ชัยนาท
เปิดเรื่องราว ‘สรรพยาบาติก’ หัตถกรรมของดีเมืองชัยนาท จากไอเดียผสมผสานอัตลักษณ์ชุมชนร่วมกับลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ สู่เป้าหมายสินค้าระดับพรีเมี่ยม หากนึกถึงผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก หลายคนคงนึกถึงสินค้าของฝากยอดนิยมจากภาคใต้ แต่ในปัจจุบันที่กระแสนิยมสวมใส่ผ้าไทย รวมถึงผ้าบาติกกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นชุมชนที่เคยมีช่างฝีมือสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมผ้าบาติก สนใจกลับมาพลิกฟื้นวิชาชีพและปลุกปั้นแบรนด์ ‘สรรพยาบาติก’ ขึ้นมาตอบรับเทรนด์แฟชั่นผ้าไทย อีกทั้งเป็นการกลับมารวมกลุ่มกันในชุมชนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางด้านกลุ่มอาชีพ อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูทักษะด้านงานฝีมือให้กับคนในชุมชน และกลับมาสร้างแบรนด์ผ้าบาติกที่เข้มแข็งนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายในระดับกลุ่มวิสาหกิจ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนกระบวนการพลิกฟื้นทักษะอาชีพ ตลอดจนส่งเสริมการขายอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ดีพร้อม (DIPROM) หรือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้ดึงนักวิชาการเข้ามาร่วมโปรเจ็กต์ฟื้นทักษะงานหัตถกรรมผ้าบาติกของช
ขาดทุนยับ เลี้ยงไก่ตามโครงการรัฐ ไร้ตลาดรับซื้อ หมดทุนซื้ออาหาร หิวจัดจิกกันตายจกไส้มากิน เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก นายไพศิลป์ พรมมา อายุ 50 ปี ประธานกลุ่มการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ชุมชนหันคา จ.ชัยนาท ว่า ได้เลี้ยงไก่ตามโครงการรัฐ แต่กลับขายไม่ได้ และขาดทุนจนแทบหมดตัว ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่บ้านหนองค้อ หมู่ 7 ต.หันคา อ.หันคา จ.ชัยนาท พบว่าเกษตรกรกลุ่มการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ชุมชนหันคา กำลังหั่นหยวกกล้วย เพื่อเลี้ยงไก่กว่า 700 ตัว ที่ถูกเลี้ยงรวมกันอย่างแออัดในโรงเรือน ทางกลุ่มหมดทุนในการซื้ออาหารมาเลี้ยง ทำให้ไก่หิวโหยถึงขั้นจิกกันจนตายแล้วจกไส้กิน ต้องตัดสินใจยอมเป็นหนี้กู้เงินมาซื้ออาหารให้ไก่กิน ซึ่งช่วงตรุษจีนนี้ วอนผู้สนใจช่วยซื้อไก่ของกลุ่มเกษตรกรฯ ชุมชนหันคา เพื่อช่วยเหลือลดภาระหนี้สินที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน นายไพศิลป์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2561 ทางชาวบ้านหนองค้อ ได้รวมตัวกัน 30 คน ตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อรองรับโครงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองสร้างเสริมรายได้ ตามโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้โครงการสร้างทั
วันที่ 2 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าบานระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านในพื้นที่ที่ยึดอาชีพทำการประมงเปิดเผยว่า ตั้งแต่มีน้ำหลากทำให้มีปลาจำนวนมากที่มากับน้ำ โดยเฉพาะบริเวณคุ้งน้ำขนาดใหญ่หน้าวัดโคกดอกไม้ ที่ชาวบ้านในแถบนี้เรียกว่า วังแม่ลูกอ่อน ที่จะมีปลาขนาดใหญ่จำนวนมากมาเล่นน้ำ หรือขึ้นน้ำ ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้จำนวนมากกว่าปกติถึง 3 เท่า โดยปลาส่วนใหญ่ที่จับได้จะเป็นปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาเค้า ปลากดคัง และบางรายที่โชคดีก็จะได้ปลาบึกขนาดใหญ่ด้วย นายวินัย ผดุงโภชน์ ชาวประมงที่จับปลาบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยามากว่า 40 ปี เผยว่า ในปีนี้แม้ว่าน้ำจะมากกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่กลับเป็นผลดีกับชาวประมง เพราะปลาที่จับได้มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจำนวนมาก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวประมงจะจับปลาได้วันละ 40-50 กิโลกรัมต่อคน โดยจะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงริมตลิ่งทุกเย็นในราคากิโลกรัมละ 20 บาท สำหรับปลาสวาย และกิโลกรัมละ 90-100 บาท สำหรับปลาเค้า ทำให้ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว คือเฉลี่ยวันละ 800-1,000 บาท ซึ่งสถานการณ์น้ำหลากชาวประมงถือว่าเป็นช่วงเวลาทองที่จะต้อ
กำลังเร่งเครื่องตอกเข็มก่อสร้างอย่างหนักหน่วง สำหรับโครงการถนนสาย ฉ และ สาย ค ตามผังเมืองรวมเมืองชัยนาท ของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้าง 498.760 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2560 “พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ปัจจุบันงานก่อสร้างมีผลงานความก้าวหน้ากว่า 42% ขณะนี้อยู่ระหว่างงานก่อสร้างชั้นโครงสร้างทาง ส่วนงานก่อสร้างสะพานอยู่ระหว่างการตอกเสาเข็มและเจาะเสาเข็มในแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2560 “เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นโครงข่ายใหม่ เป็นทางเลือกเพิ่มให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรในเขตชุมชนเมืองชัยนาท ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้า และมีการคมนาคมเชื่อมกับถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท ที่ปัจจุบันมีสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อม 2 ฝั่งชุมชนเพียง 1 แห่งเท่านั้น ทำให้การขนส่งและเดินทางไม่สะดวกมากนัก อีกทั้งยังเป็นการรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคตด้วย” สำหรับแนวเส้นทางโครงการ“อธิบดีกรมทางหลวงชนบท” อธิบายว่า มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณ กม.ที่ 0+000 เชื่อมกับถนนสายลพบุรี-ชัยนาท (ทาง
