ดูแลผู้สูงอายุ
ธุรกิจสีขาว ดูแลผู้สูงอายุ “บ้านอุดมสุข” ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งเงิน “…อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคน และในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุจะมีมากกว่าจำนวนเด็ก ขณะที่วัยแรงงานเริ่มลดลงเป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า…” ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการวิจัย ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ข้างต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นภาพในอนาคตอันใกล้ได้ลางๆว่า ชีวิตบั้นปลายของใครหลายคน อาจไม่มีคนในครอบครัวมาคอยดูแลใกล้ชิด เหมือนสังคมไทยในยุคก่อน ที่ปู่ย่า-ตายาย มักได้อยู่ร่วมชายคากับครอบครัวถึงรุ่นเหลนโหลน เรื่อยไปจนกว่าอายุขัยจะสิ้นสุดลงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และด้วยปัจจัยภายนอกหลายประการ ต่างส่งผลให้ “ผู้สูงอายุ”กลุ่มหนึ่ง ขาดแคลนคนคอยดูแล บรรดาลูกหลาน ซึ่งอาจพอมีกำลังจ่าย จึงมักมองหา “เนิร์สซิ่ง โฮม-Nursing Home” เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประจำวัน จนในปัจจุบันธุรกิจให้บริการลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นหนาตาอย่างเห็นได้ชัด “บ้านอุดมสุข” บ้านสีเขียวหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินขนาดกว่า 5 ไร่ เป็นกิจการรับดูแลผู
ผมเองก็เป็นคนสูงอายุ เพียงแต่ลูกๆ ยังอนุญาตให้อยู่บ้านได้ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่น แต่เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า ต้องเฝ้าบ้านอยู่คนเดียวแทบทุกวัน เพราะลูกที่อยู่ด้วยต้องออกไปทำงานนอกบ้าน บางวัน พ่อไม่สบายลูกต้องหยุดงานเพื่อดูแลพ่อครั้งละหลายวัน มาถึงวันนี้ คนเป็นพ่อเกิดรู้สึกเกรงใจลูก ไม่อยากสร้างความลำบากให้ลูก จึงอยากหาที่อยู่ที่เหมาะกับคนสูงอายุ “ลูกจะได้หมดกังวล” เขาว่า ด้วยเหตุนี้ เขาจึงขอให้ผมซึ่งเขามองว่าเป็นนักเขียนน่าจะช่วยหาที่อยู่ดีๆ สำหรับคนแก่ให้เขาได้ ค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วง เขาพร้อมที่จะจ่ายได้ เขามีข้อแม้อยู่อย่างเดียวว่า ที่อยู่สำหรับคนแก่ที่เขาจะไปอยู่นั้นต้องอยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง เพราะลูกๆ จะได้ไปเยี่ยมได้ง่าย บังเอิญว่า ผมรู้จักกับเจ้าของสถานที่รับดูแลคนสูงอายุพอดี แล้วก็ตรงกับความต้องการของเขาด้วย เพราะตั้งอยู่ในซอยแบริ่ง ถนนสุขุมวิท ในเขตสมุทรปราการแค่นี้เอง ผมรู้มาเป็นปีแล้วว่ามีสถานที่หรือศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุมาตั้งอยู่ที่นี่ เพียงแต่ไม่เคยเข้าไปดูเท่านั้น วันหนึ่ง พอมีเวลาว่างผมจึงได้ไปยังศูนย์ที่ว่านี้ ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า วิลล่าชารา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
“…อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคน และในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุจะมีมากกว่าจำนวนเด็ก ขณะที่วัยแรงงานเริ่มลดลงเป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า…” ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการวิจัย ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ข้างต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นภาพในอนาคตอันใกล้ได้ลางๆว่า ชีวิตบั้นปลายของใครหลายคน อาจไม่มีคนในครอบครัวมาคอยดูแลใกล้ชิด เหมือนสังคมไทยในยุคก่อน ที่ปู่ย่า-ตายาย มักได้อยู่ร่วมชายคากับครอบครัวถึงรุ่นเหลนโหลน เรื่อยไปจนกว่าอายุขัยจะสิ้นสุดลงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และด้วยปัจจัยภายนอกหลายประการ ต่างส่งผลให้ “ผู้สูงอายุ”กลุ่มหนึ่ง ขาดแคลนคนคอยดูแล บรรดาลูกหลาน ซึ่งอาจพอมีกำลังจ่าย จึงมักมองหา “เนิร์สซิ่ง โฮม-Nursing Home” เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประจำวัน จนในปัจจุบันธุรกิจให้บริการลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นหนาตาอย่างเห็นได้ชัด “บ้านอุดมสุข” บ้านสีเขียวหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินขนาดกว่า 5 ไร่ เป็นกิจการรับดูแลผู้สูงอายุ เปิดให้บริการมาได้ราว 4 ปี ตั้งอยู่ที่อำเภอ
