ผักปลอดสารพิษ
5 วิธีล้างผัก-ผลไม้ง่ายๆ ช่วยลดสารฆ่าแมลง และสิ่งสกปรก อยากทานผักและผลไม้แบบปลอดภัย ไร้สารฆ่าแมลง ไม่ยากอย่างที่คิด เส้นทางเศรษฐีออนไลน์มีเคล็ด(ไม่)ลับ 5 วิธีล้างผัก-ผลไม้ง่ายๆ ช่วยลดสารฆ่าแมลง และสิ่งสกปรก จากเพจ Fda Thai ของ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาฝาก ล้างผัก ผลไม้ โดยใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ/น้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่ทิ้งไว้นาน 15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้ 90-95% แช่ผัก ผลไม้ ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำความเข้มข้น 0.5% (น้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวด/น้ำ 4 ลิตร) แช่ผักที่เด็ดแล้วนาน 15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้ 60-84% เปิดก๊อกน้ำให้ไหลผ่าน ล้างนาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษฆ่าแมลงได้ 54-63% ลวกผักด้วยน้ำร้อน ลดปริมาณสารพิษได้ 50% การต้มจะลดได้เท่ากับการลวกผัก แต่อีก 50% สารพิษจะออกจากผักไปอยู่ในน้ำแกง แช่ผัก ผลไม้ ในน้ำสะอาด ควรล้างผักผลไม้ให้สะอาดจากสิ่งสกปรกครั้งหนึ่งก่อน และเด็ดเป็นใบๆ แช่ลงในอ่าง ใช้น้ำปริมาณ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาที ลดปริมาณสารพิษฆ่าแมลงได้ 7-33% ข้อมูลจากเพจ Fda Thai เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562
สบส. เตือนเกษตรกร-ประชาชน ระวังสารกำจัดศัตรูพืช แนะวิธีป้องกันตัวที่ถูกต้อง ระวังสารกำจัดศัตรูพืช – เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ออกข่าวประกาศเตือน เกษตรกรและประชาชน ให้ระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิต ควรปรับพฤติกรรมด้วยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติ โดยการสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม ระมัดระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน โดย นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น เพื่อให้พืชผลทางการเกษตรมีผลผลิตที่ดี โดยเกษตรกรเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงโดยตรงในการสัมผัสกับสารเคมี นอกจากนี้ หากมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก ทำให้มีโอกาสสะสมในผลผลิตทางการเกษตร และเกิดความเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภคที่รับประทานเข้าไปด้วย เกษตรกรสามารถรับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ 3 ทาง คือ ทางปาก ทางการหายใจ และทางผิวหนัง เกิดขึ้นได้ระหว่างขณะซื้อมาจากร้าน ขณะเตรียม ขณะฉีดพ่น และนำสารเคมีไปทำลายทิ้ง อาการที่เกิดขึ้นที่สามารถสังเกตได้
อดีตวิศวกร กับนักบัญชีดีกรีปริญญาตรี พ่วงดีกรีเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตอีก 1 ใบ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นในแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยตัดสินใจหันมาเดินตามรอยเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชา ทิ้งเวอร์เนียกับเครื่องคิดเลขมาจับจอบจับเสียมแทน ตั้งต้นปลูกข้าว ผัก ผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ เพียงเพราะต้องการให้ลูกทานอาหารที่สด สะอาด และปลอดสารพิษ และเลี้ยงโคนมเพื่อนำมูลโคมาทำปุ๋ย คุณสุทธิพงษ์ พลสยม อดีตวิศวกร และ คุณอุบลรัตน์ พลสยม อดีตนักบัญชีดีกรีปริญญาตรี พ่วงดีกรีเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขา จุดเริ่มต้น พวกเขาก็ทำงานประจำอยู่ในเมืองกรุงแบบคนปกติทั่วไป จนกระทั่งตัดสินใจว่าจะมาทำแปลงเกษตร คุณอุบลรัตน์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า 3 ปีแรกที่มาลงมือทำเกษตร ไม่มีรายได้อะไรเลย และไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำการเกษตร ลองผิดลองถูกอยู่นาน รายได้ก็ไม่มี จนกระทั่งได้ศึกษาพบวิธีการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ จึงตั้งต้นมาจากตรงนั้น เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ใช้พื้นที่ที่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด โดยพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบันที่ทำเกษตรประมาณ 20 ไร่ ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกไปทำการปลูกข้าว
ผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) กับประโยชน์ทางโภชนาการ Hydroponics เป็นการผสมคำภาษากรีก 2 คำ คือ Hydro แปลว่า “น้ำ” Ponos แปลว่า “งาน” เมื่อนำความหมายรวมกันมาใช้กับการปลูกพืช จึงหมายถึง การปลูกพืชลงบนธาตุอาหารพืช โดยให้รากพืชสัมผัสกับสารละลายโดยตรง นั้นหมายความว่า เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นอกจากนี้ การผลิตพืชผักบนดินก็ยังได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุ และความเสื่อมของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากจนเกินไป ทำให้การปลูกพืชผัก แบบ Hydroponics เป็นเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จุดเด่นของการปลูกผักในระบบ Hydroponics มีดังนี้ คือผักมีความอุดมสมบูรณ์สูง โตเร็ว เพราะได้รับสารอาหารอย่างสมดุล ผักสะอาดปราศจากยาฆ่าแมลงและเชื้อโรค สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ กำหนดหรือวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะผักปลอดสารพิษ ซึ่งทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอตลอดทั้งปี ผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีความปลอดภัยสูง เนื่องด้วยผักอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ซึ่งให้ไข
