ปลูกกาแฟ
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ดำเนินโครงการ “เพิ่มศักยภาพเกษตรกรไทย พร้อมรุกตลาดการค้าเสรี” ด้วยการลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พร้อมจัดสัมมนา “การเพิ่มศักยภาพเกษตรกรในยุคการค้าเสรี”ทั่วทุกภูมิภาค พบว่าในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรมากมาย ทั้งผลิตภัณฑ์จากงา ถั่วเหลือง ถั่วหลายเสือ ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผ้าพื้นเมือง ที่น่าสนใจและกำลังมาแรงคือกาแฟที่มีเกษตรรุ่นใหม่ หรือ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ มีการดำเนินครบวงจร ตั้งแต่ต้น กลาง และ ปลายน้ำ สามารถสร้างแบรนด์กาแฟจนเป็นที่รู้จักได้ คือ One–off Coffee ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยส่งเสริมองค์ความรู้และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะใช้ประโชน์จากเขตการค้าเสรีได้นอนาคต คุณณิสาพัฒน์ ทองประทุม กรรมการคลัสเตอร์กาแฟแม่ฮ่องสอน และเจ้าของแบรนด์กาแฟ One–off Coffee คุณอมตะ สุขพันธ์ คนรุ่นใหม่ที่เบื่อชีวิตในเมือง ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ จ.แม่ฮ่องสอน ผันตัวเองมาทำอาชีพเกษตรเพาะปลูกกาแฟตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้ากว่า 20 ไร่ ทั้งคู่ไ
เกษตรกรชาว ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง โค่นต้นยางที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำ มาทำสวนของพ่อ โดยเฉพาะการปลูกกาแฟ พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้แบบครบวงจรได้ทั้งวันทั้งคืน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า นายสุวัฒ นุชม่วง อายุ 53 ปี เกษตรกรหมู่ที่ 1 บ้านหนองชุมแสง ตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง และครอบครัว ได้โค่นต้นยางพาราที่ปลูกรอบบ้านเลขที่ 235 ราวๆ 5 ไร่ เพราะราคาตกต่ำ เพื่อปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนสมรม (สวนผสมผสาน) ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยใช้ชื่อว่า “สวนของพ่อ” ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผักผลไม้นานาชนิด อาทิ ทุเรียน ลองกอง ขนุน ฝรั่ง ไผ่ รวมทั้งพืชผักผลไม้พื้นบ้านที่บางชนิดพบเห็นได้ยากแล้ว ตลอดจนถึงการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู แพะ เป็ด ผึ้ง ปลา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นจะดูโดดเด่นมากที่สุดในสวนแห่งนี้ก็คือ กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้นับตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟ ตากแดด คั่ว ตำ กะเทาะเปลือก รวมทั้งชง และดริป หรือจิบกาแฟสดๆ ซึ่งจะให้ความหอมหวนและความอร่อยแบบธรรมชาติ ควบคู่กับการนั่งฟังเพลงโฟล์คซองท่ามกลางสวนไผ่ที่ร่มรื่น สร้างทั้งรอยยิ
จากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน “เขาค้อ” ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าการเดินทางมาที่นี่ จะสร้างแรงบันดาลใจเปลี่ยนชีวิตของนักท่องเที่ยว อย่าง คุณบังอร ศรีสุนทร หรือ พี่แอ๊ว วัย 59 ปี เจ้าของไร่กาแฟ ต้นกาแฟเขาค้อ อดีตข้าราชการที่ผันตัวเองมาทำไร่ เธอเริ่มต้นเล่าให้ฟังด้วยความเป็นกันเอง บวกกับบรรยากาศเย็นสบายของไร่ว่า “มันเริ่มต้นมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จากการมาเดินทางท่องเที่ยว จนอยากมาสร้างบ้านพักของตัวเองที่เขาค้อ เพราะชอบอากาศ ชอบธรรมชาติที่นี่ จึงได้ตัดสินใจละทิ้งวิถีชีวิตคนกรุงสู่ อ.เขาค้อ เพื่อแสวงหาชีวิตที่สุขสงบ เรียบง่าย และได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งพี่แอ๊ว เล่าย้อนให้ฟังถึงประวัติส่วนตัวก่อนที่จะตัดสินใจละทิ้งชีวิตในเมืองกรุงมาอยู่กับธรรมชาติที่นี่ว่า ตัวเธอ นอกจากจะเคยรับราชการมาก่อนแล้วนั้น หลังจากที่ลาออกมาจากงานราชการ ก็มาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ ชีวิตประจำวันอยู่ในเมือง แต่มีนิสัยรักต้นไม้ จึงอยากใช้ชีวิตที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อีกทั้งเล่าถึงแรงบันดาลใจที่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสร้างต้นกาแฟเขาค้อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวว่า “นอกเหนือจากที่รักต้นไม
“กาแฟ” เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทางราชการเข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านดอยมูเซอปลูกทดแทนฝิ่น ตั้งแต่ ปี 2514 แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในช่วงแรก เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปลูก การเก็บผลผลิต จนทำให้เกิดปัญหาด้านการตลาด และราคาตกต่ำ การปลูกกาแฟบนดอยมูเซอไม่เพียงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้จากพืชอื่นแทนการปลูกฝิ่น แต่ต้องการให้พวกเขาช่วยกันปลูกพืชเพื่อรักษาและอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำด้วย ดังนั้น หากชาวบ้านหมดหวังในเรื่องรายได้แล้วเลิกปลูกกาแฟหันไปปลูกพืชอายุสั้นแทน อาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าต้นน้ำในระยะยาวด้วย คุณจักรพงษ์ มงคลคีรี หรือ คุณพงษ์ เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ตระหนักในเรื่องดังกล่าวอย่างดี จนทำให้เขาพยายามผลักดันให้ชาวบ้านจำนวนมากยังคงปลูกกาแฟต่อไป ด้วยการรับซื้อกาแฟสด พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูความรู้เกี่ยวกับการปลูกกาแฟให้มีคุณภาพ รวมถึงต่อยอดไปถึงการแปรรูปจนนำมาสู่การพัฒนาเป็นกาแฟออร์แกนิก ในชื่อ “กาแฟสดมูเซอ” เดิมคุณพงษ์มีโรงคั่วกาแฟอยู่ในพื้นที่ ซึ่งตั้งมานานกว่า 10 ปี ตลอดเวลาเขาพบว่าชาวบ้านปลูกกาแฟแบบขาดรูปแบบที่แน่นอน และขาดคุณภาพ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีคนมารับซื้อกาแฟ เพราะในช่วงน
