บทความ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล ”อนุทิน” ได้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ให้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคย และเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในอดีต ทั้งในแง่การสร้างกำลังซื้อและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้โอกาสขายของมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะในปลายปี 2025 จะได้รับผลกระทบอย่างไร? และแฟรนไชส์กลุ่มไหนจะได้อานิสงส์สูงสุดจากการกลับมาของมาตรการนี้ บทเรียนจากอดีต โครงการคนละครึ่ง เริ่มในปี 2563 โดยรัฐ ออกค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดวันละ 150 บาทต่อคน และต่อมาได้ขยายวงเงินและจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงการคลังในระยะที่ 3 พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2.3 แสนล้านบาท และมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านขายของชำ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ “รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง” แต่ยังดึงให้ครัวเรือนควักเงินของตนเองอีกครึ่งหนึ่งออกมาใช้ เงินที่อาจถูกเก็บเป็นเงินออมก็ถูกนำออกมาจับจ่ายทันที ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าท
ความยืดหยุ่น คือ กุญแจสู่ความอยู่รอดของธุรกิจ ในยุคความไม่แน่นอน คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายมุมของโลก เช่น รัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันและสินค้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โควิด-19 ที่ทำให้สินค้าขาดแคลน ราคาสูงขึ้น และการจัดส่งล่าช้า ไม่เพียงเท่านั้น สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ยังกระทบการค้าระหว่างประเทศและเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก แถมการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เปลี่ยนโฉมการทำงานในหลายอุตสาหกรรมจนทำให้หลายคนกังวลเรื่องการตกงาน แล้วธุรกิจจะอยู่รอดและเติบโตในยุคแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ได้อย่างไร? การที่ธุรกิจมี “สินทรัพย์อเนกประสงค์” หรือทรัพย์สินที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายรูปแบบ เป็นหนึ่งในคำตอบที่สำคัญ สำหรับการอยู่รอดในยุคที่มีความผันผวนสูง ธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรว
SMEs สู้ลำพัง สูญพันธุ์แน่!?! เมื่อ รัฐไทย (ยัง) ไร้กำแพงชะลอ “คลื่นจีน” การ “อพยพ” เข้ามาแผ่นดินสยาม ของ “คนจีน” พบหลักฐานตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่สำหรับการ “อพยพใหม่” ของคนจีนห้วงศตวรรษที่ 21 นั้น นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่าง รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ชี้ว่า มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกขณะ ถ้าไทย ไม่หาทางตั้งรับไว้แต่เนิ่นๆ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ พร้อมยกตัวอย่าง การค้าขายย่านพาหุรัด ทุกวันนี้ มีคนจีน “อพยพใหม่” เข้ามาเซ้งร้านจากคนไทย และนำสินค้าจีนเข้ามาขายในราคาที่ถูกกว่ามาก ทำให้ร้านคนไทยขาดทุนกันระนาว จนมาถึงปัจจุบัน การ “อพยพใหม่” ในนามของ “ทุนจีน” ได้ทยอยเข้าไทยมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็น ร้านไอศกรีม-เครื่องดื่ม อย่าง Mixue ที่มาบุกตลาดด้วยราคา “ขายถูก” จนน่าตกใจ หรืออย่างร้าน Zhengxin Chicken Steak ไก่ทอดที่ราคาเริ่มต้นเพียง 15 บาท ตัวอย่างการ “ซัด” เข้ามาของแฟรนไชส์สัญชาติจีน ดังกล่าว นับเป็นปรากฏการณ์สร้างความระส่ำระสาย ให้กับบรรดาแฟรนไชส์ไทยไม่น้อย ซึ่งกูรูในแวดวง อย่าง อมร อำไพรุ่งเรือง วิเคราะห์ว่า ผู้ประกอบการผู้ขายแฟรนไชส์ หรือ “แฟรนไชซอร์ – Franchisor” ของไทย ได้ร
การก้าวขึ้นสู่ ชื่อเสียงระดับโลกของฮิปโปแคระ และบทเรียนจากยุคสื่อดิจิทัล การก้าวขึ้นสู่ชื่อเสียงระดับโลกของ “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ที่ทำให้โลกของการสื่อสาร การตลาด และการสร้างชื่อเสียง ต้องถูกพิจารณาในมิติใหม่ ปรากฏการณ์ไวรัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดียทำให้หมูเด้ง กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ในเวลาไม่นาน บทเรียนที่เราได้รับจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความน่ารักหรือความบันเทิง แต่ยังสอนให้เราเข้าใจถึงพลวัตของการสร้างชื่อเสียงในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน สิ่งที่ทำให้ หมูเด้ง เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ความไร้เดียงสาหรือการเคลื่อนไหวที่น่ารัก แต่เป็นการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงผ่านโซเชียลมีเดีย ความน่าสนใจที่แท้จริงของปรากฏการณ์นี้ คือการสร้างเนื้อหาที่เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมเข้ากับตัวฮิปโป โดยเน้นไปที่การสื่อสารความสุขและความสงบผ่านภาพและวิดีโอ เนื้อหาเหล่านี้ได้ดึงดูดให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับหมูเด้งอย่างลึกซึ้ง การที่หมูเด้งได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกไม่ใช่เพียงเพราะความน่ารักของเธอเท
กลไกการจ่ายค่าตอบแทนในยุค 2020s : One-man Show หรือ Teamwork Job Hopping หรือการเปลี่ยนงานไปมาเป็นประจำ กำลังเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้มากขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า พฤติกรรมดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาชวนปวดหัวให้แก่ผู้ว่าจ้างในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ เนื่องจากการจ้างงานใหม่เพื่อทดแทนตำแหน่งเดิมย่อมมีต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานปัจจุบันเพียง 5% อาจเพียงพอที่จะจูงใจให้พนักงานทำงานอยู่กับบริษัทต่อไป โดยที่การทำงานยังมีความต่อเนื่องอีกด้วย แต่การจ้างพนักงานรายใหม่ที่เข้ามาทดแทนตำแหน่งเดิมอาจสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 10-15% โดยเฉลี่ย รวมถึงบริษัทยังมีความเสี่ยงที่พนักงานใหม่อาจมีทัศนคติหรือวิธีการทำงานที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรที่มีอยู่ และส่งผลกระทบเชิงลบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมอีกด้วย ดังนั้น หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารขององค์กรทุกแห่งต้องพิจารณาและวางระบบอย่างรอบคอบ คือ การรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร (Talent Retention) ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการสร้างความสำเร็จอย่า
โควิด ฉีดวัคซีนหลายเข็ม ทำไมติดเชื้อซ้ำซาก กับปัญหาสาธารณสุข ที่ควรปรับปรุง ทำไม แต่ละคนที่ตรวจพบเชื้อโควิด จึงมีอาการแตกต่างกัน และส่วนใหญ่ไม่มีอาการทั้งๆ ที่เป็นเชื้อโควิดสายพันธุ์เดียวกัน เพื่อให้กระชับ ขอให้ดูจากตารางที่นำเสนอ ซึ่งแบ่งคน เป็น 4 กลุ่มจากความหลากหลายทาง “พันธุกรรมต่อการติดเชื้อ” และ ”พันธุกรรมทางภูมิคุ้มกัน” โดยจากการประเมินข้อมูลน่าจะมีสัดส่วนของแต่ละกลุ่มดังแสดง กลุ่มที่ (สัดส่วนประชากร) พันธุกรรมต่อการติดเชื้อไวรัส พันธุกรรมทางภูมิคุ้มกัน ผลจากการรับเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ร่างกาย (ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม) 1 (18-24%) ติดเชื้อได้จริง สร้าง “ทีเซลล์นักฆ่า” ได้ เกิดอาการรุนแรง หากรักษาด้วยการประคองตามอาการได้ดี ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นก็จะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้หมดภายในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ 2 (0.2-2%) ติดเชื้อได้จริง ไม่สามารถสร้าง “ทีเซลล์นักฆ่า” ได้ มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะเสียชีวิตจากอาการรุนแรงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ นอกจากจะมียาที่สามารถกำจัดเชื้อหรือยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ 3 (65-75%) ไม่เหมาะต่อการ
เป้าหมายใหม่ อุตสาหกรรมการแพทย์ อาจช่วยต่อลมหายใจไทยในยุคโควิด สภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทั่วโลก บวกกับ ปัญหาการเมืองทั้งในและนอกประเทศที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้หลายธุรกิจ มีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพกลับมีอัตราการเจริญเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้น มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในเรื่องของการสาธารณสุข เพราะมีบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับโลก มีบริการที่ดีและทันสมัย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาล และ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการด้านสุขภาพอื่นๆ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐตามแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับปัจจุบัน ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2568 มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งมีโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์ครบวงจรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor
ผู้ประกอบการ พึงศึกษา! “กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ ในยุคอุตสาหกรรมไร้พรมแดน” ปัจจุบัน ในยุคที่เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมาก ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค 4.0 เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรม ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นที่กล่าวมาข้างต้น พัฒนาการอันรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ข้อจำกัดในการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมลดลงอย่างมาก ผู้เล่นหน้าใหม่ สามารถเข้ามาในตลาดได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งต่างจากการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเดิมๆ ในอดีตอย่างสิ้นเชิง ในอดีตก่อนที่เทคโนโลยีดิจิตอล จะเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน คู่แข่ง หมายถึงบริษัทที่ขายสินค้าประเภทเดียวกับเรา แต่ในยุคปัจจุบันที่พรมแดนทางการแข่งขันนั้นเริ่มไม่ชัดเจน คู่แข่ง อาจจะเป็นผู้ที่ขายสินค้าที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง แต่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ เช่น อุตสาหกรรมห้องพักของ Airbnb ซึ่งไม่มีห้องพักให้เช่าเป็นของตนเ
