ครัวอาเซียน
“เปิงด้าจก์” เป็นภาษามอญ แปลว่า ข้าวน้ำ ที่หมายถึงข้าวแช่นั่นเอง ชาวมอญมีประเพณีในการทำข้าวแช่เพื่อถวายพระสงฆ์และเลี้ยงชาวบ้านในชุมชนในเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นงานที่สำคัญยิ่งของชาวมอญ จึงมักเรียกข้าวแช่ว่า “เปิงซังกราน” ที่หมายถึง ข้าวสงกรานต์ ข้าวแช่มอญเข้าสู่วังเพราะเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 เป็นชาวมอญได้ทำถวาย และเป็นที่เลืองลือในความอร่อย จากชาววังจึงแพร่หลายมาสู่ชาวบ้านโดยทั่วไป เมื่อถึงฤดูร้อนเราคงนึกถึงข้าวแช่เป็นอันดับแรก สงกรานต์ของชาวมอญนั้นสนุกสนาน จะมีการแห่หงส์และธงตะขาบไปที่วัด แล้วนำธงขึ้นสู่พระธาตุ ชายชาวมอญสวมเสื้อลายดอกคอพวงมาลัย พาดผ้าจีบหรือผ้าขาวม้าสีสันสดใส นุ่งผ้าลอยชายคาดเข็มขัดทองหรือนาก ถือไม้ตะพดหัวเลี่ยมเงินลายสวยๆ อวดกันเต็มที่ ใส่หมวก สวมถุงเท้า รองเท้าหนัง แต่งตัวกันเต็มที่ไม่น้อยหน้าฝ่ายหญิง สาวมอญแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลูกไม้ มีผ้าถักคล้องคอ นุ่งซิ่นปักดิ้นงดงาม มุ่นมวยผมปักดอกไม้ทองเขียนหน้าทาปากงดงาม สาวมอญนั้นเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความงาม เขาว่าจะจีบสาวมอญนั้นยากเพราะผู้ชายมอญนั้นดุและขี้หวง ชายที่มีลูกสาวสวยจึงต้องถือไม้ตะพดเตรียมไว้แ
เค็มบักนัด ปลาหมักสับปะรด ต้นเค้าชาวเวียด สมัยก่อนไม่ใช่จะหากินกันง่ายๆ สมัยที่ฉันเป็นเด็ก เวลาเพื่อนของน้าสาวมาจากอุบลราชธานีบ้านเกิด เธอจะนำขวดเครื่องปรุงอาหารอย่างหนึ่งมาฝากทุกครั้ง เธอเรียกว่า เค็มบักนัด เด็กเมืองกรุงไม่ประสีประสาอย่างฉัน รู้สึกขบขันกับชื่อประหลาดนี้ แต่ก็ทำให้ฉันจำได้แม่นยำทีเดียว เมื่อโตมาจึงคุ้นเคยกับอาหารชนิดนี้ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นไม่ใช่จะหากินกันง่ายๆ ถ้าไม่ได้ไปถึงอุบลราชธานีก็ไม่ได้กินหรอก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีโอท็อปทำให้หาซื้อได้ง่ายขึ้น เค็มบักนัด หรือ เค็มหมากนัด ถ้าแปลเป็นภาษากลางคือ เค็มสับปะรด ก็เพราะมีสับปะรดเป็นส่วนผสมสำคัญ โดยจะนำไปหมักกับปลาแม่น้ำที่เป็นปลาหนัง ที่นิยมกัน คือ ปลาสวายและปลาเทโพ ใส่เกลือ น้ำตาล หมักราวครึ่งปี นำมาปรุงอาหารได้ ถ้ากินอย่างง่ายๆ ซอยพริก กระเทียม และหอมแดงใส่ นำมากินเป็นเครื่องจิ้มกับบรรดาผักสดทั้งหลาย จะให้หรูกว่านั้น ก็นำมาหลน ซึ่งนับว่าหลนเค็มบักนัด เป็นเมนูที่นิยมมากที่สุด และฉันก็ว่ามันเข้าท่าดี วิธีทำเหมือนหลนทั่วไป คือ นำหม้อตั้งไฟใส่กะทิ หมูสับ หอมแดง ใบมะกรูด พริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าตามสะดวก เครื่องสมุนไพรนั้น บา
หมาโผโต้วฝุ อาหารเสฉวน อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือ หากเป็นสมัยนี้ต้องได้ดาวมิชลิน เมื่อปีกลายฉันได้เดินทางไปในเมืองต่างๆ ของมณฑลเสฉวน ซึ่งมีอาหารที่เป็นเอกลักษณ์จนเลื่องลือไปทั่วโลก ด้วยรส “หม่าล่า” 麻辣 (“หม่า” 麻 แปลว่า ชา “ล่า” 辣 แปลว่า เผ็ด) คือ รสชาติเผ็ดร้อนและชาลิ้น จากเครื่องเทศในดินแดนแถบนี้ที่ชื่อว่า “ฮวาเจียว” 花椒 ไว้ฉันจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังภายหลัง ที่เสฉวนฉันสนุกสนานกับการไปตลาดและได้ซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ รวมแล้วหนัก 10 กิโลกรัม จนต้องซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เครื่องปรุงอีกอย่างที่ฉันซื้อติดมือมาคือ น้ำพริกเสฉวน “โต้วป้านเจี้ยง” 豆瓣酱 ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ถือเป็นหัวใจของอาหารเสฉวน ใช้ทำอาหารได้หลากหลายชนิด รวมถึงอาหารเสฉวนยอดนิยมอย่าง “หมาโผโต้วฝุ” 麻婆豆腐 ซึ่งนับว่าเป็นอาหารเสฉวนที่โด่งดังที่สุดและได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากครัวจีนแล้ว ครัวญี่ปุ่นและครัวเกาหลีก็นิยมอาหารชนิดนี้จนถือเป็นส่วนหนึ่งของอาหารของชาติเขาเลยทีเดียว กำเนิดของอาหารจานนี้เล่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์ชิง โดยนางเฉินผู้ที่เปิดร้านอาหารอยู่ในนครเฉิงตูทำเมนูเต้าหู้ได้อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ถ
“อุ๊บไข่” ไข่ผัดพริกแกง อาหารไทใหญ่ กินกับ “ข้าวเหลือง” เพอร์เฟ็กต์ “อุ๊บไข่” หรือ “ไข่อุ๊บ” เป็นอาหารไทใหญ่ที่ทำไม่ยากค่ะ ส่วนผสมหลักมีไข่ต้ม มะเขือเทศ และพริกแกง อันประกอบไปด้วยพริกแห้งนำไปแช่น้ำให้นุ่มก่อน หอมแดงใส่เยอะๆ จะได้หวาน กระเทียมเล็กน้อย ขิงและตะไคร้ซอยเล็กน้อย ที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ถั่วเน่าย่างให้หอมๆ หรือใครไม่คุ้นเคยจะใช้กะปิแทนก็ได้ นำไปโขลกรวมกันหยาบๆ ส่วนเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น และผงมะสะหล่า/มาซาล่า หรือผงฮินเลที่ใส่ในแกงฮังเล ซึ่งเป็นเครื่องแกงของแขกที่นิยมใช้ในอาหารพม่า ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีสูตรแตกต่างกันออกไป ใครชอบยี่ห้อไหนก็เลือกใช้ตามสะดวกค่ะ แต่ขมิ้นอย่าใส่มากเดี๋ยวกลิ่นจะแรงเกิน “อุ๊บ” หมายถึงวิธีการทำอาหารให้สุกด้วยการนำส่วนผสมต่างๆ มาใส่รวมกันแล้วนำไปตั้งไฟเคี่ยวให้เข้าเนื้อซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้เครื่องแกงเข้าเนื้อดี จะมีน้ำขลุกขลิกๆ ซึ่งจะใช้เนื้อสัตว์ ไข่ หรือผักก็ยังได้ เช่น อุ๊บไก่ อุ๊บปลา อุ๊บกุ้ง และอุ๊บมะเขือ (ม่วง) เป็นต้น ฉันพลิกแพลงโดยการนำไข่ต้มไปทอดก่อนแบบทำไข่ลูกเขย แต่ที่จริงไม่ต้องทอดค่ะ คนทำอาหารมักจะอดไม่ได้ที่จะพลิกแพลงเล็กๆ น้อยๆ ถื
กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ที่อยู่ริมสองฝั่งโขงทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว เรามีวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่างที่ยังคงสืบต่อมาจนปัจจุบัน ทั้งภาษา ศาสนา การแต่งกาย และอาหารที่แทบจะไม่ต่างกันเลย โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินที่กินข้าวเหนียวเป็นหลักพร้อมกับกับข้าวที่ทำขึ้นง่ายๆ จากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นตามฤดูกาล กินผักกินปลาแม่น้ำโขงเป็นหลัก น้ำพริกหรือเครื่องจิ้มชนิดหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากคือ ป่นปลา ซึ่งพบว่าชาวลาวนี้กินกันมานาน ดังปรากฏอยู่ในบันทึกของเพียสิง จะเลินสิน ที่ได้จดบันทึกตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบางที่เขาได้คลุกคลีอยู่ในห้องเครื่องในวังหลวง ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรมใน ค.ศ.1967 ในสมุดจดเล่มนั้นได้กล่าวถึง ป่นปาเลิม (ปลาเลิม) ซึ่งหมายถึงปลาเทพา อันเป็นปลาหนังจำพวกหนึ่งที่มีมากในแม่น้ำโขง เขาบอกถึงวิธีทำว่านำชิ้นปลาไปต้มกับเกลือหรือน้ำปลา มีหอม กระเทียม พริกสด และมะเขือเปราะอ่อนนำไปหมกไฟให้สุกเรียกว่าเครื่องหอม แล้วจึงตำให้เข้ากันกับเนื้อปลา เติมน้ำต้มปลาให้พอข้น ปรุงรสด้วยน้ำปลา โรยต้นหอม ผักชี และใบมะกรูดซอย กินกับแกงส้ม แตงกวาและผักแนม ป่นปลาในปัจจุบันทำจากปลาหลายชนิดไม่จำกัดแต่ปล
“บุ๊นหม็อก” (Bún Mộc) เป็นอาหารเส้นทางภาคเหนือของเวียดนาม เป็นขนมจีนที่มีน้ำซุปเหมือนก๋วยเตี๋ยวคือเป็นน้ำซุปซี่โครงหมู หรือจะใช้กระดูกหมูส่วนอื่นด้วยก็ได้ขอให้มีเนื้อติดกระดูกด้วย เช่นกระดูกคอหมู โดยนำกระดูกหมูไปลวกน้ำทิ้งครั้งหนึ่งเพื่อกำจัดกลิ่นคาว ไขมัน เลือด และสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ จากนั้นจึงนำกระดูกหมูลงต้มพร้อมกับหอมหัวใหญ่ เห็ดหอม (ในเวียดนามจะใช้ผงปรุงรสเห็ดที่ทำจากเห็ดขายเป็นกระปุก) ปรุงรสด้วยน้ำตาลกรวด เกลือ และพริกไทยเม็ดให้มีรสอ่อนๆ เคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้กระดูกหมูเปื่อยและน้ำซุปหวานได้ที่ ระหว่างนี้ก็มาเตรียมลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นแบบนี้เองที่คนเวียดนามเรียกว่า “หม็อก” (Mộc) ถ้าเป็นที่เวียดนามเขาจะมีขายแบบบดสำเร็จมาเลยเรียกว่า “หย่อซ้อม” (Giò sống) แต่เราบดเองได้โดยใช้เครื่องบดสับอาหาร ใส่เนื้อหมูผสมกับมันหมูลงไปบดให้ละเอียดเนียนเหนียว ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา และพริกไทยปั่นอีกรอบให้เข้ากันดี หรือจะทุ่นเวลาด้วยการซื้อหมูเด้งมาแทนก็ได้ แล้วนำมาผสมเครื่องเพิ่ม ตักหมูบดใส่ชามโคมใบใหญ่ ใส่เห็ดหูหนูดำหั่นฝอยๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ต้นหอมซอยลงไปคลุกให้เข้ากันอีกทีแล้วแบ่งเป็น 2
แกงของพม่ามีหลายแบบเรียกว่า “ฮิง” ส่วนใหญ่เป็นแกงกับน้ำมัน มีแกงกะทิเป็นส่วนน้อย แกงของพม่าจะข้นๆ มีน้ำขลุกขลิก พม่าเรียกแกงแบบนี้ว่า “ซี-พยัน” เป็นแกงที่ทำโดยการผัดเนื้อสัตว์กับเครื่องแกง เติมน้ำไม่มากแล้วเคี่ยวต่อไปจนน้ำลดและมีน้ำมันลอยหน้า แกงยอดนิยมเห็นจะเป็นแกงไก่ที่เรียกว่า “เจ้ดต้า” ใส่มันอาลู คือมันฝรั่ง จึงเรียกว่า “เจ้ดต้าอาลูฮิง” เริ่มจากการนำเนื้อไก่มาหมักกับน้ำปลา พริกปาปริก้าป่น ผงขมิ้น ผงกะหรี่ และผงการัม มาซาล่า จากนั้นก็โขลกเครื่องแกงอันประกอบไปด้วยขิง กระเทียม หัวหอม และพริกชี้ฟ้าแดงจะใช้พริกสดหรือพริกแห้งก็ได้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันใส่ตะไคร้ทุบที่หั่นเป็นท่อนๆ ลงไปพร้อมกับเครื่องแกงผัดให้หอม จึงใส่เนื้อไก่ลงไปผัดจนเกือบสุกก็ใส่มันฝรั่ง และมะเขือเทศลงไปผัดปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลา ถ้ามีใบกะหรี่ก็ใส่ลงไปสัก 5-6 ใบก็จะทำให้แกงหอมยิ่งขึ้น หากไม่มีใบกะหรี่ให้ใส่ใบกระวานหรือเบย์ลีฟลงไปแทน แล้วเติมน้ำลงไปแค่พอท่วม หรี่ไฟอ่อนปิดฝาเคี่ยวไปจนไก่และมันฝรั่งสุกดีและน้ำแกงข้นเข้าเนื้อจึงใส่ผักชีโรยหน้าเพิ่มความหอม เมื่อทำเสร็จแล้วจะเหลือน้ำแกงไม่มากมีน้ำมันลอยหน้าสวยงามเอาไว้คลุกกับข
