ตลาดต่างแดน
พักนี้มีเรื่องให้ต้องไปมาเลเซียหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ ไปเจอคู่หนุ่มสาวมาเลย์คู่หนึ่ง ที่เพิ่งถูกตัดสินให้มีความผิดฐานดูหมิ่นศาสนาอิสลาม ที่จริงสองหนุ่มสาวเชื้อสายจีนนี่เป็นข่าวมาก่อนหน้า หลังจากเคยถ่ายคลิปวิดีโอสวีทกันหวานแหววกันโพสต์ขึ้นบล็อกตัวเอง ซึ่งฉันดูก็ไม่เห็นเป็นไร หนุ่มสาวรักกันก็อยากแสดงออก เพราะยุคนี้มันเป็นยุค ìมีอะไรก็อยากให้โลกรู้î รักกันมันแน่นอก ต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันให้โลกเห็น ฉันดูแล้วก็สวยดี ถึงจะรู้สึกว่าแหมอะไรกันต้องอวดกันขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอาชญากรรมอะไร คนทำอะไรแย่ๆ กว่านี้ยังมีอีกเยอะ แต่เพราะมาเลเซียเป็นสังคมเคร่งศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ก็เลยถูกด่าขรม เจ้าหนุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาเรียนดีขนาดได้รับทุนรัฐบาล ก็ถูกถอดจากทุน ส่วนสาวที่เป็นระดับปัญญาชนของประเทศ ก็เหมือนจะเจอมรสุมเข้าไม่น้อย แต่ 2 คนไม่ยอมแพ้ เมื่อบล็อกของตัวเองถูกสั่งปิด ก็พากันย้ายไปออกอากาศในยูทูบ ทีนี้แรงขึ้นอีก พูดจาเรื่องเซ็กซ์ เรื่องความสัมพันธ์หญิงชายแบบตรงไปตรงมา แสดงท่าให้ดูก็มี ซึ่งฉันก็ว่าเขามีสิทธิ์ คนเรียนมากจะม
คนที่บ่นเบื่อแผงลอยขายของบนทางเท้าบ้านเรา แล้วชอบพร่ำเพ้อว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่เห็นทำกันแบบนี้เลย ขอให้รู้ว่าไม่จริง บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็มีกันมากมาย ฉันไม่พูดไกล เอาอย่างที่อเมริกานี่ก็คาหูคาตา นิวยอร์กนี่แหละตัวดีนัก ขายกันตั้งแต่ขนมนมเนย ถั่วอบ เครื่องดื่ม ไอศกรีม เสื้อผ้า ถุงเท้า กระเป๋า สติ๊กเกอร์ ที่จริงแทบทุกเมืองของอเมริกาเขามีขายของบนที่สาธารณะ แต่มักอนุญาตให้ขายได้เฉพาะวันหยุด มีที่ทางให้ขายกันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างที่ฉันเล่ามาให้ฟังเยอะแยะ ไม่ว่าจะตลาดกรีน หรือตลาดยูเนียนสแควร์ ที่นิวยอร์กนี่ ตลาดปลอดสารพิษ ที่ซานตาโมนิก้า แอลเอ., ตลาดโรสโบวล์ ที่พาซาดิน่า แต่นิวยอร์กนี่ เขาให้ขายกันบนทางเท้าจะจะเป็นธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวเลย ย่านไหนคนมากเขายิ่งอนุญาตให้ขาย เอาง่ายๆ อย่างย่านไทม์สแควร์ ซึ่งทางหนึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญ คนมากมายยังกะมดปลวก อีกทางหนึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวมักแวะไปชม แบบว่าไปนิวยอร์กต้องไปให้ถึงไทม์สแควร์ หรือถ้าเป็นผู้หญิง พวกชอบช็อปปิ้งก็ต้องโผล่ไปที่ถนนสายที่ห้า หรือ Fifth Avenue ของไทม์สแควร์ เสียหน่อย เป็นนับว่าได้มาถึงกับเขาแล้ว ในมหานครนิวยอ
เคยพาไปเที่ยวตลาดที่กาตาร์ กับดูไบมาแล้ว แต่เป็นตลาดพื้นเมืองขายผ้าผ่อนเครื่องทองเหลืองถ้วยถังกะละมังหม้อแบบพื้นบ้าน ตลาดแบบนั้นเรียกว่าซุค (Souqe) วันนี้จะพาไปดูตลาดผักผลไม้สด แบบที่เราเรียกกันว่า Farmer Market แบบที่ฉันชอบเดินหนักหนา เพราะเป็นตลาดเปิดโล่ง มีผักผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง ไม่ผ่านมือพ่อค้าคนกลางที่ไหน บรรยากาศซื้อขายเต็มไปด้วยมิตรจิตมิตรใจ เพราะเกษตรกรที่ฉันเจอมาทั่วโลกล้วนอัธยาศัยไมตรีดี (ไม่เคยไปอิสราเอลนะ เว้นไว้ก่อน) ดูไบเป็นเมืองเอกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเมืองที่สร้างอะไรต่อมิอะไรที่คนไม่คิดว่าจะมีขึ้นในทะเลทรายได้ เช่น ลานสกีหิมะในตึก สนามกอล์ฟบนดาดฟ้า ทะเลเทียมที่มีปลาฉลามตัวเป็นๆ ว่ายยิ้มแฉ่งในปริมาณที่มากกว่าทะเลจริง หรือสวนสนุกที่มีไดโนเสาร์ตัวใหญ่เคลื่อนไหวได้เหมือนจริงกว่าในหนัง ก็แบบว่ามีเงินและมีวิสัยทัศน์ ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด อันนี้พูดจริงนะ ดูไบไม่เหมือนเมืองน้ำมันอีกหลายเมือง ที่มีเงินแต่ไม่มีวิสัยทัศน์ เวลาร่ำรวยก็ไม่ได้สร้างอะไรเป็นเนื้อเป็นหนัง ดีแต่จ่ายเงินให้ประชาชนอยู่กันอย่างสำราญ ไม่ต้องดิ้นรน รัฐไม่พยายามจะสน
คำว่า Street Vendors นี่ถ้าแปลเป็นไทยตามตรงก็คือคนขายของข้างถนน ประมาณคนขายของบนทางเท้า ซึ่งก็พบในหลายเมือง อย่างที่ฉันเล่าไปมากมายแล้ว คนขายของข้างถนนไม่ใช่มีแต่ในเมืองกำลังพัฒนา เมืองพัฒนาแล้วสุดโต่งอย่างอเมริกานี่ตัวดีนักละ ในนิวยอร์กน่ะคนขายของบนทางเท้าเยอะไม่น้อย โดยเฉพาะย่านไทม์สแควร์ที่ฉันเคยพาไปเที่ยวมาหลายครั้ง แต่ทางเท้าเขาจัดระเบียบเรียบร้อยกันดี ไม่อารมณ์ระเกะระกะใครใคร่ค้าค้าใครใคร่ขายขายไปเล้ยอย่างเมืองไทยและอีกหลายเมืองที่กำลังพัฒนา ซึ่งก็นั่นแหละนะ จะชี้หน้าโทษคนขายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความยากจน มันก็จะมีปัญหาเช่นนี้อยู่ร่ำไป ใครก็อยากมีร้านรวงสวยๆ เชิดหน้าชูตาทั้งนั้น แต่พอมันจน ทางออกมันก็มีไม่มากไปกว่าการรุกล้ำทางเท้าวางของขายแบบคนเห็นแก่ตัวนี่แหละ อยู่ที่ทางการจะจัดระเบียบให้มันเดือดร้อนคนเดินถนนให้น้อยที่สุดเท่านั้นเป็นรับกันไหว แต่วันนี้ฉันจะพาไปเจอ Street Vendors แบบฮาร์ดคอร์ คือไม่ใช่แค่วางขายบนทางเท้าอย่างเดียว แต่ขายกัน ìบนถนนî ให้ตรงความหมาย Street Vendors จริงๆ และเผชิญกับการขายแบบฮาร์ดเซลส์อย่างที่ยากจะหาไหนเทียบทัน เป็นการข
อุยกูร์เป็นคนเชื้อสายเติร์ก คือสายเลือดเดียวกับคนที่อยู่ในตุรกี ตุรกีจึงเป็นประเทศที่รับคนอุยกูร์ไปอยู่ด้วยตลอดทุกครั้งที่มีปัญหาขัดแย้งกับจีน อุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยในมณฑลซินเจียงตอนใต้ บริเวณที่เรียกว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ คือซินเจียงน่ะเป็นชื่อของมณฑล หรือเขตนั้น ส่วนอุยกูร์เป็นชื่อของเผ่าพันธุ์คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น แม้อุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสัดส่วนประชากรมากกว่าใคร รวมทั้งมากกว่าคนจีนด้วย (ก็เขาถึงเรียกว่าเขตปกครองตนเองชาวอุยกูร์ไง) บางคนเรียกซินเจียงว่าเตอกิสสถานตะวันออก เพราะเคยอยู่ในประเทศนั้นมาก่อน จีนรวมเอาเขตนี้มาได้ตอนรวมประเทศเมื่อปี 2492 ซินเจียงแปลว่าพรมแดนใหม่ เขตแดนใหม่ เพราะมีพรมแดนติดมากมายประเทศ ทั้งรัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เตอกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย กระทั่งทิเบต เมื่อได้มาจีนก็เอามาทำถิ่นฐานสำหรับชนกลุ่มน้อยของเขา โยกย้ายคนเข้ามามากมาย มีอุยกูร์ที่อยู่มาก่อนแล้วหลายพันปี มีชาวคาซัค ชาวตาจิค ชาวฮุ่ย ชาวเคิร์ก และมองโลก ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในแถบนี้มาก่อนที่จะรวมเอาดินแดนเขาเข้ามา แล้วจีนก็ให้คนจีนเชื้อสายฮั่นเข้า
ฉันไปเกาหลีใต้ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนข่าวเรื่องการจัดการพบปะญาติระหว่างคนเกาหลีใต้กับคนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบหลายปีจะเกิดขึ้น ระหว่างนั่งรถเที่ยว ฉันเฝ้ามองรั้วลวดหนามยาวสุดลูกหูลูกตาที่กั้นระหว่างพรมแดนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ ดูค่ายคูประตูหอรบ รถถัง รถจี๊ป ที่จอดเรียงรายตามแนวชายแดนที่กั้นแผ่นดินเดียวกันให้เป็น 2 ประเทศ แบ่งคนเชื้อชาติเดียวกัน สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกัน ให้ห่างไกลกัน แนวชายแดนที่ว่านั่นไม่ได้อยู่ไกลลับตาจนเราแสร้งไม่รับรู้ หากแต่อยู่ใจกลางประเทศนั่นเอง แค่เดินทางจากสนามบินเข้ากรุงโซลก็เจอรั้วลวดหนามเรียงเกือบตลอดแนว ดูแล้วก็คิดว่าคนเกาหลีอีกฝั่งเขาจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เขาจะมองเราอยู่หรือเปล่า และที่สำคัญ ฉันสงสัยตลอดมาว่าคนเกาหลีทั้ง 2 ฝั่ง เขารักกันหรือเปล่า แต่เวลาที่เราเที่ยวท่องไปในเกาหลีใต้ ความเจริญทันสมัย แสงสีเสียงอะร้าอร่ามก็มักจะทำให้เราลืมไปว่า แค่มือเอื้อม ก็มีเกาหลีอีกแผ่นดินหนึ่งซึ่งผิดกับเกาหลีที่เราเห็นหน้ามือเป็นหลังมือ คนไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ทุกคนรู้จักตลาด
