การตลาดสัตว์เลี้ยง
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโตขึ้นอย่างมาก! คนส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงสัตว์เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามความนิยมเลี้ยงสัตว์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีปัจจัยสำคัญจากพฤติกรรมนิยมเลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมที่จะจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ทั้งจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี รวมถึงสภาพสังคมที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง ไม่แต่งงานหรือมีบุตรลดลง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ส่งผลให้ความนิยมเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยไปตลาดโลกปี 2024 อาจอยู่ที่ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 19.5% เทียบกับปีก่อนที่หดตัวถึง 15.0% โดยเป็นการเติบโตทั้งในฝั่งของปริมาณความต้องการ ที่ทยอยฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ ประกอบกับความนิยมเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่ง
นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกรทเทสท์ เพ็ทแคร์ จำกัด ผู้จำหน่ายอาหารสุนัขและแมว ยี่ห้อเกรทไททัน ลินคอร์นและโอเล่ เปิดเผยว่า ปี2559ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยมีมูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 16% เพราะปัจจุบันขนาดครอบครัวเล็กลง ใช้ชีวิตลำพังมากขึ้น และมักมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนหรือสมาชิกในบ้าน โดยคนไทยนิยมเลี้ยงสุนัขและแมวมากสุด ประกอบกับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยมแบรนด์คนไทย มีเพียง 5 แบรนด์ และส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ บริษัทจึงเห็นโอกาสแนวโน้มการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง นายธนพิศาล กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจมาแล้ว 2 ปี โดยปีนี้จะเป็นปีแรกเริ่มทำการตลาด ซึ่งมีสินค้า 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.อาหารเม็ดแบรนด์เกรทไททันและลินคอร์น เจาะกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม 2.อาหารสแตนดาร์ด แบรนด์โอเล่ เจาะกลุ่มตลาดระดับกลาง 3.กลุ่มทรีทและสแน็ค 4.อาหารเปียก และ 5.อาหารปลาและอาหารกบ นอกจากนี้ บริษัทยังรับจ้างผลิตอาหารสุนัขและอาหารแมวให้อีก 5 ราย โดยมีแผนใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู
