กุ้งฝอย
โคราชน้ำเริ่มแห้ง ชาวบ้านบัวใหญ่ออกหากุ้งฝอยขายสร้างรายได้งาม หลังจากเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งพื้นที่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกันหลายเดือน ส่งผลให้ขณะนี้แหล่งน้ำตามธรรมชาติหลายแห่งเริ่มเหือดแห้ง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่พลิกวิกฤติเป็นโอกาสออกจับกุ้งฝอยจำหน่ายสร้างรายได้ โดยนำตาข่ายมามัดกับท่อนไม้ 2 ข้าง ใช้ลากไปกับผิวโคลนใต้น้ำ ซึ่งกุ้งฝอยมักจะฝังตัวอยู่ในบางครั้งก็จะมีปู กบ เขียด ติดมาด้วย จากการสอบถามนายบล เลิงลา ชาวบ้านบ้านหนองแจ้งใหญ่ เปิดเผยว่า ในช่วงที่รอให้ฝนตก เพื่อการเริ่มทำนารอบใหม่ สังเกตเห็นว่าบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะริมถนนใกล้หมูบ้านเริ่มแห้งขอด จึงได้ชักชวนญาติๆนำอุปกรณ์ออกมาหาส่อนกุ้ง เพื่อบริโภคในครัวเรือนและนอกจากนี้ยังจะนำบางส่วนที่ได้จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ แต่ละวันชาวบ้านจะจับกุ้งได้วันละ 3-5 กิโลกรัม จำหน่ายให้กับผู้ชื่นชอบการบริโภคกุ้งและพ่อค้าที่ซื้อไปเพื่อจำหน่าย โดยจะแบ่งขายเป็นถ้วยในราคาถ้วยล่ะ 50 บาท ทำให้สามารถสร้างรายได้อย่างงามถึงวันละ 300-500 บาทเลยทีเดียว สำหรับกุ้งฝอย เป็นที่นิยมในการบริโภค เนื่องจากสามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง
‘กุ้งฝอยคั่วกระชาย’ อร่อยจนต้องลองทำ โดย กฤช เหลือลมัย ทุกวันนี้ เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ออกจากเมืองนนทบุรี ตามเส้นทางหลวงสาย 340 ที่จะตรงไปเมืองสุพรรณในช่วงสายๆ สิ่งที่ผมและเพื่อนๆ ต้องทำทุกครั้ง ก็คือแวะกินข้าวแกงริมทาง ที่ร้าน “แกงป่าคุณยายตุ่ม” เขตชานเมืองย่านบางบัวทอง ซึ่งขายกับข้าวไทยภาคกลางรสชาติจัดจ้าน อย่างพวกผัดเผ็ด แกงป่า ด้วยสารพัดเนื้อ ตั้งแต่ปลาเล็กปลาน้อยสับทั้งก้าง หมูป่า เก้ง กวาง ไข่ปลายี่สก ปลากราย เนื้อวัว ฯลฯ แถมมีน้ำพริกแกงป่ารสดีมากๆ ให้ซื้อกลับไปทำกินเองที่บ้านด้วย ใครชอบกินข้าวแกงภาคกลางสกุลชายแดนตะวันตก เป็นไม่ผิดหวังแน่ๆ ครับ ก่อนที่จะกลายเป็นคอลัมน์แนะนำร้านอาหารไป จะบอกว่า มีกับข้าวอย่างหนึ่งของร้านคุณยายตุ่ม ที่ผมกินแล้วชอบมาก รู้สึกว่ามันลงตัวดี แถมมีความแตกต่างจากสำรับอื่นๆ ในร้านอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็คือ “กุ้งฝอยคั่วกระชาย” ครับ กุ้งฝอยน้ำจืดตัวเล็กๆ นั้นเป็นที่พิสมัยของคนครัวเมืองน้ำจืดทุกแห่ง มันกลายเป็น “กุ้งเต้น” รสแซ่บจี๊ดในร้านเรือนแพย่านหาดคูเดื่อ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นกุ้งชุบแป้งทอดโรยในชาม “ข้าวแห้ง” ของคนย่านคลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุร
ได้รับความสนใจไม่น้อยเลย สำหรับ เรื่องราวของหนุ่มวัย 27 ปีที่อ.นาแห้ว จ.เลย เขาลาออกจากงานลูกจ้างกรมป่าไม้ เพื่อมาเลี้ยงไก่ 500 ตัว เก็บไข่ขาย มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ราว 30,000 บาทต่อเดือน นั่นคือ เรื่องราวของ คุณพงศกร พลบูรณ์ หรือคุณกอล์ฟ และภรรยา นางสาวนุชจรีภรณ์ ศรีสมบัติ อายุ 27 ชาวบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย (คลิกอ่าน -พอกันทีชีวิตลูกจ้าง!! ลาออกมาเลี้ยงไก่ เก็บไข่ขาย รับทรัพย์ วันละ 1,500 บาท) นอกจากเลี้ยงไก่แล้ คุณกอล์ฟ ยัง ทำสวนเกษตรผสมผสาย รวมทั้งเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาหมอ ฯลฯ และจากงานเลี้ยงปลานี่เอง ที่ให้เกิดการ เลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเขา ว่ามันเอื้อกันไปได้ นั่นคือ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เมื่อปลากินเหลือเศษเล็กเศษน้อยยังพอเป็นอาหารของกุ้งฝอยได้ ซึ่งเมื่อกุ้งฝอยเติบโต ยังจับมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นรายได้เสริม อิจู้ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งฝอย คุณกอล์ฟ ก็บอกว่า แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย วิธีการก็คือ ไปหาพ่อแม่พันธุ์มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์การจับจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จับกุ้งมาเลี้ยง ที่เรียกว่า อิจู้ วิธีการ ดู กุ้งแม่พันธุ์ ถ้า
นายพร้อมพงษ์ ปันยะ ชาวบ้านนาสมดี ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม เผยว่า แต่เดิมมีอาชีพเป็นกรรมกร รายได้วันละ 200-300 บาท ต่อวัน ทำมา 6-7 ปี ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว ช่วงก่อนจะลาออกจากงานจึงได้เปิดคลิปวิดีโอ ลองศึกษาวิธีทำตุ้ม เครื่องมือดักสัตว์น้ำของคนอีสานดูวันละ 1-2 อัน ก่อนนำไปดักจับกุ้งฝอยตามลำห้วย หนองน้ำสาธารณะในหมู่บ้าน ปรากฏว่าได้กุ้งฝอยมาหลายกำมือ คิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ จึงสะสมอุปกรณ์การทำ เช่น ไม้ไผ่ ตาข่าย ขาดน้ำพลาสติกใส เชือกฟาง ก่อนเริ่มลงมือทำตุ้มรูปทรงกลม รัศมีกว้าง 1 ฟุต เลาไม้ไผ่ยาว 1 ผุต ทำเป็นเสาค้ำยัน ใช้ไม้ไผ่ดัดให้เป็นรูปทรงกลม เชือกฟางมาผูกยึด นำตาข่ายมาล้อม ก่อนตัดปากขวดน้ำสวมเย็บใส่ช่อง 4 จุด ไว้ดักกุ้ง ก้นของตุ้มจะขึงตาข่ายปิดทับอีกรอบ ตรงกลางตุ้มจะมีคานไว้สำหรับผูกรำข้าวใช้เป็นเหยื่อล่อ ใช้ไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ผูกมัดติดกับตุ้ม จนผลิตได้ตุ้ม จำนวน 60 อัน “ใกล้พบค่ำ ออกจากบ้านไปดักจับกุ้งฝอยที่อ่างเก็บน้ำหนองญาติ พอช่วง 6 โมงเช้าทุกวันก็เก็บ ทำอาชีพนี้มาได้ 3 เดือนแล้ว มีรายได้ดีกว่างานที่เคยทำ จึงได้ยึดมาเป็นอาชีพหลัก รายได้วันหนึ่งประมาณ 500-700 บาท”
สมัยผมเรียนโบราณคดีเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน มันมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอยู่ข้อหนึ่ง ทำนองว่า ถ้าเกิดเราพบวัฒนธรรมทางวัตถุบางอย่างที่เหมือนกันเกือบทุกอย่าง แต่อยู่ห่างกันมาก ชนิดคนละภูมิภาค มันเป็นไปได้ไหมว่าจะมีการถ่ายทอด ลอกเลียน เอาอย่างกัน หรือว่าอยู่ดีๆ ต่างฝ่ายต่างก็ทำเรื่องราวนั้นๆ ขึ้นได้เองภายใต้สภาวะแวดล้อมทางวัตถุที่เหมือนกัน โดยไม่มีใครเลียนแบบใคร ตัวอย่างที่มักชวนให้ถกเถียงในสมัยนั้น ก็คือ วัฒนธรรมการทำเครื่องมือสำริดและเหล็ก ที่จนบัดนี้ก็น่าจะยังเถียงกันอยู่ว่า ชาวอุษาคเนย์รับเอาเทคโนโลยีจากจีนหรือตะวันออกกลางมา หรือว่าคนบ้านเชียง คนลพบุรี รู้จักถลุงเหล็กได้เองเมื่อสองสามพันปีที่แล้วโดยที่ไม่ต้องมีใครเคยไปเมืองจีนเลยสักคน มานึกตอนนี้แล้วก็สงสัยว่าจะเถียงกันไปเพื่ออะไรนะครับ แต่ว่าไปทำไมมี ความรู้สึกในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้นบางครั้งก็เป็นเรื่องใหญ่ แถมยังนำพาไปสู่การบาดหมางไร้สาระมากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ สิ่งของ หรือว่ามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และพอผมชักเริ่มมาสนใจเรื่องกับข้าวกับปลาอาหาร ก็พบว่า เรื่องทำนองนี้มีไม่น้อยเหมือนกันนะครับ เท
