ขนมครกใบเตย สยามแสควร์
ร้านดังผุดเมนูชวนเคลิ้ม “ขนมเขียว” เน้นขายประสบการณ์การกิน มากกว่าแค่ใส่กัญชา คนไทยเราเองคุ้นชินกับ “กัญชา” หรือพืชที่ถูกขนานนามว่าเป็นพืชต้องห้าม เพราะกฎหมายจัดว่าเป็นยาเสพติด แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการ ปลดล็อก บางส่วนของกัญชา-กัญชง ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ยกเว้น ช่อดอก และเมล็ดกัญชา สิ่งที่เราได้เห็นจากการปลดล็อก กัญชา คือไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ของผู้ประกอบการไทย เห็นได้จากการนำกัญชามาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนม อาหาร หรือแม้แต่เครื่องดื่ม นอกจากช่วยเพิ่มมูลค่าแล้ว ยังช่วยให้คนรู้จักแบรนด์ได้ชั่วข้ามคืน เช่น แบรนด์เก่าแก่ 45 ปี “ขนมสยาม” แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว เพราะเป็นต้นตำรับ “ขนมครกใบเตย” ย่านสยามสแควร์ แต่ยังขานรับการปลดล็อกกัญชา เพราะเชื่อว่า ขนมไทยสามารถสร้างมูลค่าได้ นอกเหนือจากบราวนี่ หรือคุกกี้ “กัญชา คือโอกาสทำให้คนได้รู้จักแบรนด์เรามากขึ้น เพราะยังมีบางส่วนไม่รู้จักขนมครกใบเตย แต่รู้จักกัญชา เมื่อนำสองอย่างมาผสมกัน จึงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น” คุ
ยึดทำเลสยามสแควร์มานานกว่า 3 ทศวรรษ ครองใจลูกค้าในละแวกนี้ และผู้ที่ผ่านไปผ่านมา สำหรับขนมครกใบเตย หรือ ขนมครกสิงคโปร์ ที่ชื่อเสียงโด่งดังบอกปากต่อปาก ว่าเป็นขนมครกที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ แป้งหนึบๆ สีเขียว หอมกลิ่นใบเตยชวนให้รับประทาน และไม่ว่าจะมีขนมสัญชาติต่างๆ ถาโถมเข้ามา ร้านขนมไทยแห่งนี้ก็ยังยืนหยัดขายได้มานานกว่า 30 ปี คุณวรรณทนีย์ มีศิลป์ หรือคุณป้าตุ๊กตา อายุ 59 ปี ทายาทรุ่น 2 เจ้าของร้านขนมครกใบเตย สยามสแควร์ เล่าว่า ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คุณแม่มีอาชีพขายขนมครกใบเตย โดยท่านเดินหาบเร่ขายแถวสยาม ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น เปลี่ยนเป็นรถเข็น กระทั่งทางมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มีการจัดระเบียบร้านค้าในสยามสแควร์ เห็นว่าคุณแม่ขายมานานเป็นคนเก่าแก่ในย่านนี้ เลยช่วยจัดสรรพื้นที่ให้ขายเป็นเรื่องเป็นราว เดิมทีร้านตั้งอยู่ ซอย 2 ต่อมาถูกย้ายไปซอย 4 กระทั่งปัจจุบันมี 2 สาขาอยู่ซอย 5 หน้าศูนย์หนังสือจุฬา และซอย 8 ข้างโรงแรมโนโวเทล คุณป้าตุ๊กตา บอกว่า ในสมัยก่อนคุณแม่จะใช้เตาถ่านย่างขนม แต่หลังจากขยับขึ้นมามีหน้าร้าน ธุรกิจมีการขยับขยายและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยเปลี่ยนมาใช้เตาแก๊ส แต่อย่าง
