ตึกใบหยก
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่โรงแรมใบหยก สกาย (ตึกใบหยก 2) กรุงเทพมหานคร นำโดย นายธรียุทธ ภูมิศักดิ์ ผู้อำนวยการเขตราชเทวี ร่วมกับ นายพันธ์เลิศ ใบหยก ประธานกลุ่มใบหยก นำทีมงานดับเพลิงของราชเทวี เข้ามาทำการทดสอบการฉีดพ่นน้ำจากบนระเบียง ชั้น 81 เพื่อศึกษาผลที่จะได้รับจากการพ่นน้ำ ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในอากาศ นอกจากนี้ ทางสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ได้ทำการออกแบบสร้างเครื่องพ่นละอองน้ำเพื่อฝุ่นละอองในอากาศ และนำมาทดสอบติดตั้งบนดาดฟ้าโรงแรมด้วย นายธรียุทธ กล่าวว่า ในส่วนของเขตราชเทวี อาคารสูงประมาณ 8-9 อาคาร กำลังจะร่วมกับสำนักเขต ให้ขึ้นไปฉีดน้ำ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการของตึกสูง ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในส่วนของอุปกรณ์ดับเพลิง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ สามารถฉีดได้ 40 ลิตร ต่อ วินาที มีการดัดแปลงเพิ่มแรงดัน ให้ฉีดไกลขึ้น และเป็นละอองมากขึ้น เพื่อให้ฝุ่นเบาบางลง ขอบคุณผู้ประกอบการ ในเขต ซึ่งได้รับค่าใช้จ่ายในการฉีดน้ำทั้งหมด นายพันธ์เลิศ กล่าวว่า ตนคิดว่าปัญหาฝุ่น เป็นปัญหาที่จะต้องร่
นักวิชาการชี้ ฉีดน้ำบนตึกใบหยก แก้ปัญหาฝุ่นพิษไม่ได้ แนะ 4 วิธี บรรเทาวิกฤต กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. และ 5 จังหวัดรอบ กทม. ด้วยการฉีดพ่นน้ำจากตึกสูง เช่น จากตึกใบหยก ต่อเรื่องดังกล่าว นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลกำลังจะลดฝุ่น 2.5 โดยการติดตั้งเครื่องพ่นน้ำบนอาคารสูงเช่น ตึกใบหยก เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้บริหาร ผมเรียนอย่างนี้ในต่างประเทศทั้งในประเทศจีนหรือยุโรปก็ทำเช่นกัน แต่ไม่ใช่สเปรย์หรือฉีดน้ำเป็นฝอยลงมาจากตึกสูง เหมือนฝนตกเบาๆ ซึ่งจะไม่ช่วยในการจับฝุ่นขนาดเล็กที่แขวนลอยในอากาศเลย 1.วิธีการที่ถูกต้องคือ ต้องติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาของตึกสูงไม่เกิน 100 เมตร เรียกว่า Skyscraper sprinkler system โดยจะพ่นละอองฝอยของน้ำขนาด 0.1-3 ไมครอน (ขนาดใกล้เคียงฝุ่น 2.5) ออกไปสู่บรรยากาศโดยรอบในรัศมีอย่างน้อย 50 เมตร จะสามารถจับฝุ่นดังกล่าวลงสู่พื้นดินได้ แต่ต้องทำพร้อมกันหลายๆ ตึกในระดับความสูงไม่เกิน
หลายสิบปีแล้วที่เราได้ยินชื่อ “ใบหยก” ในฐานะที่เป็นตึกสูงที่สุดในประเทศไทย และเป็น กลุ่มธุรกิจภายใต้การบริหารของ พันธ์เลิศ ใบหยก นั่นแปลว่าตอนนี้ “ใบหยก” กำลังเดินหน้าเข้าใกล้ยุคเปลี่ยนผ่าน ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ โดยมีทายาทอันดับ 1 ที่ถูกวางไว้แล้วก็คือ เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก ลูกชายคนโตวัย 37 ปี ของพันธ์เลิศ ใบหยก ที่เข้ามาช่วยงานพ่อได้หลายปีแล้ว หลังจากเรียนจบปริญญาโทด้านมาร์เก็ตติ้ง จากประเทศอังกฤษ แม้จะมีทายาทเข้ามาช่วยสืบทอดงานได้แล้ว แต่ปิยะเลิศบอกว่า คุณพ่อยังทำงานเป็นปกติทุกวัน พ่อเป็นเจ้าโปรเจ็กต์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ส่วนลูกชายรับลูกเข้าไปทำงานบริหารจัดการสิ่งที่พ่อสร้างขึ้น โปรไฟล์ ปิยะเลิศเล่าว่า เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 ตอนนี้อายุ 37 ก็เท่ากับทำมา 17 ปีแล้ว เป็นการเข้าไปศึกษา ทำงานตั้งแต่ตอนยังเรียนไม่จบ แต่เข้าไปทำงานมีตำแหน่งจริง ๆ ได้ราว 10 ปี “พอปิดเทอมก็เข้ามาที่โรงแรม เราเห็นคุณพ่อทำงานมาตลอด เราก็ติดมา บางคนอาจไม่อยากทำงาน อาจอยากเที่ยว แต่เราไม่ใช่อย่างนั้น เราคลุกคลีจนคิดว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว” หลังจากเรียนจบ เข้ามาทำงานจริงจัง พ่อก็มอบตำแหน่งรอง
