองจากกรมการแพทย์ และทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นระบบทะเบียนรายชื่อ แพทย์ และเภสัชกรที่สามารถรักษา สั่งจ่าย
