คนละครึ่งพลัส
ในช่วงที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มซึ่งได้รับผลกระทบจากอย่างต่อเนื่องจากภาวะที่ผู้บริโภครัดเข็มขัดจำกัดรายจ่ายในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนผ่าน 2 ร้านอาหารต่างสไตล์อย่าง พาสต้า บ่? ร้านพาสต้าโฮมคิทเชน ในกรุงเทพฯ ที่สร้างสถิติยอดขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าครึ่งแสน ซึ่งถือเป็นยอดที่สูงสุดนับตั้งแต่เปิดร้าน และ ‘มีลาภ’ อุบลราชธานี ร้านอาหารอีสานท้องถิ่น ที่สร้างสถิติร้านต่างจังหวัดที่ขายดีที่สุดในโครงการคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ‘พาสต้า บ่?’ ปั้นพาสต้าเส้นสดรสชาติไทย สู่ความสำเร็จที่โตแบบดับเบิ้ลด้วย “คนละครึ่งพลัส” ร้าน พาสต้า บ่? เริ่มต้นจากความตั้งใจของสองผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ยู–วรัญญู บุญอาจินต์ และ ณน–คณิน วัฒนสุข ที่เริ่มตั้งร้านด้วยการเปิดรับพรีออร์เดอร์จากหลักสิบกล่องในปี 2565 จนกลายเป็นร้านพาสต้าเส้นสดที่ได้การตอบรับที
หลังจากมีโครงการคนละครึ่งพลัส เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้ประชาชน และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ LINE MAN Wongnai ได้อัปเดตถึงสถานการณ์ร้านอาหาร ไว้อย่างน่าสนใจ โดย คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เผยว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เลือกขายบนแพลตฟอร์มไลน์แมนมากถึง 65% ทำยอดขายคนละครึ่งพลัส มากที่สุดในตลาด 63% เกิดออร์เดอร์รวมกว่า 8 ล้านออร์เดอร์ใน 3 สัปดาห์ และทำให้ยอดขายร้านค้าทั่วประเทศ เติบโตเฉลี่ย 4.2 เท่า นอกจากนี้ ยังช่วย “ร้านเล็ก” (รายได้ต่ำกว่าหมื่นบาทต่อเดือน) ให้เติบโตได้จริง โดยมียอดขายพุ่งถึง 5.9 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ส่วนร้านขนาดกลาง (รายได้มากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน) เติบโตขึ้น 2 เท่า อานิสงส์ของโครงการนี้ยังส่งไปถึงไรเดอร์ ช่วยสร้างรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15-25% ตามปริมาณออร์เดอร์ต่อวันที่สูงขึ้น โดยยังพบข้อมูลน่าสนใจ ผลจากคนละครึ่งพลัส ดันยอดขายร้านต่างจังหวัดโตสูง จังหวัดที่ทำผลงานโดดเด่น มียอดขายร้านเติบโตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ได้แก่ จันทบุรี (+9.4 เท่า), หนองบัวลำภู (+9.3 เท่า), อุตรดิตถ์ (+8.9 เท่า),
จากกระแส โครงการคนละครึ่งพลัส ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไทย โดยเป็นการที่รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนช่วยเหลือค่าครองชีพที่ออกครึ่งหนึ่ง ซึ่งใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ร้านค้าใน “โครงการคนละครึ่งพลัส” สามารถสมัครและเข้ารับอบรมการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) รับเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท/ร้านค้า ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 ผ่าน 1 ใน 3 ช่องทาง ได้แก่ ทักษะด้านการขาย ขายยังไงให้ปัง และขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อทำให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น, ทักษะด้านการเงิน สอนให้ดูทักษะด้านต้นทุนการเงินและการตั้งราคาการขายเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการขาย เพื่อช่วยลดต้นทุน 1. เพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์ : ช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายจากร้านค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเข้าร่วมฟู้ดดีลิเวอรีในโครงการคนละครึ่งพลัสตามเงื่อนไขที่กำหนด 2. เพิ่มความรู้เสริมสภาพคล่อง : สมัครและเรียนหลักสูตร Smart Finance Upskill : หลักสูตรพัฒนาความรู้ทางการเงิน https://www.gsb.or.th/smartfinance-upskill/&n
แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับ 1 ในประเทศไทย เผยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารดีลิเวอรีจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจนทะลุ 1 ล้านออร์เดอร์นับตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ขณะเดียวกันยังช่วยดันยอดขายให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยร้านที่ขายดีที่สุดมียอดเติบโตมากถึง 18 เท่า พบอินไซต์ผู้บริโภคนิยมใช้คนละครึ่งพลัสสั่งอาหารในมื้อเที่ยงมากที่สุด โดยมียอดสั่งเฉลี่ยต่อออร์เดอร์ประมาณ 80-120 บาท โดยเฉพาะอาหารจานเดียวอย่างส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และไก่ทอด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่ชาไทยยังคงยืนหนึ่งเครื่องดื่มยอดนิยม และคนกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้คนละครึ่งพลัสผ่านแพลตฟอร์มดีลิเวอรีมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี ขอนแก่น โคราช และเชียงใหม่ นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “โครงการคนละครึ่งพลัสในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั้งจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจร้านอ
“เทศกาลลอยกระทง” เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการขอขมาพระแม่คงคา พร้อมกับการอธิษฐานขอให้สิ่งไม่ดีลอยออกไปจากชีวิต ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 และเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี (Super Full Moon) อีกด้วย บรรยากาศงานวันลอยกระทงที่วัดเสมียนนารี พระอารามหลวง บริเวณรอบงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งร้านค้าแผงลอยที่มาเปิดแผงขายของกินอร่อยๆ และกระทงสวยงาม หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกระทงใบตอง กระทงดอกไม้ ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่หลายคนบ่นว่า “เงินหายาก” ทำให้ช่วงปลายปีนี้กับประเพณีลอยกระทง จึงเป็นเหมือน “ความหวัง” ของเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขาย ที่จะได้กอบโกยรายได้ก่อนสิ้นปี ที่สำคัญ ปีนี้ยังมีตัวช่วยอย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลตั้งใจออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ไม่รอช้า ขอลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน เพื่อฟังเสียงจากปากคนขายโดยตรง ซึ่งก็ได้ข้อสรุปและมุมมองที่น่าสนใจ ดังนี้ คุณลักษณา ธีระกุล ร้านกระทง ได้ให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า “ปีนี้คนทยอยกันมาเรื่อยๆ กระทงก็ข
หลังจากเปิด “โครงการคนละครึ่งพลัส” ให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับพบปัญหา เมื่อหลายร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส ใช้โอกาสนี้ในการปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงเก็บ VAT 7% กับลูกค้า ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องราคาสินค้าให้มีการปรับราคาลดลง และก่อนหน้านี้ที่จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส ก็ได้ร่วมมือกับห้างท้องถิ่น โมเดิร์นเทรดทั่วประเทศให้ช่วยกันลดราคาสินค้า เพื่อให้เงินที่ประชาชนจะได้ และสวัสดิการแห่งรัฐ มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรก อาจมีกระแสข่าว ว่าถ้าเป็นร้านคนละครึ่ง จะขายอีกราคาหนึ่ง และราคาปกติก็เป็นอีกราคาหนึ่ง ในเรื่องนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมกับ พาณิชย์จังหวัด ได้ลงพื้นที่ไปดู และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับร้านค้า ไม่เช่นนั้นคงต้องมีมาตรการในการจัดการ และในส่วนของ VAT รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการลงมาว่า ให้กรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัด ลงไปดูแล ถ้าพบเห็นก็ให้อธิบาย โดยคิดว่าร้านค้าคงไม่มีความตั้งใจ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจผิด ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ก็เลยต
LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรีอันดับ 1 ของไทย เดินหน้ารับลูกนโยบายรัฐบาล “คนละครึ่งพลัส” เปิดแคมเปญใหญ่หนุนกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลดค่า GP เหลือ 7% สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และค่า GP 9% สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนเป็นต้นไปจนจบโครงการ พร้อมทุ่มงบการตลาด 300 ล้านบาท กระตุ้นยอดขาย ล่าสุดเปิดเวทีสนทนาโต๊ะกลม “ถกกระแสคนละครึ่งพลัส ความหวังร้านอาหารและปากท้องคนไทย” สะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์ม คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า “คนละครึ่งอยู่มาตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตอนนั้นโครงการคนละครึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยร้านอาหารจริงๆ และสำหรับรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เราผลักดันมาตั้งแต่หลังสงกรานต์ เพราะว่าสถานการณ์ร้านอาหารในปีนี้ค่อนข้างแย่ ตัวเลขร้านอาหารที่ลดลงทำให้เราตกใจ และเห็นตรงกันกับไลน์แมน ว่าโครงการคนละครึ่งเป็นทางรอดของผู้ประกอบการร้านอาหาร สิ่งที่เราขอกับรัฐบาลคือไม่เก็บภาษีย้อนหลัง ขอให้นิติบุคคลเข้าร่วมด้วย หมายความว่านิติบุคคลยอดขายเกิน 1.8 ล้าน ผลออกมาคือตอนนี้เก
หลังจากที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนกดรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แล้ว โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลพร้อมเปิดใช้งานโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็น – ผู้ที่ยื่นภาษี ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 2,400 บาท จำนวน 7.93 ล้านคน – ผู้ที่ไม่ยื่นภาษี ได้รับสิทธิ 2,000 บาท จำนวน 12.07 ล้านคน กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 2,400 บาท คือ ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด.90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด.91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 3
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า การกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัสในปีนี้ แกร็บเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยผู้ได้รับสิทธิกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดเต็มสิทธิประโยชน์และโปรแกรมส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออร์เดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโตแบบไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย Quick Big Win ของทางภาครัฐ ภายใต้แคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” แกร็บเตรียมมอ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล ”อนุทิน” ได้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ให้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคย และเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในอดีต ทั้งในแง่การสร้างกำลังซื้อและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้โอกาสขายของมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะในปลายปี 2025 จะได้รับผลกระทบอย่างไร? และแฟรนไชส์กลุ่มไหนจะได้อานิสงส์สูงสุดจากการกลับมาของมาตรการนี้ บทเรียนจากอดีต โครงการคนละครึ่ง เริ่มในปี 2563 โดยรัฐ ออกค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดวันละ 150 บาทต่อคน และต่อมาได้ขยายวงเงินและจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงการคลังในระยะที่ 3 พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2.3 แสนล้านบาท และมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านขายของชำ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ “รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง” แต่ยังดึงให้ครัวเรือนควักเงินของตนเองอีกครึ่งหนึ่งออกมาใช้ เงินที่อาจถูกเก็บเป็นเงินออมก็ถูกนำออกมาจับจ่ายทันที ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าท
