การทำงาน
Work-life Balance สมดุลชีวิต สร้างได้ง่ายๆ ด้วย 5 ข้อนี้ ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลุ่มๆ ดอนๆ จนรู้สึกว่าถดถอยลง กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ลูกจ้างรายวัน ต่างหาหนทางรอดกันด้วยวิธีการต่างๆ อย่าง หาอาชีพเสริม เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายที่เพียงพอต่อเดือน หากย้อนกลับไปที่ตัวกฎหมาย กระทรวงแรงงานได้กำหนดไว้ว่า การทำงานไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และควรมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือเป็นไปตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันไว้ แต่ในยุคนี้แล้ว บางคนทำงานจนไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน ควบกะทั้งกลางวันและกลางคืน บางคนก็ต้องทำงานใช้แรงที่เพิ่มขึ้นไป สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยค่าตอบแทนที่อาจจะไม่ได้สูงมากนัก แต่สุขภาพร่างกายนั้นกลับถดถอยลงไปเรื่อยๆ จากเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดคำว่า “Work-life Balance” ขึ้นมา Work-life Balance คือ ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว เพื่อให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีความสุขกับชีวิต และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทำงานที่หนักจนเกินไป ทุกคนสามารถ Work-life Balance ได้ด้วยตัว
“ทำน้อย ได้มาก” แนวคิดการทำงานแบบ เข้าใจพนักงาน รู้ไหม ได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่คิด เชื่อมั้ยว่า…ถ้าเราทำงานน้อยลง ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น มีรายงานที่น่าสนใจจาก tech.co ซึ่งรายงานโดย Conor Cawley เมื่อ 14 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับบริษัทที่เลือกทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ แต่กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของพนักงาน และผลประกอบการด้วย นี่มันคือการ “ทำน้อย ได้มาก” ชัดๆ ผลการศึกษาของ David Frayne แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่พบว่า บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง หันมาเลือกใช้แนวทางการทำงานแบบ 4 วันต่อสัปดาห์ แทนที่การทำงานแบบทั่วไป 5 วันต่อสัปดาห์ พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เวลาลดลง แต่เป้าหมายงานยังคงเดิม พนักงานกระตือรือร้นมากขึ้น ทำเสร็จตามเป้าหมาย ด้วยสภาพจิตใจที่ดีกว่า ถ้าสุขภาพใจดี แน่นอนว่าสุขภาพกายดีตามไปด้วย แล้วบริษัทที่ใช้แนวทางนี้ ไม่ใช่ยกเมฆว่าใหญ่ระดับโลกนะ หลายบริษัทเรารู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น Amazon, Microsoft, Panasonic, Samsung, Toshiba ฯลฯ สิ่งนี้อาจตรงกับพฤติกรรมคนเจเนอเรชันใหม่ ที่เรื่องของ Work Life Balance สำคัญยิ่งชีพ ต
รู้ไว้ให้ชื่นใจ เปิด 6 สกิล ที่แม้แต่ AI ก็ไม่สามารถสู้มนุษย์ได้ ในยุคที่อุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล งานในยุคนี้หลายๆ อย่าง จึงปรากฏเครื่องมือและนวัตกรรมต่างๆ รวมถึง หุ่นยนต์ โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามาทำงานหลายอย่างแทนคน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปในบางประการ เกิดตำแหน่งใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้บุคลากรในตำแหน่งงานยุคใหม่ ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้อย่างเท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมของการทำงานรวมกับปัญญาประดิษฐ์ ที่มีการมองว่าจะมาแย่งงานมนุษย์ในอนาคต แต่ใช่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถทำทุกอย่างได้แทนที่มนุษย์ เพราะทักษะบางอย่าง ก็ไม่สามารถทำได้เหมือนหรือเหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งทักษะที่ AI ทำไม่ได้ มีดังนี้ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) : จริงอยู่ที่ AI สามารถประมวลผลได้เร็วกว่ามนุษย์ แต่มนุษย์มีมันสมองที่ซับซ้อน ทำให้มีหลักการคิดที่ซับซ้อนด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะมีข้อมูลมากมาย แต่ผู้ที่สามารถแยกแยะได้ว่า ข้อมูลใดน่าเชื่อถือ และสามารถประเมินข้อมูลอย่างเป็นกลางได้ ก็คือมนุษย์ ซึ่งผู้ที่มีทักษะนี้
การทำธุรกิจ หนีไม่พ้น “การบริการ” และในงานบริการ “คน” คือ กลไกสำคัญที่สุด หากให้ความสำคัญกับคน แปลว่า ให้ความสำคัญ และใส่ใจในการให้บริการ แต่พบว่าหลายธุรกิจ กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนมากนัก “คน” ที่ผมกำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึง “ลูกค้า” นะครับ แต่ผมกำลังหมายถึง “พนักงาน” ถ้าเราทำให้พนักงานมีความสุข คนที่มีความสุข ย่อมให้บริการคนอื่นด้วย “ความสุข” เช่นกัน ในทางตรงข้าม หากเราปล่อยปละละเลย มุ่งเอาใจลูกค้า แต่ว่าไม่สนใจพนักงาน จะเป็นอยู่อย่างไร จะมีสุขทุกข์อย่างไร ไม่เคยใส่ใจ แล้วคนอมทุกข์มากมาย จะบริการใครได้ดี เมื่อเร็วๆ นี้ มีรุ่นน้องมาปรึกษาหารือเรื่องงาน รู้สึกอึดอัดใจ ตัวเองทำงานไต่เต้าจากพนักงานธรรมดา จนได้เป็นระดับผู้จัดการ งานที่ต้องรับผิดชอบเป็นสายงานการตลาดและการขาย ต้องตระเวนออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ วันดีคืนดี บริษัทก็มีกฎใหม่ออกมาว่า ระดับผู้จัดการเงินเดือนเยอะแล้ว ไม่ต้องมี “เบี้ยเลี้ยง” ของเคยได้รับ กลับหดหายไปเห็นๆ สิ่งที่บริษัทควรทำความเข้าใจ คือ เบี้ยเลี้ยง ไม่ใช่เงินเดือน หรือค่าตอบแทนการทำงาน แต่เป็นเงินพิเศษที่พนักงานต้องออกไปทำงานบางอย่าง นอกเหนือจากภาวะปกติ
