ซาลอน
เร่งฟื้นฟูอาชีพ สร้างรายได้ “บาร์เบอร์-ซาลอน” 1,000 แห่ง ในพื้นที่เสี่ยงโควิด ข่าวจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจ้งว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กำหนดจัดงานแถลงข่าว “โครงการช่างผมอุ่นใจ” โดย สค. ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประจำประเทศไทย และ 6 สมาคมช่างผมและเสริมสวยในประเทศไทย ได้แก่ สมาคมช่างผมมืออาชีพแห่งประเทศไทย สมาคมช่างผมเสริมสวยแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมพัฒนาอาชีพเสริมสวยและช่างตัดผมไทย สมาคมวิชาชีพ ช่างทำผมไทย สมาคมเสริมสวยแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เครือข่ายช่างผมเสริมสวยและความงามนานาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา COVID-19 ให้แก่เจ้าของร้านบาร์เบอร์และร้านซาลอนขนาดเล็กจำนวน 1-3 เก้าอี้ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดที่พบ ผู้ติดเชื้อสูงที่สุด (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต นนทบุรี ยะลา สมุทรปราการ ตลอดจนจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,000 ร้าน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้ปลอดภัยตามมาตรการผ่อนคลายของรัฐบาล โดยปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัย
3 หัวใจหลัก ธุรกิจซาลอนยืนอยู่ได้ในยุคข้าวยากหมากแพง แนะ ช่างผมไทย เร่งนำเทรนด์ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่เฟื่องฟู ข้าวปลาอาหารและการบริการหลายๆ อย่างมีราคาสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน รายได้นั้นกลับสวนทางกับรายจ่าย จึงทำให้หลายๆ คนคิดอย่างรอบคอบเวลาจะควักเงินออกมาจากกระเป๋าแต่ละครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อการใช้จ่ายลดลง ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจแต่ละสาขาต้องเร่งปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจร้านซาลอน ที่หากจะว่าไปก็อยู่ยากในยุคที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ เพราะคงไม่มีใครเดินเข้าร้านซาลอนได้ทุกวันเหมือนร้านขายอาหารตามสั่ง ดังนั้น เราจึงแนะนำ 3 หัวใจของการทำธุรกิจซาลอนให้ยืนอยู่ได้ ในยุคข้าวยากหมากแพง ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ SUBLIMIC ของ บริษัท ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล ไทยแลนด์ (จำกัด) ได้พบกับผู้คร่ำหวอดในวงการซาลอนอย่าง คุณพิชัย อร่ามเจริญ เจ้าของคัท แอนด์ เคิร์ล อคาเดมี ร้านซาลอนกว่า 16 สาขา และควบตำแหน่งนายกสมาคม Intercoiffure Thailand สมาคมช่างทำผมระดับโลก ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 50 ประเทศ แฮร์สไตลิสต์กว่า 3,000 คน โดยคุณพิชัยได้เผยถึง 3 หัวใจหลักสำคัญ ของการทำธุรกิจซาลอนในยุคข้าวยากหมากแพง ดังนี้ 1. การพัฒนาฝีมือแล
