นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา
11 สมาคมเกษตร บุกทำเนียบร้องทุกข์ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ หวังเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอให้ทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต แกนนำเกษตรกรจาก 11 สมาคมด้านการเกษตร ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้ง หลังจากพยายามยื่นมาแล้วหลายครั้ง เพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอให้ทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต หลังจากกรมวิชาการเกษตร ไร้แนวทางจัดการและไม่มีสารทดแทน นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “กลุ่มเกษตรกรได้เดินทางและทำหนังสือมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับแนวทางการจัดการปัญหาที่ชัดเจน เพราะนับตั้งแต่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้ใช้หรือครอบครองสารพาราควอต หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเงินสูงสุด 1 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ ประสบปัญหาและเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไร้มาตรการเยียวยาบรรเทาความ
เกษตรกร จี้แบนไกลโฟเซต กลูโฟซิเนตและสารชีวภัณฑ์ หวั่นกระทบสุขภาพ กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคกว่า 30 ราย ยื่นหนังสือร้องเรียน นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใหม่อีกครั้ง พร้อมเสนอแนวทาง 5 ประการ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย พร้อมด้วยผู้บริโภคกว่า 30 ราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ห้ามนำเข้า จำหน่ายและครอบครอง พาราควอต ในประเทศไทย นั่นหมายความว่า การนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรจากต่างประเทศที่มีการใช้สารพาราควอต เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้ง องุ่น แอปเปิ้ล กาแฟ และอื่นๆ ภาครัฐจะต้องประกาศห้ามการนำเข้าจากประเทศต้นทางด้วย โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ออสเตร เลีย นิวซีแลนด์ และอีก 72 ประเทศทั่วโลก แต่กลับมีการประชุมร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จะมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอ
กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ เนื่องจากตำแหน่ง “หัวหน้าคสช.” เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและป.ป.ช. ตีความ “คสช.” ว่าเป็นองค์กรชั่วคราว ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ได้แห่โชว์ใบสมัครแคนดิเดตของพล.อ.ประยุทธ์ อย่างกว้างขวาง ขณะที่ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Bow Nuttaa Mahattana ในประเด็นดังกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดทนายกได้หรือไม่? ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเป็นแคนดิเดทนายกฯ รธน.อนุญาตไว้ ตำแหน่งหัวหน้าคสช. เป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” (ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง รับเงินเดือนจากรัฐ ออกคำสั่งบังคับใช้ในบ้านเมืองได้ ฯลฯ) นี่คือตำแหน่งที่ทำให้ขาดคุณสมบัติสำหรับการเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ตามพรป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งมาตรา 13 (2) ค่ะ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=
เกษตรกรหนุ่ม พ่วงตำแหน่งเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ปิ๊งไอเดียจากนายกลุงตู่ ปลูกกล้วยหอมทองพันธุ์ปทุม แซมในสวนยางพารา ครั้งแรก 1,250 ต้น พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วงยางพาราราคาตก ผลตอบรับดีเกินคาด ส่งขายเซเว่นแทบไม่พอ สร้างรายได้ 2 แสน ติดใจเมื่อเดือนเมษายน ปลูกกล้วยอีกรอบ คราวนี้เพิ่มเป็น 1,600 ต้น คุณจรูญศักดิ์ กลับส่ง หรือคุณศักดิ์ ปัจจุบันอายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 ม.8 ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า นอกจากรับราชการแล้ว ยังเป็นเกษตรกร เดิมทีปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา พื้นที่ 65 ไร่ แต่ละเดือนมีรายได้จากการปลูกพืช 2 ชนิดนี้ ราว 3 หมื่นบาท จนกระทั่งราคาพืชเศรษฐกิจดังกล่าวมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ราคาขึ้นลงตามตลาด เลยมองหาพืชทำเงินชนิดอื่น ระหว่างที่มองหาพืชตัวอื่น คุณศักดิ์ บอกว่า ได้ไอเดียจากขณะที่ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางมาดูสวนกล้วยหอมทองของเพื่อนที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 59 ท่านแนะนำว่า หากยางพารา และปาล์มน้ำมัน ราคาตก ลองหันไปปลูกกล้วยดีไหม ราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง จากคำแนะนำของท่านนา
