ขึ้นฉ่าย
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 49/3 หมู่ 5 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง คุณภัชรวดี เจริญฤทธิ์ อายุ 43 ปี หันมาใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกขึ้นฉ่ายจีนแบบไร้ดินจำนวนหลายพันต้น โดยใช้ระบบน้ำไหลเวียนให้ปุ๋ยอินทรีย์สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นหน้าฝนขึ้นฉ่ายก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160-180 บาท หรือกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งหลังทดลองปลูกเป็นรายแรกในอำเภอหาดสำราญ จ.ตรัง จนประสบความสำเร็จจึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มอีกจำนวนหลายหลังในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งปลูกขายมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถเก็บขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 50-100 กิโลกรัม สร้างรายได้กว่า 5,000 บาทต่อวัน คุณภัชรวดี เป็นภรรยาของ พ.ต.ท.นายหนึ่งสังกัด สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แต่หันมาคิดต่างด้วยการใช้ที่ดินของตน ปลูกขึ้นฉ่าย ซึ่งเกษตรกรรายอื่นใน อ.หาดสำราญ ยังไม่มีใครปลูก เพราะคิดว่าการปลูกแบบไร้ดินจะดูแลยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความจริงแล้ว เป็นการลงทุนแค่ครั้งเดียว สำหรับค่าวัสดุ
นับจากราคายางพาราตกต่ำเรื่อยมา เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาทางออกในการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่นเดียวกับที่พื้นที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ที่เกษตรกรชาวสวนยาง รายเล็กรายน้อย หันมาปลูกขึ้นฉ่าย ส่งให้เทสโก้ โลตัส นับพันกิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้มีโจทย์ใหญ่อยู่ 2 ข้อคือ การปลูกขึ้นฉ่ายในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุก ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งการติดต่อประสานงาน ส่งผักให้กับห้างค้าปลีกระดับใหญ่ อย่างเทสโก้ โลตัส ยิ่งยากกว่า และจากนี้ไป เราจะไปหาคำตอบกันว่า เกษตรกรในพื้นที่ตีโจทย์ 2 ข้อนี้อย่างตรงจุดได้อย่างไร ในเบื้องต้น ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้คือ คุณพิโชติ ผุดผ่อง วัย 40 ต้นๆ เกษตรกรผู้นำเครือข่าย ผู้ที่เคยได้รับตำแหน่ง young smart farmer ซึ่งเขาเป็นต้นแบบในการเรียนรู้และขยายองค์ความรู้สู่ชาวสวนยาง ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพนอกจากการกรีดยาง และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนในยามราคายางตกต่ำ คุณพิโชติ เคยปลูกผักสลัด และนำไปเสนอขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส ภาคใต้ แต่ทางเทสโก้ โลตัส ตอบกลับมาว่า ผักสลัดมีคนส่งเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็น ขึ้นฉ่าย ดีกว่ามั้ย เนื่องจาก
