ฆ่าตัวตาย
ฆ่าตัวตาย แล้วได้อะไร แม่ค้ากตัญญู สู้เพื่อแม่ อาชีพสุจริต ทำให้พออยู่ได้ เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้แล้ว สำหรับเจ้าของกิจการ แม่ หมูสะเต๊ะออนไลน์ ที่เธอเริ่มคิดสร้างธุรกิจหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว ตั้งแต่เพิ่งเรียนจบม.ปลาย เหตุเพราะคุณแม่ของเธอ ถูกโกงเงินทั้งหมดของชีวิต ไปกว่า 20 ล้านบาท เรื่องเกี่ยวข้อง : สาวน้อยม.ปลาย ช่วยสางหนี้ 20 ล้านของครอบครัว ด้วย หมูสะเต๊ะออนไลน์ แต่หลายคน อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ครอบครัวของเธอเคยเข้าตาจน ถึงกับจะคิดสั้นมาแล้ว “ด้วยความที่ไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ แม่กับพี่ชาย บอก ไปต่อไม่ไหวหรอก เราฆ่าตัวตายกันไปเลยมั้ย ทีเดียวแล้วจบเลย ไม่ต้องต่ออะไรแล้ว เพราะสู้ไปก็ไม่ได้อะไรแล้ว” เจน-สมิทธานันท์ ธนาภิวงศ์ อายุ 21 ปี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานี สาขานวัตกรรม และเป็นเจ้าของกิจการ แม่ หมูสะเต๊ะ เริ่มต้นบทสนทนากับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เสียงสั่นเครือ หากยังเล่าให้ฟังต่อ “แต่หนูเป็นคน เยียวยา ทุกคน ดึงทุกคนขึ้นมา คือ มันมีคำพูดหนึ่ง คือ ถ้าเราตาย ทุกอย่างก็จบ คนที่เขาเอาเงินเราไป เขาก็ไม่ได้รับความผิดอะไรสิ มันเลยทำให้ทุกคนอยากอยู่ต่อ” เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ร้
ฆ่าตัวตาย ลดลง พา คนพิการ ออกจากมุมมืด ฝึกทักษะอาชีพให้ ภูมิใจในตัวเอง ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง มีบทบาทในการช่วยเหลือดูแลคนพิการในเรื่องของคุณภาพชีวิต การศึกษา การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงการส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีการยกระดับทำงานในระดับอำเภอ โดยรวมกับกลุ่มคนพิการอีก 4 ตำบล ได้แก่ ชมรมคนพิการตำบลเมืองปาน ชมรมคนพิการตำบลบ้านขอ ชมรมคนพิการตำบลทุ่งกว๋าว และชมรมคนพิการตำบลหัวเมือง เกิดเป็น ‘เครือข่ายชมรมคนพิการอำเภอเมืองปาน’ ทำให้มีสมาชิกทั้งหมด 1,146 คน คนพิการเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีฐานะยากจน เนื่องจากไม่มีงานและรายได้ อีกทั้งยังใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพราะไม่กล้าออกสู่สังคม ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จึงทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเครือข่ายชมรมคนพิการ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เพื่อให้คนพิการมีอาชีพและรายได้อย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มเป้าหมายคนพิการจาก 3 ตำบล คือ ตำบลบ้านขอ ตำบลแจ้ซ้อน และตำบลเมืองปาน โดยมีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายมาตำบลละ 25 คน รวมทั้งสิ้น 75 คน นายเพียงฟ้า ส
นักพยากรณ์ ศก. ชี้ “ฆ่าตัวตาย-อาชญากรรม” มาจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ จากสภาวะสังคมในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีข่าวประชาชนฆ่าตัวตายให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง สร้างความสะเทือนใจไม่น้อย ตลอดจนเกิดปัญหาอาชญากรรม เช่น เหตุการณ์ล่าสุด โจรบุกเดี่ยวปล้นร้านทองที่จังหวัดลพบุรี ทั้งหลายเหล่านี้ เกิดเป็นคำถามว่า สภาวะเศรษฐกิจคือมูลเหตุที่ทำให้ “คนฆ่าตัวตาย และ ก่ออาชญากรรม” ใช่หรือไม่ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เหตุการณ์เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ถามว่าเกิดมากขึ้นหรือไม่ ต้องไปดูตัวเลขสถิติของตำรวจ แต่จากข่าวที่นำเสนอ จะเห็นว่าเกิดบ่อยมากขึ้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าสถิติสูงขึ้น แต่เป็นเพราะ สื่อมวลชนทำหน้าที่นำเสนอข่าวได้ดีขึ้น “ต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนทำงานดีขึ้น อย่างพ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อเมื่อก่อนก็มี แต่อาจจะไม่ได้เป็นข่าว เคยมีการทำสถิติว่า เมืองใหญ่มักจะมีอาชญากรรมมากกว่าเมืองเล็กๆ อย่างในกรุงเทพฯ มีข่าวอาชญากรรมมากกว่า เพราะเศรษฐกิจดีกว่าจังหวัดอื่น แล้วอาชญากรรมที่
WHO เตือน 2030 โรคซึมเศร้า ครองโลก! อายุ 15-29 ปี กลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้า – นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เปิดเผยว่า โรคทางกายที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตนำโด่งเป็นอันดับต้นที่ใครๆ ก็ทราบดีคือโรคหัวใจและหลอดเลือด นั้น อาจจะไม่ใช่อีกต่อไป เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) พยากรณ์ไว้ใน Provisional agenda item 6-2 ว่า ตั้งแต่ปี 2011 ว่า ในราวปี 2030 นั้นโรคซึมเศร้า จะขึ้นมาเป็นสาเหตุของภาระโรคในระดับโลก และได้ประมาณตัวเลขให้ไว้ว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นเหตุการตายอันดับ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี “15-29 ปี ช่วงวัยนี้ คือ วัยหนุ่มสาวที่เป็นกำลังของทุกชาติ หากปราศจากความเข้าใจโรคนี้ก็จะทำให้สูญเสียชีวิตดีๆ ที่เปี่ยมคุณภาพไปอย่างมากมายทั้งที่เป็นเรื่องป้องกันได้ แต่ทำไมถึงยังตายกันอยู่อย่างน่าตกใจ แม้มียารักษาได้ก็ตาม นั่นเป็นเพราะมีคนป่วยซึมเศร้าเพียงไม่ถึง 50% ที่เข้าสู่ขั้นตอนรักษาหรือในหลายประเทศนั้นตัวเลขที่เข้ารักษาไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ดังนั้นทางแก้จึงต้องให้ถูกจุดนั่นคือทำให้ตระหนักรู้ ถึงความน่าห่วงของมันในฐานะที่เป็นหม
งานหนักบีบฆ่าตัวตาย ผลสรุปหนุ่มบริษัทคู่สัญญาองค์การอวกาศจบชีวิตตนเอง งานหนักบีบฆ่าตัวตาย – อาซาฮี รายงานว่า ทางการญี่ปุ่นแจ้งผลการสอบสวนกรณี นายโยกิโนบุ ซาโตะ วัย 31 ปี ที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ SCC คู่สัญญากับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2559 ว่า มีสาเหตุมาจากการทำงานหนักเกินไป หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า คาโรชิ ทนายความของครอบครัวผู้ตาย จัดแถลงข่าวถึงผลสอบสวนนี้ที่กระทรวงแรงงานในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 3 เม.ย. โดยมีแม่ของผู้ตายร่วมแถลงด้วย ว่า นายซาโตะทำงานกับ SCC ตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 กระทั่งปี 2558 ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจฝ่ายปฏิบัติการควบคุมอิบูกิ ให้กับ JAXA ภารกิจดังกล่าวบีบให้นายซาโตะทำงานล่วงเวลา โดยไม่ได้รับค่าจ้างมากถึง 70 ชั่วโมง ระยะเวลา 1 เดือน ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แรงงาน สังเกตว่า ชายหนุ่มถูกใช้งานที่เกินตัว อีกทั้งยังถูกขอให้ทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในตารางงานของดาวเทียม นอกจากนี้ยังทำงานกับหัวหน้างานได้ยากลำบาก แม่และทนายของผู้ตาย แถลงข่าว Asahi Shimbun แรงกดดันทั้งหมดส่งผลต่อสภาพจิตใจและความเครียด จนทำให้ไม่สามารถจัดการกับสภาพผิดปกตินี
